บันทึกหลังการทำงาน: ภาพร่างของการรอ : A Portrait of Lost Time
บันทึกเบื้องหลังการทำงานของบรรณาธิการ เล่าถึงเรื่องราวการทำงาน นวนิยายเรื่อง ภาพร่างของการรอ ผลงานเขียนของ พอล...
บทความนี้ไม่ใช่รีวิวหนังสือ แต่เป็นเหมือนบันทึกการทำงานของผมกับนวนิยายเรื่องหนึ่งที่ผมมีส่วนร่วม นวนิยายเรื่องนั้นคือ ภาพร่างของการรอ เขียนโดย พอล สุนทรซกี้
ต้นฉบับส่งถึงผมเมื่อปลายปี พ.ศ. 2567 ตอนนั้นผมมีเวลาว่างพอดีจึงรับปาก พอล สุนทรซกี้ ในการบรรณาธิการนวนิยายเรื่องนี้ ผมไม่รู้จัก พอล สุนทรซกี้ เป็นการส่วน เพียงเคยเห็นชื่อของเขาตามเพจต่างๆ อยู่บ้างแต่ก็นานแล้ว การบรรณาธิการนวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นความท้าทายหนึ่ง เพราะไม่ได้ทำในฐานะสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ซึ่งทำให้ผมได้มุมมองใหม่ๆ เมื่อไม่ได้ทำงานให้สำนักพิมพ์ตัวเอง และกรอบก็เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้ผมสนุกในการได้ทดลองทำงานใหม่ๆ กับนักเขียนรุ่นใหม่
ต้นฉบับร่างแรกที่ส่งมา น่าจะเป็นร่างแรก หรือร่างที่สอง ของนักเขียน แต่เมื่อมาถึงผมมันคือร่างแรกเสมอ ผมจะเริ่มต้นอ่านนวนิยาย โดยมองหาว่าจะมีอะไรบ้างที่ต้องทำในการแก้ไขร่างที่สอง พร้อมกันนั้นก็อ่านเนื้อเรื่องและเนื้อหาของเรื่องไปพร้อมกัน
งานบรรณาธิการส่วนใหญ่มีทั้งความง่ายและความยากในเวลาเดียวกัน บางครั้งบรรณาธิการก็มีความคิดเห็นอีกแบบ ส่วนนักเขียนก็เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ผมทำคือทำในส่วนของผม มองหาจุดบกพร่อง ความเชื่อมโยงของโครงเรื่อง ตัวละคร ดราม่า ชีวิต ภูมิหลัง เกี่ยวร้อยกันมากน้อย ความสัมพันธ์ของตัวละครมีผลต่อเนื้อเรื่องเสมอ และสิ่งเหล่านั้นมักพาตัวละครออกไปจากเซฟโซนเพื่อทำอะไรสักอย่าง

นอกจากโครงเรื่อง และตัวละคร สิ่งผมให้ความสำคัญพิเศษกับเรื่องนี้คือ “สถานที่เกิดเหตุ” เนื่องจากผู้เขียนได้เซ็ต “ฉาก” เมืองที่เหมือนมีอยู่จริงในประเทศแห่งนี้ ดังนั้น “ฉาก” จึงเป็นเสมือนตัวละครอีกตัวที่โลดแล่นในนวนิยาย และแน่นอนผมจำเป็นที่จะต้องให้เขาวาดแผนที่ของเมือง จุดเชื่อมต่อ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แม้จะเป็นเมืองแฟนตาซีในฐานะเรื่องแต่ง แต่ถ้า ไม่สามารถทำให้ผู้อ่านเชื่อว่าเมืองนี้มีจริง อยู่ที่ไหนสักแห่ง มันก็ยากที่จะทำให้สิ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอให้สมจริงได้ แน่นอนว่าเขาทำได้ดีทีเดียว และผมรู้สึกหงุดหงิดใจกับบรรยากาศ หมอก เมฆ ฝน มันทำให้เนื้อเรื่องกลายเป็นฟิล์มนัวร์ ที่ดูน่าอึดอัดเสียนี่กระไร
ตัวละคร การเมือง และความสัมพันธ์ของความรัก กลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาหลักของนวนิยาย พอล เชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ทางการเมือง เพื่อเล่าเรื่องให้เห็นถึงโลกที่ถูกกดขี่ เสรีภาพที่ไม่ได้มีอยู่จริง ตัวเอกเป็นภาพลักษณ์ของแอนตี้ฮีโร่ เขาอ่อนแอ ไม่เป็นโล้เป็นพาย ตัดสินใจพลาดบ่อยๆ และมักอ่านใจคนรักไม่ออก ตัวละครแอนตี้ฮีโร่มักทำให้คนอ่านเอาใจช่วยเสมอ แม้บางครั้งเขาต้องการตัวช่วยเยอะมากๆ แต่เราก็ยังลุ้นให้เขารอดพ้นจากวิกฤติเสมอ
ผมส่งคำแนะนำในการอ่านร่างแรกให้พอลพิจารณา ผมให้เขาเขียน Premise ของนวนิยาย
Premise หรือที่รู้จักกันว่า Stoyline คือข้อความสี่ห้าบรรทัดที่สรุปแนวคิดทั้งหมดของนวนิยาย โดยหลักการแล้ว จะมีเพียงสามองค์ประกอบ ได้แก่ “ตัวละครหลัก”—A Character, “วัตถุประสงค์” —A Goal และ “อุปสรรค” —A Situation, Crisis ซึ่งอาจรวมไปถึงเวลาและสถานที่
นี่คือ Premise ของ ภาพร่างของการรอ
“อรพิณ สินเสียง—คนว่างงานและกำลังถูกสามีขอหย่า ถูกจ้างวานให้สืบหาภาพวาดของอดีตนักโทษการเมืองด้วยเงินจำนวนสามล้านบาท แต่เขากลับพบกับโศกนาฏกรรมของการรอเบื้องหลังภาพวาดนั้น”
ผมให้เหตุผลว่ามันจะเป็นประโยชน์ตอนที่หนังสือออกเป็นเล่ม นอกจากเป็นไกด์ไลน์ว่านวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรแล้ว นักเขียนยังสามารถนำมันไปเป็นคำตอบตอนสื่อสัมภาษณ์ว่า นวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ถ้านักเขียนคิดเอาไว้แต่แรก มันเหมือนการถางดงให้มีทางเดิน
ต่อมาผมให้เขาเขียนเรื่องย่อ
“หลังจากประเทศกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ อนาคตสดใสกำลังรออยู่ แต่แล้วการรัฐประหารก็ขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2572 อรพิณ สินเสียงอดีตทนายความที่กำลังผันตัวไปเป็นนักเขียนก็ได้รับการวางจ้างจากบุรุษปริศนาด้วยเงินจำนวนสามล้านบาท เพียงแค่เขาต้องตามหาภาพเขียนของอดีตนักโทษการเมืองนามว่าดาวุฒิชัยให้ได้ภายในสามวัน อรพิณเดินทางไปยังบางกลวงที่ซึ่งมีคนพบเห็นดาวุฒิชัยอาศัยอยู่ ทุกอย่างจะดูเหมือนง่ายดายไปหมดจนกระทั่งเข้ากำลังถูกตามเพ็งเล็งโดยทางการ เกิดเหตุไฟไหม้ตามสถานที่ที่เขาไปเยือน จนในท้ายที่สุดแล้วหลักฐานต่างๆ นำเขามายังบาร์นางเงือกจมน้ำ เขาไม่ได้พบกับดาวุฒิชัยแต่เป็นความจริงที่น่าเศร้าแทน”
เรื่องย่อยิ่งขับเน้นแนวเรื่องจะไม่ถูกทำให้นออกนอกเส้นทาง และมันทำให้เขาทำงานง่ายขึ้น ในแง่ที่ว่าเรามักจะเห็นนักเขียนหลายคนตอบไม่ได้ว่านวนิยายของพวกเขาเขียนถึงอะไร แน่นอนนักเขียนรู้ว่าพวกเขาเขียนอะไร แต่พวกเขารู้สึกว่าการตอบมันใช้เวลา ถ้าคุณทำมันตั้งแต่ต้น ปัญหานี้ก็หมดไป

คำแนะนำของผม เป็นเพียงข้อเสนอที่นักเขียนนำไปพิจาณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนตรงไหน จุดไหน นักเขียนจะไปดำเนินการตามขั้นตอนของเขา และจากนั้นนานหลายเดือนร่างที่สองก็ส่งกลับมา
ถ้าถามผมมันเปลี่ยนไปจากร่างแรกไหม เปลี่ยนไปพอสมควร โครงเรื่องยังคงเดิม เพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆ ทำให้นวนิยายสมบูรณ์ขึ้น ในร่างที่สอง บรรณาธิการเริ่มทำงานยากขึ้น เพราะงานที่ใก้สมบูรณ์ก็จะไม่มีจุดบกพร่องให้เห็น แต่แน่นอนในฐานะบรรณาธิการ บางครั้งก็อดอีดิตบางจุดไม่ได้
สำหรับผมช่วงหลัง รู้สึกว่าบางครั้งไม่อยากแตะต้องเนื้อหาในต้นฉบับมากเกินไป พยายามรักษาตัวตนของนักเขียน โดยเฉพาะโครงเรื่องหลัก แต่กระนั้นผมก็ยังทำหน้าที่เพื่อผลักดันให้ต้นฉบับนั้นสมบูรณ์ที่สุดในเวลานั้น (ในสายตาของผม)
ในที่สุดนวนิยายเรื่อง “ภาพร่างของการรอ” ก็มาถึงจุดปิดต้นฉบับ กระบวนการสำนักพิมพ์ยังดำเนินการต่อ ผมส่งต่อต้นฉบับให้พอล และเขาได้ทำหน้าที่ของเขาในฐานะนักเขียนเสร็จสิ้น
หนังสือเล่มนี้เป็นการจัดพิมพ์โดยตัวนักเขียน และพิมพ์ในจำนวนไม่มาก ราคาปกจึงสูงไปตามจำนวนจัดพิมพ์ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้อ่านที่ต้องการอ่านนวนิยายการเมือง การผจญภัย การตามหาความจริง และบทสรุปของเรื่องราวที่ตื่นเต้น นี่คือนวนิยายที่ผมแนะนำว่าคุณจะได้เพลิดเพลินกับเนื้อหา ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่า ผู้อ่านน่าจะลองอ่าน และคุณจะชอบ



No Comment! Be the first one.