บรรณาธิการ และภาพประกอบ โดย วัลคุ์วดี ชุมจุล คนหน้าขาวและชายหัวปลา
ในโลกบางใบ การหัวเราะอาจไม่ใช่ความสุข หากเป็นเรื่องของสิทธิ์ เรื่องสั้น คนหน้าขาวและชายหัวปลา พาผู้อ่านสู่โลกที่ผู้คนทะลุลงดิน ลอยขึ้นฟ้า...
ในโลกบางใบ การหัวเราะอาจไม่ใช่เรื่องของความสุข หากเป็นเรื่องของ “สิทธิ์” คนหน้าขาวและชายหัวปลา พาผู้อ่านเข้าสู่โลกที่ผู้คนมุดทะลุลงดิน ลอยขึ้นฟ้า และไม่มีใครตั้งคำถามต่อสิ่งเหล่านั้น ท่ามกลางความพิสดาร บ้านหลังหนึ่งกลับซ่อนกฎเกณฑ์ที่ไม่ต่างจากโลกความจริง นั่นคือการจะได้ร่วมวงเสียงหัวเราะ ต้องแลกมาด้วยใบหน้าสีขาว
เบื้องหลังจินตนาการอันไร้ขอบเขตนั้น ได้ซ่อนคำถามที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เราต้องมีหน้าตาเหมือนใคร ต้องคิด ต้องพูด หรือเป็นแบบไหน จึงจะได้รับการยอมรับและมี “สิทธิ์” เป็นส่วนหนึ่งของผู้อื่น
การตามหา “สีขาว” จึงกลายเป็นการเดินทางที่ต้องแลกด้วยการแย่งชิงจากสิ่งรอบตัวเสมอ เพื่อให้ตนมีใบหน้าเดียวกับคนอื่น และเมื่อการยอมรับต้องแลกด้วยการสูญเสียของใครสักคน เรื่องราวจึงพาเราก้าวข้ามคำถามที่ว่า “เราจะได้รับการยอมรับได้อย่างไร” สู่คำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ “การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จำเป็นต้องแลกด้วยการสูญเสียของใครหรือไม่”
บางที “คนหน้าขาว” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงใบหน้าที่ถูกแต่งแต้ม แต่เป็นภาพแทนของมนุษย์ผู้พยายามปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับกรอบบางอย่าง เพียงเพื่อให้มีตัวตน มีที่ยืน และได้รับอนุญาตให้หัวเราะไปพร้อมกับผู้คนเหล่านั้น
และเมื่อทุกสิ่งที่แย่งชิงมาถูกคืนกลับสู่เจ้าของเดิมในที่สุด ชายหัวปลาผู้ตามหาแหล่งน้ำมาตลอดชีวิต ก็กำลังชวนให้เราหันกลับมามองตัวเองว่า สิ่งที่เราพยายามไขว่คว้าเพื่อให้ได้รับการยอมรับนั้น แท้จริงแล้วคือสิ่งที่เราต้องการ หรือเป็นเพียงสิ่งที่สังคมบอกว่าเราควรมี
คนหน้าขาวและชายหัวปลา
การเดินทางของข้าพเจ้า หาใช่ลำบากตรากตรำ แต่ขณะเดียวกันก็มิได้ราบรื่นตลอดจนจบสาย แม้เส้นทางจะตรงดิ่งคล้ายกับว่านี่เป็นตั๋วพาผู้โดยสารไปสรวงสวรรค์ แต่ระหว่างทางกลับเต็มไปด้วยหลุมน้อยใหญ่ เสียงโครกครากและแรงกระแทกทำข้าพเจ้าไม่สามารถพักผ่อนบนนั้นได้เลย แต่อย่างน้อย วิวทิวทัศน์ด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นต้นมะม่วงหัวแมงวัน ต้นกุ๊ก หรือบางครั้งข้าพเจ้าก็ยังทันเห็นต้นโมกตามโคนต้นอื่นๆ ก็ทำให้ข้าพเจ้าลืมความคับอกคับใจไปได้ พวกมันหน้าตาไม่เหมือนกันสักนิด แต่กลับอยู่ร่วมกันจนเป็นพฤกษารายเรียงสวยงาม ให้ต้นไม้ที่ผ่านคลองจักษุแต่ละต้นทักทาย ให้ข้าพเจ้าได้ชื่นชมแม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม
พวกเขาทิ้งข้าพเจ้าลงจากยานพาหนะ เมื่อเดินทางมาถึงที่ตกลงไว้ มันอยู่ไม่ห่างจากถนนเส้นหลักนัก เพียงแต่รอบๆ นี้เต็มไปด้วยป่าเต็งรัง ล้อมบ้านปลายทางเป็นครึ่งวงกลมและหันหน้าออกถนน แล้วพวกเขาก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเงาที่อันตรธานเมื่อมีแสงแดดทอผ่าน จากตรงนี้ บ้านดูคล้ายกับการเอาลูกเต๋าไร้หน้าห้าลูกมาประกบกัน โดยให้สี่ลูกเรียงเป็นฐานและอีกลูกอยู่ตรงกลางเหนือลูกบาศก์ทั้งสี่ ผู้คนคับคั่งเดินวนเวียนไปมารอบๆ โดยไร้จุดหมาย บางคนเดินทะลุดินลงไปแล้วผุดขึ้นมา บางคนเดินขึ้นไปบนฟ้าแล้วลอยตัวสู่พื้นพิภพ แต่สุดท้ายก็เดินวนกลับมาจุดเดิม แล้วจมธรณีไม่ก็ขึ้นเวหาอีกครั้ง เพราะเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถทักทายใครได้อย่างเหมาะสมตามมารยาท เพราะลำพังหลบคนเหล่านั้นก็ทำข้าพเจ้ามองใครๆ ได้ไม่ชัดเจนนัก
“ข้าไม่อยากมุดดินตอนนี้” ข้าพเจ้าพูดพลางยกเท้าหนีหัวหญิงชราผู้เต็มไปด้วยเส้นผมสีขาวหยัก เธอโผล่หัวออกมาจากปูนซีเมนต์ใต้เท้า ก่อนร่างทั้งตัวพ้นจากพื้น และเดินออกไปโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร
“และข้ายังไม่อยากลอยตัว” บนท้องฟ้าข้าพเจ้ามองเห็นจุดสีดำกระจายไปทั่ว เมื่อมองดีๆเห็นเป็นชายชราลอยตัวด้วยหลังตรง คล้ายกับกระโดดสูงขึ้นไป แต่กลับร่อนลงมาโดยไม่บาดเจ็บ
ข้าพเจ้าพยายามหลบพวกเขา แต่คนแล้วคนเล่าที่เผลอไปเหยียบใส่ หรือล้มทับข้าพเจ้าเสียเอง จึงไม่วายที่จะเข้าไปหลบในบ้านลูกเต๋านั้น อากาศเย็นที่ไหลวนภายในบ้านกระทบใบหน้าข้าพเจ้า ทำให้ทราบทันทีว่าภายนอกนั้นร้อนเพียงใด ข้างในประกอบด้วยห้องลูกบาศก์สีขาวหลายห้อง แต่เพดานทุกห้องไม่ได้เชื่อมติดกับกำแพง ทำให้เมื่อหลบจากความวุ่นวายไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงหัวเราะมาจากห้องทางซ้ายมือ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ดังมาจากคนๆ เดียว มิหนำซ้ำยังหันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลม ข้าพเจ้าแง้มประตูไม้ออกดู ภายในห้องที่ทาสีทุกส่วนเป็นสีขาว มีหลอดไฟสีแสดส่องสว่างกลางวงล้อม ที่ข้าพเจ้าเห็นต่อจากนั้น คือใบหน้าที่ขาวโพลนของเจ้าของเสียงหัวเราะ พูดให้ถูกคือทุกคนในนั้นทาหน้าจนไร้รอยยุบหรือรอยต่อของดวงตา มีเพียงสองรูจมูกไว้เพื่อหายใจ และปากที่อ้าไปมาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่เห็นหน้า แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอื่นๆ ทั้งผิวพรรณผ่องใสและรูปร่างเล็ก มั่นใจได้ว่าพวกเขามีอายุไม่เกินสามสิบปีเป็นแน่
ข้าพเจ้าตัดสินใจเข้าร่วมวงหรรษาอย่างไม่รีรอ พยายามดักจับรูปแบบเพื่อหัวเราะตาม แต่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าพยายามออกเสียง กลับคร่อมจังหวะของกลุ่ม ตอนที่ข้าพเจ้าเงียบไป พวกเขากลับหัวเราะดังขึ้น มีบางคนหันมามองข้าพเจ้า (แม้จะไม่เห็นดวงตา) จากการที่เสียงของข้าพเจ้าไม่สอดคล้องไปด้วยกัน
“หรือข้าจะต้องมีใบหน้าสีขาว” ว่าแล้วจึงไปขูดเอาสีขาวจากผนังห้องมาโปะที่ใบหน้าตัวเอง พยายามเกลี่ยให้เรียบเนียนที่สุด แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ข้าพเจ้ายังสัมผัสร่องดวงตาของตัวเองได้ ต่อให้ข้าพเจ้าทาหน้าหนาเพียงใด ก็ไม่ใกล้เคียงคนในกลุ่มสักนิด ไม่ช้า พวกเขาหัวเราะรุนแรงขึ้นจนหัวใจข้าพเจ้าเต้นตามจังหวะของเสียงเหล่านั้น สุดท้ายแล้วข้าพเจ้าก็ไม่อาจทนอยู่ได้ และเดินออกมาจากบ้านลูกเต๋าทันที
“ข้าแค่อยากจะหัวเราะไปกับพวกเขา” ข้าพเจ้าเห็นว่าคนทำหน้าที่รอบๆ บ้านล้วนเป็นผู้สูงอายุ แต่คนที่ทาหน้าขาวและร่วมหัวเราะกันในวงนั้น เข้าใจว่าเป็นวัยรุ่นรุ่นราวคราวเดียวกันกับข้าพเจ้า แล้วเพราะเหตุใดกัน? ข้าพเจ้าจับใบหน้าที่มีสีขาวโพลนโบกอยู่ พลางก้มลงมองเสื้อเชิ้ตดำเปื้อนสีทาผนัง ความต้องการคำอธิบายตรึงข้าพเจ้าไม่ให้ไปไหน หลายคนเวียนว่ายผ่านไป ข้าพเจ้าตัดสินใจรั้งชายชราร่างเล็กที่กำลังลอยสู่ฟ้า เขาหยุดชะงัก จ้องมองข้าพเจ้าด้วยความสงสัยปนรำคาญ
“ท่าน เพราะเหตุใดข้าจึงทาหน้าขาวไม่ได้เสียที”
เขานิ่วหน้ามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
“เจ้ายังละอ่อนนัก”
“ไม่จริง คนในนั้นก็อายุพอๆ กันกับข้า!”
“ไม่ใช่แบบนั้น… เจ้ายังละอ่อน” เขาพูดซ้ำประโยคเดิม แล้วสะบัดมือข้าพเจ้าที่เกาะแขนเขาไว้ ก่อนจะเหินขึ้นฟ้า ข้าพเจ้าไม่แน่ใจนักว่าเขาจะกลับลงมาเหมือนคนอื่นๆ หรือไม่
โซ่ตรวนแห่งความใคร่รู้ฉุดรั้งข้าพเจ้าไว้แน่นหนาพอๆ กับความต้องการจะหัวเราะ ข้าพเจ้านิ่งสงัด ไม่ขยับไปไหน ข้าพเจ้าคงยืนอยู่ตรงนั้นนานแสนนาน อาจใกล้เคียงชั่วนิรันดร์ ต้นมะม่วงหัวแมงวันเติบใหญ่ภายในหัวใจข้าพเจ้า ดอกร่วงหล่นสู่พื้น เมล็ดของมันชอนไชไปในดินรับสารอาหาร จากนั้นเติบใหญ่สูงเสียดฟ้านับไม่ถ้วนครั้ง เหล่าคนชราน้อยลงไปทุกที จากที่ข้าพเจ้าต้องหลบหลีกพวกเขา ตอนนี้แทบจะนอนราบไปกับพื้นได้
กระทั่งเมื่อคนเบาบางลงมาก ข้าพเจ้าสังเกตเห็นชายร่างอ้วน (คาดว่าเป็นชาย จากสรีระที่ใหญ่โต) เขานั่งกับพื้นกางและเหยียดขาทั้งสองข้างออกและเอนตัวไปด้านหลัง ใช้มือทั้งสองข้างพยุงน้ำหนักเอาไว้ เขาอยู่ห่างจากบ้านราวสิบก้าวเสียจะได้ ที่น่าแปลก คือเขาน่าจะมีอายุในระดับหนึ่ง ทำไมเขาไม่ลอยขึ้นฟ้า? เท่านั้นยังไม่พอ หัวของเขาเป็นปลาตะเพียน เชื่อมต่อกับคอจนเป็นร่างเดียวกัน มันน่าแปลกใจที่แถวนี้ไม่มีแม่น้ำ เขาไม่ควรอยู่ตรงนี้ ข้าพเจ้าเดินเข้าหาด้วยความฉงน
“ท่านมาทำอะไร?”
ชายหัวปลาหันทั้งหัว (หรือคือปลาทั้งตัว) มาที่ข้าพเจ้า แววตาของปลาไม่เหมือนมนุษย์สักนิด ข้าพเจ้าไม่สามารถอ่านอารมณ์ใดๆ จากเขาได้เลย สังเกตได้เพียงครีบและหางที่สะบัดไปมาซึ่งก็ตีความไม่ออกอยู่ดี
“ข้าหาแหล่งน้ำที่เหมาะกับข้ามาตั้งแต่เกิด …แต่หาไม่พบเสียที” เสียงทุ้มต่ำจากปากปลาชัดเจนไม่ต่างจากเสียงมนุษย์
“ข้าก็มีปัญหา หน้าข้าไม่ขาวเสียที” ข้าพเจ้าพูดพร้อมกับชี้ที่ใบหน้าและทั่วตัว
“เห็นได้ชัด”
ข้าพเจ้าไม่อาจหลบสายตาของชายหัวปลาคนนี้ได้เลย ดวงตาสีดำกลมโตทำให้เขาดูจะจ้องไปทุกทิศทาง ตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะกะพริบ หรือหันมองทางอื่นเลย
“ให้ข้าช่วยไหม?” เขาถาม
“จริงหรือ!?”
“แท้จริงแล้วข้าก็มีเรื่องต้องทำ แต่ช่วยเจ้าก่อนก็ไม่มีผลอะไรนัก อีกอย่างข้าไม่ได้รีบ…เจ้าอยากหน้าขาวใช่ไหม?” เขาดันร่างยักษ์ขึ้น เสื้อที่สวมใส่เป็นผ้ายืดสีเทา แต่เปียกเพราะการสะบัดน้ำจากหัวปลา กางเกงขาสั้นสีดำ เขาเดินปรี่ไปทางทิศตะวันตก ทะลุเข้าไปในป่า ข้าพเจ้ารีบวิ่งตามไป ข้างในนั้นมีทั้งหญ้าสูงและต้นไม้ใหญ่ โชคดีที่หัวปลาของเขาค่อนข้างเป็นจุดสังเกตจึงตามตัวไม่ยากนัก
และแล้วเขาก็มาหยุดลงที่ลานหญ้าเตี้ย พื้นที่ราวสองสนามฟุตบอลเสียจะได้ มันเป็นทุ่งกว้างที่ลมพัดผ่านตลอด ข้าพเจ้าเห็นเขาชี้ไปทางทิศเหนือ ตรงนั้นเป็นแอ่งน้ำขนาดเล็ก มีฝูงสิ่งมีชีวิตสี่ขาสูงเท่าไหล่ของข้าพเจ้าราวสิบตัว ก้มดื่มน้ำอย่างกระหาย สีบนตัวของมันสลับดำขาว นั่นม้าลาย…
ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เก็บสีขาวบนตัวม้าลายตัวหนึ่ง เอามันมาโปะบนหน้า…เยี่ยมที่สุด มันได้ผล แม้ว่าจะมีร่องเล็กๆ บนดวงตาอยู่ แต่หน้าข้าพเจ้าเป็นสีขาวไปแล้ว ข้าพเจ้าดีใจจนโลดเต้น กระโดดไปมา จินตนาการเสียงหัวเราะของตนเองที่สามัคคีไปกับกลุ่มคนหน้าขาวในบ้าน แต่ม้าลายตัวนั้นก็เปลี่ยนร่างกลายเป็นสีดำล้วน ข้าพเจ้าเห็นมันถูกขับไล่ออกจากกลุ่มม้าลาย ไม่ให้มันดื่มน้ำจากแอ่งเดียวกัน ระหว่างที่ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดลึกๆ ในใจ
ชายหัวปลาก็กล่าวขึ้นมา
“ยังไม่เนียนชัด เจ้าต้องหาอย่างอื่นด้วยนะ” เขาพูดพลางชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า เมฆสีขาวโพลนเป็นก้อนน้อยใหญ่ กระจายตัวทั่วทุกทิศทาง ข้าพเจ้าเห็นแบบนั้นจึงเอื้อมมือไปเก็บสีขาวจากก้อนเมฆ มันได้ผลอีกครั้ง ข้าพเจ้ารับสีขาวจากเมฆาทั่วทุกมุมที่คลองจักษุเอื้อมถึง มาไว้ที่หน้าข้า…สำเร็จ!
ใบหน้าข้าพเจ้าผ่องไม่ต่างไปกับกลุ่มคนหน้าขาว เนื้อหน้าเนียนเป็นแผ่น มีเพียงรูเล็ก ๆ สองรูไว้หายใจ และปากที่ขยับไปมาได้เท่านั้น ตอนนั้นเองที่เหล่าเมฆถูกแย่งสีขาวกลายเป็นสีดำไปจนหมดนั้น เกิดพายุโหมกระหน่ำ เม็ดฝนพุ่งสู่ธรณีรุนแรงคล้ายจะทำสงครามกับพื้นดิน ข้าพเจ้ารีบวิ่งไปหาที่กำบัง เมื่อหันไปมองชายหัวปลา เขายืนนิ่ง หัวปลายกสูงขึ้น สะบัดร่างปลาไปมาระหว่างที่เม็ดฝนกระทบจะเรียกด้วยเสียงดังเพียงใดเขาก็ไม่ขยับตัว ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจวิ่งกลับบ้านตามลำพัง
ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะบรรเลงเสียงหรรษาไปพร้อมกับกลุ่มคนในบ้านแล้ว ข้าพเจ้าจับใบหน้าขาวโพลนตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่หลุดลอกไป รอบๆ บ้าน ณ ตอนนี้ไม่เหลือคนชราอยู่รอบๆแล้ว จากประสบการณ์ พวกเขาจะผุดขึ้นหรือลอยตัวอีกครั้งก็เป็นเช้าของวันพรุ่งนี้ และคงเป็นเพราะพายุฝนที่รุนแรง ยิ่งทำให้พวกเขาไม่โผล่ออกมา ข้าพเจ้าเข้าไปในห้อง วงล้อมยังคงเป็นแบบเดิม เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นทุกขณะ ร่างที่เปียกฝนของข้าพเจ้าไม่เป็นอุปสรรคในการมุดตัวแทรกวง แม้จะเหนื่อยหอบแต่ก็พยายามจับจังหวะ เมื่อเห็นรูปแบบแล้ว ข้าพเจ้าเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความมั่นใจว่านี่คือการร่วมวงสนทนาที่ข้าพเจ้าจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา
แต่เสียงของทุกคนกลับเงียบลง พวกเขาหุบริมฝีปาก และไม่อนุญาตให้เสียงใดเล็ดลอดออกมา ใบหน้าเรียบเนียนเพ่งเล็งมาที่ข้าพเจ้าเพียงคนเดียว ตอนนั้นข้าพเจ้ายังคงหัวเราะ หนักแน่นว่าเป็นท่วงทำนองเดียวกัน และแล้วข้าพเจ้ากลายเป็นจุดสนใจ พวกเขาไม่ยอมพูดหรือขยับร่างกายไปไหนเลย ตอนแรกคิดว่าคงเป็นการพักเพียงชั่วคราว แต่ผ่านไปนานนับเดือน สองเดือน หรือสองปี พวกเขาก็ยังนิ่งเงียบและจ้องข้าพเจ้าอยู่แบบนั้น
“ไม่ไหวแล้ว” ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืน และรีบวิ่งออกไปจากห้องก่อนออกไปจากบ้าน จับหน้าตัวเองและมั่นใจขนาดหนักว่าใบหน้านั้นขาวและเรียบเนียนแล้ว ทำไมกัน? ภายนอกบ้านยังคงฝนตกหนัก
ข้าพเจ้าเห็นชาวชราเต็มรอบบ้าน แต่ก็ไม่สนใจรีบวิ่งออกไปมุ่งหน้าอย่างไร้จุดหมาย เม็ดฝนมิได้ชะล้างใบหน้าแต่กลับรู้สึกเหมือนมันติดแน่นขึ้น เพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมให้ข้าพเจ้าบรรเลงความสุขไปพร้อมกัน หรือจะเป็นเพราะข้าพเจ้ายังเด็กตามที่ชายชราบอก แต่ความต่างเพียงหลักเดือนเมื่อถึงเวลาเกิดมันแตกต่างขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วเส้นแบ่งของการได้สิทธิหัวเราะคือตรงไหน ข้าพเจ้ามิได้ขออะไรเกินเลยสักนิด มิได้ขอให้คนทั้งโลกหัวเราะกับข้าพเจ้า เพียงแค่คนกลุ่มนั้นเท่านั้น
หรือข้าพเจ้าจะกลายเป็นแบบชายหัวปลา ปล่อยร่างอ้วนนั่งเหม่อมองท้องฟ้า รอวันที่พบสายน้ำที่ตามหามาทั้งชีวิต ไม่เพียงเท่านั้น เขาเป็นเพียงชายที่ไร้หน้าที่ไม่ได้จมธรณี และไม่ได้เหินเวหา ไหนจะเรื่องที่เขาช่วยข้าพเจ้าไม่สำเร็จ
แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่ควรหัวเราะตั้งแต่แรก ข้าพเจ้าอาจะมีหน้าที่เหมือนชาวชราที่แต่ละวันมองเห็นดินและท้องฟ้า สิทธิของข้าพเจ้าไม่ควรไกลจากนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ใครล่ะเป็นผู้กำหนด คนหน้าขาว ม้าลาย ชายหัวปลา ต้นมะม่วงหัวแมงวัน ข้าพเจ้าไม่ทราบอะไรอีกแล้ว
การวิ่งแบบไม่สนฟ้าดิน พาข้าพเจ้ามายังลานหญ้าเตี้ยอีกครั้ง ฝนยังคงตกอย่างรุนแรง ตัวข้าพเจ้าเปียกชุ่ม สีบนตัวถูกชะล้างไปหมด เหลือเพียงหน้าที่ยังขาวเรียบเนียน เมื่อมองไปที่แอ่งน้ำ มันขยายวงกว้างจนเป็นอ่างขนาดยักษ์เทียบเท่าทะเลสาบ ข้าพเจ้าเห็นม้าสีดำที่ครั้งหนึ่งมันเลยเป็นม้าลาย มันยังคงโดดเดี่ยวไม่ต่างจากวันที่ข้าพเจ้าแย่งสีขาวจากมันมา เพราะความหวังของข้าไม่บรรลุ ข้าพเจ้าสัมผัสมันและคืนสีขาวให้แก่มัน ใบหน้าที่เรียบเนียนของข้าพเจ้าเริ่มกลับมามีหลุม รับรู้ได้ว่ามีเนินรอบดวงตา จมูกและริมฝีปากชัดขึ้น ม้าดำตัวนั้นกลายเป็นม้าลายทันตา มันกลับเข้ารวมกลุ่มทันที
สิ่งใดที่ข้าพเจ้าแย่งมาเห็นจะต้องคืนให้ทั้งหมด ข้าพเจ้าดึงสีจากใบหน้าโยนขึ้นบนฟ้า พายุที่ดุร้ายอ่อนแอลง ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มเพราะเมฆดำกลับมาฟ้าอย่างสดใส เมฆขาวปุยเป็นก้อนล่องลอยเฉกเช่นวันเดิม ข้าพเจ้าเช็ดหน้าอีกครั้ง ตอนนี้ใบหน้าข้าไร้สีขาว กลับมาเป็นข้าเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังเหลืออีกหนึ่งสิ่งที่ค้างคาในใจข้าพเจ้า ตรงทิศใต้ของทะเลสาบ ข้าพเจ้าเห็นลำธารใหม่ ซึ่งน่าจะเกิดเอาตอนที่พายุกระหน่ำ ข้าพเจ้าเดินอ้อมลัดเลาะไปตามขอบทะเลสาบ จนมองเห็นร่างนั้น ชายหัวปลาร่างอ้วนกำลังนั่งริมตลิ่งห้อยขาลงในแม่น้ำ ข้าพเจ้าย่างหาอย่างใจเย็น เสียงน้ำไหลสงบกระทบก้อนหินกระเซ็นโดนตัวข้าพเจ้า
“ท่านหลอกใช้ข้าหรือ?” ข้าพเจ้าถามขณะที่ยืนข้างเขา หัวปลาสะบัดไปมาจ้องลงไปที่แม่น้ำไม่พูดสิ่งใดออกมา ข้าพเจ้าพึ่งรู้ตัวว่าเป็นครั้งแรกที่ดวงตานั้นไม่พยายามจ้องเขา
“รู้ไหม? น้ำสายนี้ลึกกว่าที่เห็นนะ” เขากล่าวเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าคุยกับตัวเองหรืออย่างไร ข้าพเจ้านั่งลงข้างเขา เมื่อมองไปยังลำธาร จริงอย่างที่เขาพูด ข้าพเจ้ามองไม่เห็นพื้นน้ำ
“ท่านว่า… ข้าไม่เหมาะกับหน้าขาวงั้นหรือ แสดงว่าข้าไม่เหมาะกับการหัวเราะ?”
เขายิ้ม ใช่แล้ว ปลากำลังยิ้ม รูปปากที่ทำท่าจะพูด ‘โอ’ ตลอดเวลากลับฉีกยิ้มเป็นอักษรตัววี
“ไม่มีใครเหมาะสมทั้งนั้นแหละ” เขาดันตัวขึ้นยืน จ้องลงไปในแม่น้ำ ปลาบนหัวสะบัดไปมา เกร็งขาทั้งสองข้าง
ข้าพเจ้าถามคำถามสุดท้ายกับเขา
“ท่านไม่เคยหาแหล่งน้ำได้ ท่านว่ายน้ำไม่เป็นไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าเองก็ไม่เคยหัวเราะสักหน่อย…” เขากระโดดลงไปในแม่น้ำ ร่างใหญ่ของเขาสร้างแรงกระเพื่อมมโหฬาร เสียงคล้ายก้อนหินยักษ์หลุดจากภูเขาตกมายังลำธาร ผิวน้ำสาดกระจายไปมา เกิดเป็นวงคลื่นกระจายทุกทิศทาง
แม้ว่าเสียงคลื่นจะดังเป็นจังหวะไปเรื่อย ๆ แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเขาจะกลับขึ้นมา หรือโผล่หัวออกมาสักนิด หรือข้าพเจ้าควรโดดลงไปตาม ไม่แน่นั่นอาจจะเป็นความคิดที่ดีกว่าการทนความอยากหัวเราะ
เพียงชั่วเวลาหายใจเข้าออก อาจนานกว่าการเดินทางมายังที่แห่งนี้ แต่เร็วกว่านิรันดร์ จิตของข้าพเจ้าไหลลงไปตามลำธาร มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบ ถูกเจ้าม้าลายดื่มอย่างกระหาย






No Comment! Be the first one.