1 แล้วกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรอยู่
ประโยคยอดฮิตที่มักจะพบเห็นได้ตามช่องคอมเมนท์ทางโซเชียลมีเดีย ที่มีหัวข้อเกี่ยวกับการถูกเพื่อนบ้านประเทศใกล้เคียงฉกฉวย ” วัฒนธรรม ” ของเราไป อย่างเช่นในกรณีล่าสุดที่ทางประเทศกัมพูชาโพสต์ผู้เข้าประกวด “ธิดาเอกสงกรานต์” ฤดูกาลที่ 5 โดยมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยได้ทำการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เข้าประกวดนั้นไม่ได้สวมชุดประจำชาติตามแบของกัมพูชาเอง หากแต่สวมชุดไทยแทน เนื่องจากชุดที่ผู้เข้าประกวดสวมกลับมีลักษณะเฉพาะที่ตรงกับ “ชุดไทยบรมพิมาน” ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ชุดไทยพระราชนิยมที่เกิดจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาและพัฒนาขึ้นมา ดังนั้น การที่ทางประเทศกัมพูชานำไปสวมใส่ราวกับว่าเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติของตนเอง ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ เพราะชุดดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และซอฟท์พาวเวอร์ของคนไทย
แล้วเราถูก “ฉกฉวย” จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียง “วัฒนธรรมร่วม” ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก่อนที่เราจะสรุปสิ่งใดนั้น เราจำเป็นที่จะต้องดูข้อมูลก่อนว่า “วัฒนธรรมร่วม” คืออะไร หากอ้างอิงตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน “วัฒนธรรม” หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของสังคม ความเจริญนั้นแสดงออกได้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แสดงความเจริญงอกงามทั้งทางจิตใจและทางวัตถุ “ร่วม’ หมายถึง มีส่วนรวมอยู่ด้วยกัน ดังนั้นหากนำมารวมกันแล้ว “วัฒนธรรมร่วม” อาจจะหมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของสังคมที่เรามีร่วมกันนั่นเอง
2 ชุดประจำชาติวัฒนธรรมร่วมกับการหยิบยืม
ในอดีตที่แต่ละพื้นที่ยังไร้พรมแดน ผู้คนได้ทำการเดินทางไปมาหาสู่กัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนแต่ละพื้นที่จะเป็นญาติกัน โดยแต่ก่อนนั้นประเทศไทยเราไม่ได้เรียกตนเองว่า “ไทย” หากแต่เรียกผืนดินตรงนี้ว่าดินแดน “สุวรรณภูมิ” ซึ่งดินแดนดังกล่าวไม่ได้มีเพียงแค่ไทยเราเท่านั้น หากแต่มีทั้งเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ที่ต่างก็เรียกตนเองว่าสุวรรณภูมิเช่นกัน ทำให้ประเทศดังกล่าวมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน อีกทั้งยังมีการเปิดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีน และอินเดีย ก่อให้เกิดการหลอมรวมกันระหว่างวัฒนธรรมที่พึ่งรับมากับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว ก่อให้เกิดเป็นประเพณี ความเชื่อ กฎหมาย สังคม ฯลฯ ก่อนที่จะเริ่มแยกกันออกมาเป็นประเทศของตนเอง จากการเป็น “รัฐจารีต” ในอดีต ซึ่งมีวัฒนธรรมที่สลับกันไปมา สู่ “รัฐสมัยใหม่” ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้ที่ 2 และเริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเองในสังคมโลกจนเกิดเป็น “ชุดประจำชาติ” ที่เราคุ้นตากันดังเช่นในปัจจุบัน
“ชุดประจำชาติ” เครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในประเทศ มักใช้สวมในงานพิธีสำคัญเพื่อแสดงอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาติ โดยอาจมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย ตัวอย่างเช่น ชุดประจำชาติของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความหลากหลายและแสดงความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนของเราที่มีความโดดเด่นด้วยผ้าทอและชุดที่มีความเหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อน และมีความคล้ายคลึงกันในด้านวัสดุที่ใช้ เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และการนุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าโสร่ง ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน จากทั้งอินเดีย และจีน ที่เน้นความสุภาพ อ่อนช้อย พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสภาพอากาสของแต่ลประเทศอีกด้วย
ดังเช่น ชุดประจำชาติของประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความคล้ายคลึงกันมาก เนื่องจากทั้ง 3 ประเทศมีรากฐานวัฒนธรรมลายู และศาสนาอิสลามร่วมกัน โดยผู้ชายมักสวมชุด “บาจู มลายู” และผู้หญิงมักสวม “บาจู กุรุง” หรือ “เคบาย่า” ซึ่งเป็นชุดที่เน้นการแต่งกายที่มิดชิด สุภาพ อาจมีสีสันสดใสในบางประเทศ แตกต่างเพียงแค่ในประเทศบรูไนชุดประจำชาติของเพศหญิงจะมีความมิดชิดมากกว่า 2 ประเทศที่เหลือ ตามแบบปฎิบัติที่เคร่งครัดของศาสนาอิสลาม
หรือ “ชุดอ่าวหญ่าย” ของประเทศเวียดนาม ที่มีการพัฒนามาจากชุดพื้นเมืองแบบเก่าที่นิยมสวมใส่ในแถบเว้และทาภาคกลางที่มีลักษณะคล้ายกี่เพ้าของจีน ก่อนจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นโดยการแก้ทรงชุดให้เข้ารูปมากขึ้น เพิ่มคอเสื้อและแขนเสื้อแบบตะวันตก เพื่อเน้นทรวดทรงของผู้สวมใส่ นอกจากเรื่องเสื้อผ้าที่มีความคล้ายคลึงกันนี้แล้วยังมีเรื่องของภาษาที่มีความคล้ายคลึงกันในทวีปเอเชียของเรานี้ ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในภาษาจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่ตัวอักษรของทั้ง 3 ประเทศมีลักษณะคล้ายกัน อันป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลจากภาษาจีนโบราณ ทำให้หลายคำในภาษาจีนในปัจจุบัน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลีมีรากศัพท์เดียวกันหรือออกเสียงคล้ายกัน อันเกิดมาจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ในความคล้ายคลึงนี้
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรณีที่ทางเพื่อนบ้านได้นำ “ชุดไทยบรมพิมาน” ที่เป็นชุดไทยพระราชนิยมที่เกิดจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปสวมใส่จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่คนชาติอื่นว่าชุดดังกล่าวเป็นของประเทศกัมพูชาไปแทน ซึ่งอาจนำชาวไทยในโซเชียลก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า “วัฒนธรรมร่วม” ควรมีขอบแขตแค่ไหน จึงไม่แปลกใจที่ชาวไทยในโซเชียลมีเดียจะพยายามเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมของเราออกมาทำอะไรสักอย่างเพื่อรักษาทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นสำคัญนี้ไว้
3 ท้ายที่สุดนี้
ในยุคปัจจุบันที่พรมแดนทางวัฒนธรรมพร่าเลือนลงทุกวัน การหยิบยืม แลกเปลี่ยน และผสมผสานจึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้นปัญหาที่ทำให้ชาวไทยไม่พอใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “การที่ผู้เข้าประกวดของทางฝั่งเพื่อนบ้านสวมชุดไทย” หากแต่อยู่ที่ผู้สวม “เขาเล่าอย่างไร” ภายใต้บริบทของโลกยุคปัจจุบันนี้การตระหนักถึงที่มา การให้เครดิต และการเคารพบริบทดั้งเดิมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการหยิบยืมโดยไม่อธิบายถึงที่มา อาจสื่อได้ว่าเป็นการพยายามกลืนทับที่อาจนำไปสู่การเลือนหายของเรื่องเล่า อัตลักษณ์ และตัวตนของใครบางคนไปอย่างเงียบงัน