เมื่อผู้หญิงเขียนถึงผู้หญิง : เธอทำลาย, เธอกล่าว (She Destroyed, She Said)
หนังสือบางเล่มไม่ได้ทิ้งเพียงเรื่องราวไว้บนหน้ากระดาษ หากยังทิ้งคำถาม ความรู้สึกและแรงสะเทือนบางอย่างให้ตกตะกอนอยู่ในใจผู้อ่าน เธอทำลาย, เธอกล่าว...

มีบางเล่มที่อ่านจบแล้วยังปิดหนังสือไม่ลง ไม่ใช่เพราะยังอ่านไม่จบ แต่เพราะความคิดยังไม่จบตาม หนังสือบางเล่มไม่ได้ทิ้งเพียงเรื่องราวไว้บนหน้ากระดาษ หากยังทิ้งคำถาม ความรู้สึก และแรงสะเทือนบางอย่างให้ค่อยๆ ตกตะกอนอยู่ในใจของผู้อ่าน และ เธอทำลาย, เธอกล่าว คือหนึ่งในนั้น
Table Of Content
รวมเรื่องสั้น 8 เรื่อง จากนักเขียนหญิง 8 คน ที่ร้อยเรียงมุมมองของ “ผู้หญิง” ผ่านสายตาผู้หญิงด้วยกันเอง โดยฝีมือของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท, ตินกานต์, พิราอร กรวีร์, Mind Da Hed, อุรุดา โควินท์, อินทิรา เจริญปุระ, ใหม่ ศุภรุจกิจ และพวงสร้อย อักษรสว่าง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม
ในเล่มนี้ เราจะได้พบกับผู้หญิงที่เขียนถึงศัตรูของตน, คู่รักหญิงของตน, เส้นผมของหญิงรับใช้, แม่, หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง ไปจนถึงสุนัขเพศเมียตัวหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน “เสียงของผู้หญิงที่เขียนถึงผู้หญิงด้วยกันเอง” เสียงที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมทางอารมณ์อันหลากหลาย ภายใต้การดำเนินเรื่องที่เรียบง่ายและสงบนิ่ง จนราวกับว่าการทำลายล้างกับการสร้างนั้นเป็นเนื้อเดียวกัน
เรื่องเล่าของพวกเธอเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งรอยสัมผัสที่ชิดใกล้และระยะห่างที่แปลกแยก ด้วยการทำลายนี่เอง สิ่งใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น
ก่อนเปิดอ่าน ฉันคิดว่าจะได้คำตอบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลายเปลี่ยนเป็นคำถามที่สำคัญ จาก 3 เรื่องสั้น 3 รสชาติ ที่ฉันประทับใจ ได้แก่ ปรารถนา, หมาข้างถนนกับคนวิปริตและคลื่นกระแทก
ปรารถนา (ตินกานต์)
ความโรแมนติกของคู่รักหญิงที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรัก “รัก” ที่ทำตามความปรารถนาของคนรัก
เรื่องนี้ดำเนินเรื่องแบบเรียบง่าย แต่กลับทรงพลัง ทุกๆอย่างค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของผู้อ่าน รสชาติหวาน ปลายขม คือสิ่งที่ผู้อ่านได้ลิ้มรส จากแนวคิด “โรแมนติกนิยม” (Romanticism) ที่ได้จากเรื่องสั้นนี้
“โรแมนติกนิยม” คือกระแสทางศิลปะ วรรณกรรม และปรัชญาที่เกิดขึ้นในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 18 แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อคัดค้านยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ที่ให้ความสำคัญกับเหตุผลและวิทยาศาสตร์มากเกินไป โดยให้ความสำคัญกับ อารมณ์ความรู้สึก (Emotion) จินตนาการ (Imagination) และ ธรรมชาติ (Nature) การใช้ภาษาสวยสร้างบรรยากาศชวนฝัน ความโรแมนติกที่หวนคิดถึงอดีตเป็นสิ่งเยียวยาให้กับชีวิตปัจจุบันดำเนินต่อไปได้
การหวนคิดถึงอดีตที่สวยงาม เริ่มต้นจากการพูดคุยระหว่างคนสองคน ความบังเอิญที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ บังเอิญได้ไปหยุดยืนอยู่หน้าตึกห้องแถวหนึ่ง ที่มีชั้นเรียนลีลาศ การพบกันของคนที่เต้นไม่เป็น กับหญิงสาวชุดกระโปรงบานสีม่วงไอริส จนกระทั่งได้สัมผัส ตัวใกล้ตัว มือแตะมือ แล้วกระชับเป็นหนึ่ง กับฉากตกหลุมรักและประโยคแสนหวานที่บรรยาย
“มหัศจรรย์ใดที่ไม่อาจเป็นไปได้ มันเป็นไปแล้วเมื่อเธออยู่ตรงหน้า”
(ห.44 ปรารถนา : ตินกานต์)
ในฉากจบสุดท้ายเปรียบสเหมือนนาฬิกาทรายที่ไหลลงนับเวลาถอยหลัง สู่การยอมรับความจริงว่า คนรักจากไปและการได้ทำตามความปรารถนาของคนที่จากไป
“มีปรารถนาอื่นมากมายในชีวิตของเราที่เป็นดั่งหวัง อย่างน้อยที่สุด เราได้รักกันไปจนลมหายใจสุดท้าย”
(ห.56 ปรารถนา : ตินกานต์)
ขณะที่ผู้เขียนกำลังอ่านเรื่องนี้ บังเอิญ Playlist เปิดเล่นไปที่เพลง Who know – Daniel Caesar ทวงทำนองและจังหวะดนตรีและท่อนที่ร้องว่า “Yesterday was feeling so good, now it’s gone
I’d feel like that always if I could, is that wrong?”
สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความไออุ่นของความคิดถึง กับท่อนร้องสุดท้าย
“Maybe we get married one day, but who knows?
Think I’ll take that thought to the grave, but who knows?
I know that I’ll love you always
Yeah, girl, you, and I’d like that”
กับฉากจบของเรื่องราวในเรื่องสั้น “ปรารถนา”
เรื่องสั้นนี้ทำให้ผู้เขียนตระหนักถึง ความไม่จีรังยั่งยืน ทุกๆ อย่างไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ไม่มีใครสามารถอยู่ในชีวิตเราได้ตลอด ไม่จากเป็นก็จากตาย ความตายไม่ใช่จุดจบสุดท้าย
การทำลายล้างด้วยการจากตาย สร้างสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่า คือ “ความทรงจำ” ให้ได้หวนคิดถึง ติดตรึงอยู่ในใจของคนที่มีชีวิตอยู่ต่อ “ความคิดถึง”เป็นยาวิเศษ ยาที่เป็นแรงผลักดันและเยียวยาจิตใจ
หมาข้างถนนกับคนวิปริต (พิราอร กรวีร์)
สัมผัสรสชาติแบบใหม่ ที่ไม่เคยลิ้มลอง รสชาติที่ไม่มีใครพูดถึง ความขมที่เต็มไปด้วยความเผ็ดร้อนกับประเด็นร้ายแรงของโลกอันโหดร้าย ผ่านงานเขียนของ “พิราอร กรวีร์” ภาษาที่เรียบง่าย สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตอกหน้าสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้น กับคำว่า “เพศเมีย” จากเรื่องสั้น “หมาข้างถนนกับคนวิปริต”
เพียงแค่เป็น “ผู้หญิง” มาคู่กับเพศสภาพ “เพศเมีย” ในสังคมที่ยังคงขับเคลื่อนด้วย “ชายเป็นใหญ่” (ปิตาธิปไตย) ที่ไม่มีวันสิ้นสุดไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย
“การใช้อำนาจกดทับทำร้ายผู้ที่อ่อนแอกว่ามีอยู่ทุกที่ ทุกชนชั้น โดยเฉพาะกับเพศเมีย ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์เพศเมีย”
(ห.63 หมาข้างถนนกับคนวิปริต : พิราอร กรวีร์)
เรื่องราวบอกเล่าผ่านหญิงสาวที่พบกับ “หมาจรตัวเมีย” ที่ชอบนอนอยู่ข้างหน้าร้านสะดวกซื้อแอร์เย็นอยู่เป็นประจำ ลักษณะอ้วนอุ้ยอ้ายจากการให้อาหารของชาวบ้าน มันเป็นทั้งที่รักและเป็นที่พูดถึงของคนแถวนั้น จนกระทั่งมันหายตัวไป และกลับมาอีกทีในสภาพที่ใครเห็นก็ต่างเวทนา น่าสงสาร เรื่องเล่าจากปากของคุณป้าร้านทำผมเล่าว่า มันโดนขมขื่น ความจริงที่โหดร้ายและน่าสะอิดสะเอียนตีแสกหน้าหญิงสาว
“เห็นมันนอนซม จิ๋มเน่า น่าจะติดโรคหนองในจากไอ้คนที่ทำมัน”
(ห.67 หมาข้างถนนกับคนวิปริต : พิราอร กรวีร์)
เหตุการณ์นี่เองคือชนวนที่ทำให้เกิดการตีแผ่สังคมให้เห็นถึงความจริง ความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นได้ แม้กระทั่ง “สัตว์” ความจริงที่หลายคนไม่กล้าพูดถึงเพียงเพราะมันละเอียดอ่อนเกินกว่าจะหยิบยกขึ้นมาพูดตรงๆ
การพูดถึงความวิปริตของจิตใจคนที่ทำกับสัตว์ แม้ไม่พบเจอด้วยตัวเองแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่จริง สิ่งนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดสัจนิยม (Realism) อย่างชัดเจน
แนวสัจนิยม คือแนวคิดที่ยึดถือ “ความจริง” ตามสภาพที่มันเป็นอยู่ ความจริงทางสังคมโดยปราศจากการปรุงแต่ง ปฏิเสธความเพ้อฝัน อุดมคติ หรือภาพที่ “ควรจะเป็น” เพื่อนำเสนอสิ่งที่ “เป็นอยู่จริง” อย่างตรงไปตรงมา
ในบางสังคม เราจะเห็นได้ว่าการกดขี่ข่มเหงเพศหญิง รวมไปถึงสัตว์เพศเมีย เกิดขึ้นได้ทั่วไป ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่โต เพียงแต่ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจัง
ภาพเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้เขียนมองเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างชะตากรรมของผู้หญิงกับชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตอย่างหมาจรเพศเมียตัวนี้ ทั้งสองต่างตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกระทำภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านได้รับรู้ผ่านการอ่านเรื่องสั้น “หมาข้างถนนกับคนวิปริต” ไม่ใช่เพื่อสร้างความสะเทือนใจเปล่าๆ แต่เพื่อทำให้ความจริงที่ถูกทำให้เงียบงันนั้น ได้มีที่ทางให้ถูกพูดถึงในที่สุด
คลื่นกระแทก (พวงสร้อย อักษรสว่าง)
การลิ้มลองรสชาติสุดท้ายก่อนวางหนังสือเล่มนี้ลง คือรสกลมกล่อมจากเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายที่ปิดจบ เธอทำลาย, เธอกล่าว (She Destroyed, She Said) เรื่องราวความรักหนุ่มสาวสู่ความลับที่บอกใครไม่ได้ นักเขียนสาวกับนักกายภาพบำบัดหญิง ผู้บอกเล่าเรื่องราวของกันและกันผ่านน้ำเสียง สบตากันผ่านกระจกฝ้าที่สะท้อนเงาเลือนรางของดวงตา จมูก และปาก ก่อนจะนำไปสู่ปมปริศนาการตายของนักเขียนสาว ที่รอให้ผู้อ่านค่อยๆ ตามหาคำตอบ กับฉากจบอันน่าสะเทือนใจ “เขากวางปักอยู่ที่อก”
รสชาติของเรื่องนี้จึงมีครบทุกมิติ ความหวานจากความรักอันหอมหวาน ความเผ็ดเปรี้ยวจากการค่อยๆ รับรู้ความจริงในความสัมพันธ์ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือน “คนโง่” และการตัดจบความสัมพันธ์อย่างไม่หวนกลับมา ความเค็มของน้ำตาที่เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงความขมของการจากลาที่ทิ้งไว้เพียงคำถามซึ่งไร้คำตอบ ราวกับเงื่อนที่ผูกไว้ให้ผู้อ่านค่อยๆ แกะทีละปม ตั้งคำถามและสร้างคำตอบขึ้นมาเอง เป็นการถอดรหัสสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเป็นนามธรรมให้มีชีวิตขึ้นมา สอดคล้องกับแนวคิด “สัญลักษณ์นิยม” (Symbolism) ที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง
สัญลักษณ์นิยมเป็นขบวนการทางศิลปะและวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีจุดเริ่มต้นในฝรั่งเศสและเบลเยียม เพื่อต่อต้านลัทธิธรรมชาตินิยมและลัทธิสัจนิยม แนวคิดนี้เชื่อว่าความจริงสูงสุดไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลหรือการบรรยายตรงไปตรงมา จึงต้องอาศัย “สัญลักษณ์” และอุปมาอุปไมยเพื่อสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความฝัน และจิตวิญญาณที่อยู่เหนือคำอธิบาย
ประโยคหนึ่งที่ชวนให้สะดุดตาคือ “ฆ่าคนในความคิด” ประโยคสั้นๆ นี้กลับจุดคำถามมากมายในใจผู้เขียน ในความเป็นจริง เราจะฆ่าใครสักคนในความคิดได้จริงหรือ? คนที่เราฆ่าไปนั้น เขาได้ตายจากไปจริงๆ แล้วหรือยัง? และหากคำตอบคือใครคนหนึ่งได้ตายไปจากความคิดของเราแล้ว ตัวเราเองหลุดพ้นจากเขาแล้วจริงไหม? ราวกับได้คำตอบ แต่กลับยิ่งตั้งคำถามไม่รู้จบ
หลังอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้จบ มีคำถามผุดขึ้นในใจมากมาย โดยเฉพาะคำถามต่อความสัมพันธ์ เมื่อคนเราตกอยู่ในห้วงรัก จะยอมสูญเสียตัวตนเพื่อแลกกับการมีอยู่ของอีกคนได้หรือไม่
“เราจะยอมเผาความเป็นตัวเองเพื่อแลกกับการเป็นส่วนหนึ่งของอีกคนได้จริงๆ หรือ”
(ห.179 คลื่นกระแทก : พวงสร้อย อักษรสว่าง)
ประโยคนี้ไม่ได้ถามถึง “ความรัก” ในความหมายกว้างๆ แต่ถามถึงสิ่งที่ลึกกว่านั้น คือ “ราคา”ที่เราต้องจ่ายเพื่อให้ความรักนั้นดำรงอยู่
หลายครั้งเรามักเข้าใจว่าความรักคือการให้ การเสียสละ การยอมลดทอนตัวเองลงเพื่อให้อีกคนได้เติบโต แต่คำว่า “เผา” ในประโยคนี้กลับให้ภาพที่รุนแรงกว่าคำว่า “ให้” หรือ “เสียสละ”
“เผา” คือการทำลายจนไม่เหลือ ไม่ใช่การแบ่งปันที่ยังมีส่วนเหลือของตัวเองอยู่ ผู้เขียนจึงมองว่าประโยคนี้กำลังตั้งคำถามกับเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “ความรักที่ทำให้เราเติบโต” กับ “ความรักที่ทำให้เราหายไป” ซึ่งเป็นเส้นที่คนในความสัมพันธ์มักมองไม่เห็นจนกว่าจะสายเกินไป
สิ่งที่ทำให้ประโยคนี้ทรงพลัง คือมันไม่ได้ให้คำตอบตายตัว แต่ทิ้งคำถามไว้ให้ผู้อ่านแต่ละคนย้อนกลับไปมองความสัมพันธ์ของตัวเอง มีบ้างไหมที่เราเคยยอมเป็น “เงา” ของใครสักคน ยอมให้ความชอบ ความฝัน หรือแม้แต่ตัวตนของเราค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย เพื่อแลกกับคำว่า “เรา” ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับอีกคน
สิ่งที่เราได้รับไม่ใช่คำตอบว่าได้หรือไม่ได้ แต่เป็น “พื้นที่ให้หยุดคิด” โดยเฉพาะกับคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์ หรือเคยผ่านความสัมพันธ์ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกตัวเล็กลงเรื่อยๆ ประโยคนี้อาจทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า ความรักที่แท้จริงไม่ควรเรียกร้องให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องหายไปเพื่อให้อีกคนได้มีตัวตนอยู่ต่อ และบางที การตระหนักรู้ตรงนี้เอง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกล้าถอยออกมา ก่อนที่ไฟจะเผาจนไม่เหลือสิ่งใดให้กลับไปเป็นตัวเองอีก
แม้ในยามที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คนเราก็ยังคงเชื่อเสมอว่า แม้จะสูญเสียไป ก็ยังมีสิ่งดีๆ หลงเหลืออยู่เบื้องหน้า
“มนุษย์คือสัตว์ที่เต็มไปด้วยปริศนาและการคาดเดาไม่ได้ ในความตายมีความรัก ในความรักมีความเศร้า และในความเศร้านั้น เราก็อาจจะยังมีความหวัง”
(ห.181 คลื่นกระแทก : พวงสร้อย อักษรสว่าง)
ภายในของประโยคนี้คือโครงสร้างแบบ “ห่วงโซ่” ที่ร้อยเรียงความตาย ความรัก ความเศร้า และความหวัง เข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่แท้จริง เหมือนกับวงจรที่ซ้อนทับกันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์
สิ่งพิเศษ คือการที่ “ความหวัง” ถูกวางไว้เป็นคำสุดท้ายของประโยค ไม่ใช่ “ความสิ้นหวัง” หรือ “ความว่างเปล่า” ทั้งที่ประโยคนี้เริ่มต้นจากคำว่า “ความตาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่หนักที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะต้องเผชิญ
ในจุดที่มืดที่สุด กลับยังมีแสงเล็กๆ หลงเหลืออยู่ ไม่ใช่เพราะความตายนั้นไม่เจ็บปวด แต่เพราะมนุษย์เรามีความสามารถบางอย่างที่จะแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความหมายได้เสมอ
เราทุกคนสามารถอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกทุกอารมณ์ไปพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดที่ความเศร้ากับความหวังจะอยู่ร่วมกันในใจดวงเดียว
และในหน้าคำขอบคุณของหนังสือ กวางผลัดเขา นักเขียนสาวได้ทิ้งท้ายไว้อย่างจับใจว่า
“ชีวิตของฉันสมบูรณ์ขึ้นจากความผิดพลาด ความเจ็บปวด ความอักเสบ อุบัติเหตุ และความลับ”
(ห.190 คลื่นกระแทก : พวงสร้อย อักษรสว่าง)
การใช้คำว่า “สมบูรณ์ขึ้น” จากสิ่งที่สังคมมักมองว่าเป็น “ด้านลบ” ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาด ความเจ็บปวด ความอักเสบ อุบัติเหตุ หรือความลับ พวงสร้อยอักษรสว่าง กลับพลิกมุมมองเหล่านี้ให้กลายเป็นวัตถุดิบของการเติบโต ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิดหรือลบทิ้งออกจากชีวิต นี่คือการยอมรับบาดแผลของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่พยายามเคลือบมันด้วยคำสวยหรูว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลที่ดี”
นี่จึงเป็นประโยคที่สรุปแก่นของเรื่องสั้น “คลื่นกระแทก” ได้อย่างชัดเจน และอาจกล่าวได้ว่าเป็นแก่นร่วมของหนังสือ เธอทำลาย, เธอกล่าว ทั้งเล่มด้วย เพราะความสมบูรณ์ของชีวิตไม่ได้เกิดจากช่วงเวลาที่งดงามเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากบาดแผลทุกรอยที่เราผ่านพ้นมา การทำลายล้างจึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุด หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ
แม้ทั้งสามเรื่องสั้นจะมีวิธีเล่าและบรรยายที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกมันไว้ด้วยกันคือตอนจบที่เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านตีความ ไม่มีคำเฉลยตายตัว มีเพียงคำถามที่ยังก้องอยู่หลังปิดหน้าสุดท้าย และชวนให้เราหันกลับมาตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองต่อไป
“ปรารถนา” ปิดท้ายด้วยการจากลาที่ทิ้งความทรงจำไว้ให้หวนคิดถึง “หมาข้างถนนกับคนวิปริต” จบลงด้วยฉากสะเทือนใจที่หาตัวคนทำไม่ได้ แต่รู้แน่ชัดเพียงว่าเขาคือ “ไอ้วิปริต” คนหนึ่งในสังคม ส่วน “คลื่นกระแทก” จบลงด้วยความตายที่ทิ้งปมปริศนาไว้ให้ผู้อ่านค่อยๆ ไข
เธอทำลาย, เธอกล่าว จึงไม่ได้ชวนให้เราอ่านเพียงชีวิตของ “ผู้หญิง” จากเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่อง แต่ชวนให้มองเห็นเศษเสี้ยวของมนุษย์ในทุกความสัมพันธ์ ความรัก ความเจ็บปวด และการสูญเสีย ผ่านเรื่องเล่าที่ต่างกัน แต่มีหัวใจเดียวกันคือ การยอมรับว่าการทำลายไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากเป็นเงื่อนไขของการเกิดใหม่ ทั้งในความทรงจำ ความหวัง และตัวตนของเราเอง
ผู้อ่านจะได้ลิ้มรสความรัก ความสูญเสีย ความรุนแรง และความสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบ แต่ทั้งหมดต่างพาไปพบความจริงเดียวกันว่า ทุกการแตกสลายล้วนทิ้งบางสิ่งไว้ให้ก่อร่างใหม่เสมอ
และนั่นเองคือหัวใจสำคัญของ เธอทำลาย, เธอกล่าว หนังสือที่ไม่ได้มอบคำตอบ หากมอบพื้นที่ให้ผู้อ่านค่อยๆ เติบโตผ่านคำถามที่ยังก้องอยู่ แม้หลังปิดหน้าสุดท้ายไปแล้วก็ตาม







No Comment! Be the first one.