Table of Contents
เมื่อวรรณคดีไทยไม่ได้อยู่ในแค่หนังสือ แต่กลับออกมาโลดแล่นในวงการ Hip-hopไทย พบกับ Music Video เพลง “รักกันได้รึเปล่า” ของแร็ปเปอร์หนุ่ม Youngohm ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักของคนที่ไม่สมหวังจากวรรณคดีไทยชื่อดัง อย่าง สังข์ทอง มัทนะพาธา และรามเกียรติ์ มาตีความใหม่ผ่านมุมมองภาพสะท้อนความเป็นไทยร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็น Music Video เพลง “รักกันได้รึเปล่าเมื่อวรรณคดีไทยไม่ได้อยู่ในแค่หนังสือ แต่กลับออกมาโลดแล่นในวงการ Hip-hop” ในอัลบั้ม T.H.A.I
1 วายโอทัวร์ไลฟ์

รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ (โอม) หรือชื่อที่แฟนเพลงรู้จักกันดีคือ ยังโอม (Youngohm) เด็กชายมัธยมวัดธาตุทอง โดยเส้นทางในวงการดนตรีของเขาเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนเขาเริ่มแต่งเพลงและอัดคลิปลงบน YouTube จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักยังโอมคือเพลง “จุดแล้วก็วน” ที่ทำร่วมกับเพื่อน ต่อมาเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ Rap is now ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดสำหรับแร็ปเปอร์หลายคน
วลีเด็ด “ตอนนี้ยังไม่ได้นอนเลยจะสิบโมงเช้า” ในเพลง “เฉยเมย” ที่ได้รับรางวัลเพลงฮิปฮอปแห่งปี งานจูกซ์ไทยแลนด์มิวสิกอะวอดส์ (JOOX Thailand Music Awards) ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ตามมาด้วยเพลง “ธารารัตน์” ที่ถูกปล่อยในปี 2019 ถัดมาอีกหนึ่งปีอัลบั้ม “BANGKOK LEGACY” ไรม์ (Rhyme) ที่ดุเดือด เสียดสีถึงสังคมการเมืองไทย ณ ขณะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาของปัญหา พร้อมให้ทุกคนได้ตะโกนร้องว่า
“สุขสบายกันไหมล่ะครับท่าน เงินที่ได้จากการคอร์รัปชัน?” จนสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวัยรุ่นไทย และในปี 2023 ยังโอมได้สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศอีกครั้งกับเพลง “ธาตุทองซาวด์” ซึ่งเป็นผลงานที่หยิบยกเรื่องราวชีวิตและสถานที่ในวัยเด็กที่โรงเรียนวัดธาตุทองมาถ่ายทอด
ยังโอม คือแร็ปเปอร์ที่เรฟพรีเซ็นต์ (Represent) ความเป็นไทยในแง่มุมต่างๆ ได้ออกมามีความหลากหลาย คนรุ่นใหม่สามารถรับรู้และเข้าถึงได้ การนำวิถีชีวิตหรือประสบการณ์มาตีแผ่ออกมาเป็นอัลบั้มเพลง ไปจนถึง Music Video
ซึ่งอัลบั้ม “ไฟกลางคืน” ได้สร้างรสชาติใหม่ให้กับวงการเพลง Hip-hop โดยการนำเอกลักษณ์ของเพลงลูกทุ่งไทยรุ่นบุกเบิก สมัยรุ่นคุณปู่ คุณย่า อย่างเพลง “ลืมไม่ลง” ขับร้องโดย สุรชัย สมบัติเจริญ มาผสมผสานกับดนตรีเนื้อร้องที่ทันสมัยขึ้นในยุคปัจจุบัน ในเพลง “Sunset in Pattaya”
ดังนั้นในทุกๆเพลงของยังโอม เราจะเห็นได้ว่ามีการผสมผสานความเป็นไทยที่ถ่ายทอดผ่านทวงทำนองของจังหวะดนตรี เนื้อร้อง โดยเฉพาะ Music video ที่จะนำพาให้เราได้สัมผัสกับความเป็นไทยในมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน
จนมาถึงอัลบั้มล่าสุด ชื่อว่า “T.H.A.I” นำเสนอความเป็นไทยจากเลนส์สายตาของคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้เราเข้าถึง สิ่งที่เรามองข้ามเพราะเพียงคำว่า “เก่า” การชูความเป็นเอกลักษณ์ไทยผ่านวรรณคดีไทยใน MV ที่ชื่อว่า “รักกันได้รึเปล่า”
2 “รักกันได้รึเปล่า”
Music video “รักกันได้รึเปล่า” บอกเล่าเรื่องราวเรื่องของคนที่ไม่สมหวังในความรักจากวรรณคดีไทยสามเรื่องดัง อย่าง สังข์ทอง มัทนะพาธา และรามเกียรติ์ เริ่มต้นซีนด้วยรูปภาพบนมิวเซียม โดยองค์ประกอบในรูปมียังโอมขี่ม้าตัวสีดำอยู่บนหินผาแกรนแคนยอน (Grand Canyon) ถัดมาคือซีนนางมัทนะพาธา ตำนานดอกกุหลาบ เป็นบทละครพูดคำฉันท์ 5 องก์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
เล่าถึงความลุ่มหลงในความรักและการหึงหวง จนนำมาสู่ความเจ็บปวด จุดจบของนางมัทนะพาธาถูกสาปให้เป็นดอกกุหลาบตลอดไป สิ่งนี้ถูกนำมาถ่ายทอดบน Music video จากซีนเทวดาที่ตกหลุมรักแต่กลับไม่สมหวัง เลยตัดสินใจใช้ปืนยิงแทนการสาป ให้นางมัทนะพาธากลายเป็นดอกกุหลาบอยู่บนท่ามกลางพื้นดินแตกระแหง
ซีนต่อมาเปิดมาด้วยแผ่นหลังของผู้หญิงที่มีรอยสัก “เสี่ยงมาลา หารักแท้” ยืนอยู่กลางชายชุดดำ 7 คน ที่นั่งล้อมรอบ พร้อมกับการถือพวงมาลัยและเดินไปหาชายคนหนึ่งที่ทัดดอกชบาเข้าที่ผม ฉากนี้เองที่ทำให้เรานึกถึงวรรณคดีไทยเรื่อง “สังข์ทอง” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ตอนสำคัญอย่าง ฉาก“รจนาเสี่ยงพวงมาลัย”
จากนั้นกล้องซูมไปยังซีนของชายสองคนที่แต่งตัวต่างกัน ชายอีกคนใส่ชุดหนังสีขาวในมือถือธนูพร้อมเล็งลูกธนูใส่ชายชุดหนังสีดำที่มีหลายมือ ฉากนี้แทบจะไม่ต้องพูดเลยว่ามาจากวรรณคดีเรื่องไหน วรรณคดีที่ได้รับความนิยมและนำไปดัดแปลงออกมาหลายรูปแบบก็คือ “รามเกียรติ์”นั่นเอง
ซีนสุดท้ายปิดจบเรื่องราวของ Music Video ชายชุดหนังสีดำตัวแทนของ “ทศกัณฐ์” ถูกลูกศรปักเขาที่อกทรุดตัวลงนอนบนตักของหญิงสาว จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “นางสีดา” นางสีดาเวอร์ชันนี้มีความเท่ เซ็กซี่ มั่นใจและดูไม่แคร์ใคร เดินจากไปพร้อมชายชุดหนังสีขาว ก็คือ “พระราม” ทิ้งให้ทศกัณฐ์นอนตายอยู่บนพื้น
3 เล่าความเป็นไทยผ่านภาพเหนือจริง
ภายใน MV มีการใช้รายละเอียดความเป็นไทยที่คุ้นตาเข้าไปแทรกให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นรถTAXI สีเขียวเหลือง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภาพจำของระบบขนส่งในประเทศไทยรองจากรถตุ๊กตุ๊ก รวมไปถึงมวยไทยและกีฬาตะกร้อ นอกจากนี้ ยังมีการละเล่นพื้นบ้านไทยคือการเล่นว่าว ที่ปราฎให้เห็น และผลงานศิลปะไทยอย่างภาพวาดจิตรกรรมรวมถึงรอยสักที่มีรูปแบบความเป็นไทย ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ไทย
การกำกับภาพโดยใช้แนวคิด “สัจนิยมมายา” หรือที่นิยมเรียกว่า “สัจนิยมมหัศจรรย์” (Magical Realism) เป็นแนวคิดทางศิลปะและวรรณกรรมที่ผสาน “โลกแห่งความจริง” เข้ากับ “เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ” การเล่าเรื่องมักไม่เรียงลำดับเวลา (Non-linear) เหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และจินตนาการสามารถซ้อนทับกันได้ ที่เห็นได้จาก Music Video เป็นการวางไทม์ไลน์ ที่ไม่แน่นอนสลับสับเปลี่ยน และการให้ภาพดูเหนือจริง เราจะเห็นได้ชัดจากซีนนางมัทนะพาธาใบหน้าและร่างกายกลายเป็นดอกกุหลาบและฉากของนางรจนาวิ่งถือพวงมาลัยขนาดใหญ่คู่กับเงาะป่า ซึ่งเป็นภาพที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในโลกความจริง แต่กลับถูกนำเสนออย่างเป็นธรรมชาติเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของโลกปกติ
4 สังข์ทอง 2569
ผู้เขียนประทับใจภาพรวมใน Music video นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากการนำวรรณคดีไทยทั้งสามเรื่องมาถ่ายทอดและตีความในรูปแบบร่วมสมัย ทั้งด้านงานภาพ งานศิลป์ ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยของความเป็นไทยที่สอดแทรกเข้ามาอย่างมีชั้นเชิง แต่ซีนที่สะดุดตาและสร้างความประทับใจได้มากที่สุดคือการนำวรรณคดีเรื่อง “สังข์ทอง” มาถ่ายทอดผ่านการดีไซน์ตัวละครและบรรยากาศให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ลบภาพจำแบบละครโทรทัศน์ในอดีต ทำให้วรรณคดีไทยดูเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
ฉากดังกล่าวได้แรงบันดาลใจ (Inspiration) จากตอน “รจนาเสี่ยงพวงมาลัย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เนื้อเรื่องเล่าถึงการที่ท้าวสามลจัดพิธีเลือกคู่ให้พระธิดาทั้ง 7 องค์ พระธิดา 6 องค์แรกต่างเลือกอภิเษกสมรสกับเจ้าชายจากเมืองต่าง ๆ ขณะที่นางรจนาปฏิเสธชายทุกคน ทำให้ท้าวสามลโกรธและประชดให้นางเลือก “เจ้าเงาะ” ชายผู้ที่มีรูปลักษณ์อัปลักษณ์และถูกมองว่าเป็นคนบ้าใบ้ แต่ด้วยบุพเพสันนิวาส นางรจนากลับมองเห็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปเงาะ จึงตัดสินใจเสี่ยงพวงมาลัยให้เจ้าเงาะ ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้คนในงาน
ใน Music Video ได้มีการตีความฉากนี้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยเปลี่ยนจากการมีเงาะป่าเพียงคนเดียว เป็น เงาะป่า 7 คน ที่นั่งล้อมรอบนางรจนา เมื่อถึงช่วงตัดสินใจ นางรจนาต้องเลือกคล้องพวงมาลัยให้เงาะป่าเพียง 1 คน ทำให้เงาะป่าอีก 6 คนกลายเป็นคนที่ไม่ถูกเลือก หรือ“คนไม่สมหวังในความรัก” การตีความในแง่นี้ช่วยเชื่อมโยงวรรณคดีเข้ากับประเด็นความรักในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลงได้อย่างลงตัว และทำให้คนฟังเข้าใจอารมณ์ของการ “ถูกเลือก” และ “ไม่ได้ถูกเลือก”
อีกองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ เครื่องแต่งกาย (Costume) ซึ่งได้นำชุดไทยในนางวรรณคดีมาปรับให้มีความเป็นแฟชั่น โดยยังคงเค้าโครงและเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายไทยไว้ แต่เพิ่มการออกแบบที่ดูโมเดิร์น ทั้งซิลูเอต (Silhouette) และการเลือกใช้วัสดุ ทำให้ตัวละครดูร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
รายละเอียดที่น่าสนใจคือการนำ “พวงมาลัย” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของฉากรจนาเสี่ยงพวงมาลัย มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ผ้าลูกไม้สีขาวฉลุเป็นลายทำให้ชุดเกิดมิติและความอ่อนช้อย ไปจนถึงการออกแบบเครื่องรัดเกล้าให้มีรูปทรงเรียบแต่ทันสมัย โดยการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงการร้อยมาลัย
ในขณะเดียวกันการเลือกใช้โทนสีขาวของพวงมาลัยยังช่วยสื่อถึงความบริสุทธิ์ ความจริงใจ และความรักที่เกิดจากการมองเห็นคุณค่าภายใน มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับแก่นของวรรณคดีเรื่อง “สังข์ทอง” ได้เป็นอย่างดี
โดยรวมแล้ว ซีนนี้ถือเป็นตัวอย่างของการนำวรรณคดีไทยมาตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งในด้านการเล่าเรื่อง การออกแบบตัวละคร และเครื่องแต่งกายที่ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับความร่วมสมัยอย่างลงตัว ทำให้วรรณคดีไทยดูมีชีวิตชีวา ทันสมัย และสามารถเข้าถึงใจของคนในยุคปัจจุบันได้
5 วรรณคดีไทยกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง
ผู้เขียนมองว่า “รักกันได้รึเปล่า” ไม่ใช่เพียง Music Video ที่ยกวรรณคดีไทยมาตีความใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนระหว่างอดีตกับปัจจุบัน จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ อย่าง “ยังโอม” ซึ่งเลือกมองเห็นคุณค่าในรากของความเป็นไทย แล้วนำมาต่อยอดด้วยภาษาดนตรี แฟชั่น และศิลปะอย่างสร้างสรรค์ พร้อมถ่ายทอดให้ร่วมสมัยเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น จนกลายมาเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ และยังช่วยส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่กับคนรุ่นหลังต่อไป
























