Table of Contents
ขัปปะ นวนิยายคลาสสิก แนว Guliver’s Tale จากนักเขียนในตำนานอย่าง ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ เล่าเรื่องราวของคนไข้หมายเลข 23 กับโลกของขัปปะที่อาจอุปโลกน์จากตัวผู้ไข้หรืออาจมีโลกขัปปะอยู่จริง สะท้อนให้เห็นถึงชีวิต ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ และมุมมองสะท้อนสังคมไปกับตัวละครขัปปะหลาย ๆ คาแรคเตอร์ ที่แฝงด้วยมุมมืดของมนุษย์
“ขัปปะกำเนิดจากความขยะแขยงของผมต่อหลายๆ สิ่ง ส่วนมากก็เป็นตัวผมเอง”
1 ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ
ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ หรือ ราชาเรื่องสั้น ผู้ทิ้งผลงานเรื่องสั้นก่อนจะตัดสินใจละทิ้งชีวิตของตนด้วยวัย 35 ปี จากการกินยาเกินขนาด เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญของญี่ปุ่น เรื่องสั้นของเขาถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อย่าง “ราโชมอน” (Rashomon-1950) และ “ในป่าละเมาะ” (藪の中 – Yabu no Naka) อีกหนึ่งผลลงานคือ ขัปปะ ที่ใช้เวลาเพียงสองอาทิตย์ในการเขียน และเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา ทำให้เห็นถึงความหดหู่ของชีวิต เสียดสีสังคม-วัฒนธรรม และสะท้อนถึงภาวะซึมเศร้า ชีวิตของ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ เกิดจากความไม่พร้อมของครอบครัวและแม่ที่มีอาการทางจิตจึงไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เขาจึงได้รับการดูแลจากพี่ชายของพ่อในฐานะลูกบุญธรรม ซ้ำร้ายชีวิตของเขาก็พบกับปัญหาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับแม่ นั่นทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ถูกส่งผ่านทางพันธุกรรม ซึ่งปมปัญหานี้ถูกซ่อนไว้ใน ขัปปะ เช่นกัน
ในนวนิยายเรื่อง ขัปปะ คนไข้หมายเลข 23 เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมด แทนตัวเองว่า ข้าพเจ้า ได้หลุดเข้าไปในโลกของขัปปะ สัตว์ในตำนานของญี่ปุ่น มีขนสั้น ๆ อยู่บนหัว ที่มือและเท้ามีพังผืดติดกัน ตัวสูงราวหนึ่งเมตรอาจเกินหรือน้อยกว่านั้นเล็กน้อย กลางกระหม่อมจะมีจานรูปไข่ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นจานนี้ก็จะแข็งตามลำดับ (หน้า33 บท3) ซึ่งคนไข้หมายเลข 23 ต้องพบเจอกับขัปปะหลายลักษณะนิสัยหลากอาชีพ ที่สะท้อนมุมมองอย่างน่าเหลือเชื่อ
2 การมีลูกคือการเห็นแก่ตัว?
“หนูไม่ได้ขอมาเกิดซะหน่อย” คำพูดที่มักเจอในทวิตเตอร์อยู่พักหนึ่ง เป็นที่ถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ถึงพ่อแม่ที่กลับมาทวงบุญคุณหลังลูกโต หากว่ามีโอกาสได้ถูกถามก่อนจะเกิดว่า “อยากเกิดมาไหม” ทุกคนจะเลือกตอบว่าอะไรกัน หรือแท้จริงแล้วการคลอดลูกคือการเห็นแก่ตัวของพ่อและแม่กันแน่ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ สอดแทรกไว้ในเรื่องนี้รวมถึงคำตอบของตัวเขาเองด้วย “แรกทีเดียวหนูน่ะไม่อยากจะเกิดหรอก แค่คิดถึงกรรมพันธุ์ของพ่อที่หนูจะต้องได้รับถ่ายทอดมา เช่นโรคบ้าอย่างเดียวก็จะแย่แล้ว แถมหนูยังเชื่อว่าการเกิดเป็นขัปปะนั้นมันเลวร้ายอีกด้วย” (หน้า39 บทที่4 ) ริวโนะซุเกะ เล่าความคิดและความต้องการของตัวเองผ่านงานเขียนชิ้นนี้ถึงความไม่พร้อมของการมีลูก และการถ่ายทอดกรรมพันธุ์เลวสุดท้ายแล้วแม้ลูกไม่สามารถที่จะเลือกเกิดหรือไม่เกิดได้ แต่ผู้เป็นพ่อและแม่ก็ควรคำนึงถึงอนาคตของลูกที่ไม่ได้มองเพียงแค่ความพร้อมและความต้องการของตัวเองเท่านั้น
3 ขัปปะเป็น “กบ”
“มีใครไม่รู้ไปวิจารณ์ขัปปะตัวหนึ่งว่าเป็นกบ คุณก็รู้ดีว่าในประเทศนี้ ถ้าใครถูกว่าเป็นกบละก็มีความหมายเท่ากับว่าเป็นอมนุษย์ พวกสารเลว เขาว่าให้คิดว่าเรานี่เป็นกบหรือไม่ใช่กบ คิดอย่างนี้ทุกวันไม่ช้าก็ตาย”
(หน้า96 บท12)
ในโลกของขัปปะ หากถูกวิจารณ์ว่าเป็นกบ เลวร้ายยิ่งกว่าโทษประหาร เพราะ “กบ” มีความหมายว่า สารเลว อมมนุษย์ ไม่ช้าไม่นานขัปปะที่ถูกวิจารณ์จะตายลง ในโลกมนุษย์ที่มองว่าโทษประหารคือโทษที่ร้ายแรงที่สุด แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย ในยุคที่กมองว่าการวิจารณ์รูปร่างของคนอื่นและหน้าตาเป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างอะไรจากขัปปะที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “กบ” หลายต่อหลายครั้งที่เห็นข่าวการฆ่าตัวตายจากการถูกบูลลี่รูปร่างหน้าตา เรื่องส่วนตัว กลับกันหัวขโมยอย่าง กลุค ที่ขโมยปากกาหมึกซึมกลับรอดโทษได้อย่าง่ายดาย ในโลกที่คำวิจารณ์และคำพูดคนน่ากลัวกว่าการถูกกฎหมายลงโทษมันดีแล้วจริง ๆ หรือ
4 กวีทค และ ซุปเปอร์ขัปปะ
“ทค” เป็นนักกวีที่นิยมเสรี ไม่เชื่อในเรื่องครอบครัวและมองว่าการมีครอบครัวคือ ทุกข์และภาระ ทค สะท้อนสิ่งที่ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ อยากเป็น ไม่จำเป็นต้องแบกรับ หนี้สิน ครอบครัว และธุรกิจ จากพี่ชายของเขาที่ฆ่าตัวตาย และใช้ชีวิตอิสระ ไร้ซึ่งภาระ อย่างไรก็ตามมนุษย์ล้วนแล้วไม่อาจหนีภาระและทุกข์ สิ่งเดียวที่จะหลุดพ้นคือความตาย ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ ตัดสินใจละทิ้งชีวิตอันเป็นทุกข์ เช่นเดียวกับทคที่จบชีวิตตัวเอง สะท้อนมุมมองของหลายคนว่าแท้จริงแล้ว การฆ่าตัวตายไม่ใช่การคิดสั้นแต่เป็นสิ่งที่ผู้นั้นกลั่นกรองมาดีแล้ว กลับกันก็ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่าการฆ่าตัวตายไม่ใช่การหลุดพ้นแต่เป็นสิ่งที่ทิ้งภาระให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก เหมือนกับที่พี่ชายของ ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ ทิ้งภาระหนี้สิ้นให้เขาจัดการ
“ถ้าจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์พวกเราขัปปะน่ะ ต้องเชื่อมั่นในอำนาจของสิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวเองเสมอ” (หน้า103 บท13) หรือแท้จริงแล้วเพียงแค่เชื่อในตัวเองอย่าง ซุปเปอร์ขัปปะ
ซุปเปอร์ขัปปะ หรือ ซุปเปอร์อีโก้ คือองค์ประกอบทางศีลธรรมของบุคลิกภาพและมาตรฐานทางจริยธรรม มักถูกใช้ในการดำเนินชีวิต การวิพากษ์วิจารณ์ การห้ามปรามและการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งก่อให้เกิดจิตสำนึก อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจตลอดความละอายใจ กลับกันศาสนาเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แม้แต่ขัปปะผู้เฒ่าที่ดูเหมือนเดินทางตามความเชื่อแต่กลับไม่เชื่อในพระเจ้าของตน ขัปปะผู้เฒ่าเองไม่ต่างอะไรกับพระสงฆ์ที่ทําผิดวินัย ท้ายสุดแล้วศาสนาหรือซุปเปอร์อีโก้ที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์
5 ขัปปะกินขัปปะ มนุษย์มีอำนาจกัดกินมนุษย์ผู้ด้อยกว่าเสมอ
“เกล” ขัปปะประธานบริษัทผลิตกระจกที่สะท้อนระบบนายทุนและทุนนิยม กเกลไม่ได้สนใจขัปปะตัวอื่นว่าจะเป็นอย่างไร เขาสนเพียงแค่ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับเท่านั้น ผู้อื่นจะอยู่หรือตายอยู่นอกเหนือสิ่งที่เขาต้องการ การเข้ามาของเครื่องจักรทำให้ขัปปะกรรมกรหลายคนถูกไล่ออกจากงาน และกลายเป็นอาหารของขัปปะอีกที เหมือนกับปลาใหญ่กินปลาเล็ก ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ กำลังเสียดสีถึงระบบทุนนิยมที่เอาเปรียบคนตัวเล็ก ๆ เสมอ อีกทั้งยังพูดถึงระบบการเมืองและพรรคต่าง ๆ ที่ผู้มีอำนาจกลับไม่ใช่ประชาชนแต่เป็นนายทุนตัวอ้วน ๆ ต่างหาก
“กรรมกรยอมให้เขาฆ่าโดยดีหรือ”
“ถึงจะโวยวายก็ไม่มีทางรอด เพราะเรามีกฎหมายอนุญาตให้ฆ่ากรรมกรไว้แล้ว”
กฎหมายไม่ได้เป็นกลางอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือของนายทุนในการกระทำสิ่งที่ผิดให้เป็นเรื่องถูก จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมมองข้าม ไม่เพียงแต่การใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แต่รวมไปถึง การแก่งแย่งชิงดีของมนุษย์กันเอง
6 ความรู้สึกก่อน-หลังอ่าน
เราเองเคยได้ยินชื่อของนักเขียนคนนี้ผ่านหูมาบ้าง แต่ไม่เคยได้หยิบจับมาอ่านสักครั้ง ตอนที่ได้เห็นปกครั้งแรกก็นึกไปถึง ขัปปะหน้าตาประหลาด สกปรก มีผิวลื่น พอได้ลองเปิดอ่านก็เห็นถึงการตีความขัปปะในรูปแบบใหม่ผ่าน ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ แท้จริงแล้วขัปปะไม่ได้น่ากลัวและน่าเกลียด แต่เป็นมนุษย์เองที่สกปรกยิ่งกว่าขัปปะ ได้เห็นมุมมองสังคมที่เราอาจมองข้าม ทั้งเรื่องของการเกิด การทำแท้ง หรือสังคมทุนนิยม อำนาจของนายทุนที่กัดกินเราทีละน้อย หรือแม้กระทั้งมุมมองครอบครัวที่ทคมองว่าเป็นภาระหรือทุกข์ ก็เป็นอีกหนึ่งมุมมองของหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกภาระหลาย ๆ อย่าง จนสุดท้ายเกินกว่าจะรับไหวก็มักจะจบลงด้วยการปลิดชีวิตตนเอง ทคและริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองที่ว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่สิ้นคิด แท้จริงแล้วกลับมีทั้งความเห็นแก่ตัวและการยอมแพ้ในชีวิตอยู่ภายใต้ความตาย
7 ขัปปะ กับบทบาทในยุคปัจจุบัน
ในฐานะที่เราเป็นเจนใหม่ และกำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน หนังสือเล่มนี้ก็เป็นการเปลี่ยนมุมมองใหม่เหมือนกัน ภาระหน้าที่ที่ไม่อาจจะหลีกหนีพ้น บางครั้งความตายไม่ใช่การปัญหา และตัวเราเองก็ไม่อาจหนีโลกความเป็นจริงเหมือนกับคนไข้หมายเลข 23ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเผชิญหน้าและยอมรับกับปัญหาที่เกิด การลุกขึ้นสู้กับระบบนายทุนที่คอยกัดกินเลือดเนื้อเราเรื่อย ๆ และการไม่ยอมให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่หนังสือเล่มนี้สอดแทรกข้อคิดเอาไว้
ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้สึกและชีวิตตัวเองผ่านตัวอักษร แต่ให้การตีความหลายอย่าง การตีความหมายของหนังสือเล่มนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของผู้อ่าน แต่ล่ะช่วงวัยก็จะให้การตีความหมายที่แตกต่างกันไป เป็นหนังสือที่ฉุกให้คิดเสมอ แม้ว่า ริวโนะซุเกะ อะคุตะงาวะ จะละทิ้งชีวิตอันหดหู่ใจ แต่กลับทิ้งผลงานที่เปร่งประกายให้ผู้อ่านได้รู้ถึงสิ่งที่ตนเป็นอยู่ นั่นคือ ความเป็นมนุษย์นั่นเอง