บรรณาธิการ และภาพประกอบ โดย วัลคุ์วดี ชุมจุล ฆาตกรรมริมขอบทะเล
ฆาตกรรมริมขอบทะเล ไม่ได้พาผู้อ่านไปลุ้นกับปริศนาและเหตุการณ์ระทึกขวัญเท่านั้น...
หลังจากต่อสู้กับหน้ากระดาษวิทยานิพนธ์มาเนิ่นนาน ในที่สุด “รฎา” และ “ปารมี” เพื่อนซี้คู่หูปริญญาโทก็ส่งเล่มสำเร็จ พวกเธอตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด “เมืองสองทะเล” เพื่อเฉลิมฉลองกับครอบครัวและคนรัก
แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อรถดันมาเสียกลางทางในพื้นที่ห่างไกลจากความเจริญ ท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
รถที่เสีย สัญญาณโทรศัพท์ที่หายไป และความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในความมืด ทุกอย่างประกอบกันเป็นกับดักที่รฎาและปารมีไม่มีทางรู้ได้เลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอต่อไป จากเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นเพียง “โชคร้ายระหว่างทาง” กลับแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้าย เมื่อทั้งสองต้องเผชิญกับบางสิ่งที่ไม่ควรพบเจอ
ธีรภัทร์พาผู้อ่านเข้าไปอยู่ในความมืดของค่ำคืนอันโดดเดี่ยวริมทะเลที่ซึ่งทุกเสียงคลื่นอาจกลบเสียงบางอย่างเอาไว้ และทุกเงาที่เคลื่อนไหวอาจไม่ใช่แค่ลม กับคำถามที่ค้างคาใจ ในคืนที่ไม่มีทางหนีเราจะไว้ใจใครได้บ้าง หรือแม้แต่คนข้างกายที่เราคุ้นเคย
ฆาตกรรมริมขอบทะเล ไม่ได้เป็นเพียงการพาผู้อ่านไปลุ้นกับปริศนาและเหตุการณ์ระทึกขวัญเท่านั้น แต่ยังชวนให้เราสำรวจความรู้สึกของมนุษย์เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมอะไรไม่ได้ ทั้งความกลัว ความหวาดระแวง และการเอาตัวรอด กับคำถามสำคัญที่ว่า เมื่อความจริงยังไม่ปรากฏตรงหน้า เราจะใช้สิ่งใดตัดสินได้ว่าใครคือมิตรหรือศัตรู
พร้อมลุ้นระทึกไปกับคืนที่ไม่มีทางกลับหลัง… กับ เรื่องสั้น “ฆาตกรรมริมขอบทะเล”
ฆาตกรรมริมขอบทะเล – ธีรภัทร์
อันที่จริงรฎากับปารมีควรจะถึงสงขลาตั้งแต่สองทุ่ม หลังออกเดินทางจากนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่สี่โมงกว่า แต่ทุกอย่างกลับผิดแผนไปเสียหมด เมื่อจู่ๆ สารถีอย่างรฎากลับปวดท้องบิดกะทันหัน ไม่สามารถขับรถต่อไปยังเทศบาลนครสงขลาอีกประมาณสามชั่วโมงได้
รฎาเองก็อยากกลับไปให้ถึงสงขลาในวันนี้ เธอสัญญากับน้องชายเอาไว้แล้ว เค้กก้อนใหญ่ที่เธอสั่งทำถูกส่งไปที่บ้านเรียบร้อย รอคอยเวลาที่เธอจะถึงบ้านเท่านั้น มองร่างเล็กเป่าเทียนวันเกิดเลขแปด ท่ามกลางเสียงร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด ท่ามกลางเสียงปรบมือ รายล้อมไปด้วยรอยยิ้มของพ่อกับแม่ และถ้อยคำยินดีกับเธอหลังส่งเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
หากเป็นไปได้พวกเธออยากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อคืนนี้ ย้อนเวลาไปที่เข็มสั้นของนาฬิกาชี้ที่เลขเจ็ด เข็มยาวชี้ที่เลขสาม ที่ร้านทะเลเผาในนครศรีฯ มันเป็นแพลนบ้าๆ ที่ไม่มีใครคิดมาก่อน เรื่องมันเริ่มขึ้นหลังจากที่รฎาและปารมีแก้ไขเล่มวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์เสร็จ และส่งให้กับทางบัณฑิตวิทยาลัยภายในระยะเวลาของการแก้ไข นั่นเท่ากับว่ามันคือด่านสุดท้ายของการเรียนป.โทแล้ว ความดีใจบวกกับอะดรีนาลินที่พลุ่งพล่าน ลมหนาวในเดือนพฤศจิกายนพาให้เธอคิดถึงบ้านที่สงขลา
นั่นจึงทำให้รฎาเอ่ยปากชวนปารมีเพื่อกลับบ้าน ด้วยระยะทางเกือบพันกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ลงใต้ เซกชันถูกแบ่งออกเป็นสองวัน ด้วยเพราะเธอไม่อาจยิงยาวขับรถอย่างต่อเนื่องได้ แวะพักระหว่างทางคืนหนึ่งที่นครศรีฯ ความจริงพวกเธออยากนอนพักกันที่สุราษฎร์ฯ แต่ด้วยเพราะเหตุอันใดไม่ทราบ ความทะเยอะทะยานจึงพามุ่งหน้าไปยังนครศรีฯ จบลงด้วยการเลี้ยงฉลองเพียงสองคน จากความเหน็ดเหนื่อยที่ขับรถมามากกว่าหลายชั่วโมง
ปารมีขับรถไม่เป็น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ปารมีต้องรอรฎาอาการดีขึ้นเสียก่อน ถึงจะมุ่งหน้าต่อไปยังสงขลาได้ ตัดสินใจเปิดห้องให้รฎานอน ไม่นึกเสียดายเงินเพียงไม่กี่บาท หากแต่สุขภาพของเพื่อนนั้นสำคัญที่สุด แต่จนแล้วจนรอดพวกเธอเผลอหลับไปกันเสียทั้งคู่ กว่าจะตื่นขึ้นก็ตอนที่แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว
มันเป็นเวลาสองทุ่ม นั่นเท่ากับรฎาและปารมีหลับไปกว่าสามชั่วโมง ด้วยระยะทางอีกประมาณสองร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงจากเทศบาลนครศรีธรรมราช ไปยังเทศบาลนครสงขลา นั่นเท่ากับว่าช้าที่สุด พวกเธอจะถึงบ้านกันประมาณห้าทุ่มเห็นจะได้ หากเป็นเวลานี้ในเมืองหลวง รถราคงติดเป็นทางยาว ใช้เวลาบนท้องถนนอีกนานโข ทุกวันคือวันสีเทาที่แสนน่าเบื่อ ยิ่งวันไหนที่ฝนตกยิ่งติดไปอีกหลายชั่วโมง
“เมืองวุ่นวายจะทำให้เราเป็นบ้า”
รฎาเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างสิ้นเชิง
“หนาวมั้ย” รฎาเอ่ยถาม หลังเห็นปารมีนั่งนิ่งมาตลอดทาง มองใบหน้ากลมเล็กนิ่งเรียบ ผมสั้นน้ำตาลเข้มเคลียบ่ากระพือไหวจากลมเครื่องปรับอากาศเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าเพื่อนรักกำลังคิดอะไรอยู่ เธออาจจะน้อยใจ โกรธเธอ แต่อาจเป็นการน้อยใจและการโกรธด้วยความเข้าใจ ดวงตารีเล็กมองถนนเบื้องหน้าไร้การจดจ้อง ปล่อยให้ภาพด้านข้างเคลื่อนเร็วเป็นเส้นสายขีดริ้วตลอดทาง ไม่ใช่แค่รฎาที่มีนัดฉลองวันเกิดกับน้องชายในเวลาสองทุ่ม แต่ปารมีเองก็มีนัดของเธอเช่นเดียวกัน แฟนหนุ่มของปารมีเพิ่งจะมาถึงบ้านในสงขลา หลังจากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมากว่าสองปี ดินเนอร์ฉลองการต้อนรับของปารมีและแฟนหนุ่มจึงถูกนัดหมายบนดาดฟ้าโรงแรมหรูในตัวเมืองเวลาสามทุ่ม แน่นอนว่าตอนนี้สองทุ่มแล้วพวกเธอเพิ่งออกจากตัวเมืองมาได้ไม่กี่กิโลเท่านั้น พวกเธอต่างกลับไปนัดของตัวเองไม่ทันเวลาเช่นเดียวกัน
รฎาบีบพวกมาลัยแน่น อาการปวดท้องบิดดีขึ้นมากแล้ว มันหายไปจนเกือบหมด หากแต่ความเจ็บปวดที่แล่นปราดตรงหัวใจนี่สิ มันบีบเค้น บิดหมาด คลายออก บิดซ้ำ วน วน อยู่อย่างนั้น เธอมองตัวเองผ่านกระจกมองหลัง เห็นใบหน้าสูบตอบจากความอ่อนเพลีย ผมสีจินเจอร์ลอนยาวปรากฏโคนดำมากขึ้น ลิปสติกสีแดงซีดจาง ดวงตากลมโตลึกโหลดอย่างคนอดนอน แต่เธอยังไหวในการขับขี่ยานพาหนะ เธอคิดเช่นนั้น
เธอคิดมาเสมอว่าเธอใจร้อนเกินไป หรือปารมีใจเย็นเกินไปกันแน่ ความสัมพันธ์ที่ประคับประคองกันมากว่าหกปี ไม่น่าเชื่อว่ามันจะยังอยู่จนถึงวันนี้ น่าแปลก แต่อาจจะไม่แปลก ปารมีเองก็เป็นคนสงขลาในอำเภอเมืองเช่นเดียวกับเธอ แต่ทั้งสองกลับไม่เคยพบเจอหรือรู้จักกันมาก่อน ราวกับมีขอบบางอย่างกั้นเอาไว้ไม่ให้รู้จัก แต่ท้ายที่สุดขอบนั้นก็ถูกข้ามเส้น ด้วยการรู้จักอีกฝ่ายที่มหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนในคณะอักษรศาสตร์ คบหาอยู่กับคนอื่นๆ อีกสองคน ที่พอเรียนจบ ป.ตรี ก็แยกย้ายไปทำงานบริษัท เหลือแค่เธอและปารมีที่ยังอยากอยู่ในระบบการศึกษา ด้วยเพราะมีความฝันอยากเป็นอาจารย์ทั้งคู่ หากเป็นไปได้พวกเธอทั้งสองคนก็อยากเรียนเอกต่อหลังจบโท แต่เมื่อนึกถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงกว่าเดิม จึงทำให้อยู่ในช่วงของการรอเวลา และรอหาทุนเต็มจำนวนเพื่อสมัครต่อไป
เพิ่มเสียงเพลงภายในรถ รฎาฮัมท่อนฮุคขึ้นมาหวังคลายความตึงเครียด เธอไม่ได้บีบเสียงร้องเป็นเส้นเสียงผู้หญิง แม้เธอเองจะเป็นผู้หญิงข้ามเพศ เรือนร่างและหน้าตาสะสวยทุกประการ หากแต่เสียงของเธอยังมีความทุ้มโดยธรรมชาติ เธอภูมิใจกับเสียงนั้น เสียงของเธอมีค่า และไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะนำเอาจุดนี้มาด้อยค่าให้กับตัวเอง หันมองคนด้านข้างแปลกใจที่เห็นปารมีเองก็ฮัมออกมาเช่นกัน ความกังวลจึงถูกผ่อนออกในเปลาะหนึ่ง
ระยะทางตลอดสายช่างดูเงียบเหงา เป็นทางยาวเลียบหาดพุ่งเข้าสู่เทศบาลนครสงขลา น่าแปลกที่ตอนนี้เป็นเวลาแค่สี่ทุ่ม แต่ทำไมถนนกลับดูร้างไร้การสัญจร นาน ๆ ครั้งถึงจะมีรถโผล่สวนและขับแซงไปบ้างเท่านั้น ระยะทางยืดยาว ราวกับว่ามันถูกยืดเสียยิ่งกว่าเก่า ริมทางฝั่งซ้ายเป็นทิวทัศน์ต้นมะพร้าว สลับบ้านเรือน ถัดจากนั้นจะเป็นหาด เสมือนเส้นขอบที่แบ่งคั่นผืนดินและทะเล แม้จะมืดมิด แต่รฎาและปารมีรู้ดีว่าบนหาดนั้นไม่ได้มีเพียงหาดทรายเพียงอย่างเดียว
บางจังหวะ บางช่องว่างในระหว่างทางที่กำลังขับ รฎาเห็นกำแพงหินกั้นคลื่นปรากฏขึ้นจากความมืด จากในจินตนาการของเธอเอง เธอเห็นชายหาดที่เว้าแหว่งจากการกัดเซาะของคลื่นทะเล เสียงลม เสียงครวญ เหมือนกับเสียงแตกพร่าของโทรทัศน์ยามปราศจากสัญญาณ กำแพงหินกั้นคลื่นตามแนวยาวของหาด มันถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องไม่ให้หาดถูกเซาะไปมากกว่านี้
ในยามปกติ เป็นธรรมดาที่หาดถูกกัดเซาะ กร่อนด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ และยิ่งถูกกร่อนมากในช่วงมรสุม แต่เมื่อหมดฤดูกาลของมัน หาดทรายก็จะคืนสภาพด้วยตัวของมันเองอย่างเชื่องช้า แต่เมื่อมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่ากำแพงหินกั้นคลื่น แม้มันจะกันไม่ให้คลื่นกะเทาะฝั่งมากกว่าในยามปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คลื่นของทะเลจะกัดเซาะหิน เว้าแหว่งไปตามทางโค้งของแนวกำแพงหิน ทำลายหาดอยู่ดี
“นี่…จำหนังเรื่องนั้นได้มั้ย ?” รฎาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ปารมีที่เหม่อมองนอกกระจกตอบกลับ สายตายังจดจ่อกับริมหาดคุ้นชิน
“Solids by the Seashore เหรอ”
“ใช่” รฎาตอบกลับ หนังที่มีชื่อไทยว่า ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง หนังที่เล่าเรื่องของศิลปินสาวมาจัดนิทรรศการในสงขลา เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์กำแพงหินกั้นคลื่น จนได้พบเจอกับหญิงสาวชาวมุสลิม ท่ามกลางกระแสกรอบของศาสนา ประเด็นสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างสอดรับและถูกเล่าอย่างงดงามผ่านสองตัวละคร รฎากับปารมีเคยไปดูด้วยกันที่ House Samyan จดจำวันที่ภาพอันงดงามถูกถ่ายทอดลงบนจอ ราวกับงานศิลปะชิ้นเอก และยิ่งรู้สึกมีอารมณ์เพราะทั้งรฎาและปารมีเองเติบโตมาในสงขลา เซ็ตติงของเรื่องที่ผู้กำกับเลือกถ่ายทำและเล่าเรื่อง
“ถ้าแกเป็นฝน แกจะทำเรื่องไอ้กำแพงหินกั้นคลื่นอะไรนี่มั้ย” ปารมีถามกลับ พูดถึงหนึ่งในตัวละครของเรื่องที่เป็นศิลปินสาว ซึ่งเลือกที่จะแสดงนิทรรศการในประเด็นนี้
“อาจจะ หรืออาจจะไม่” รฎาตอบกลับทันที “ความสนใจของคนเรามันก็เปลี่ยนไปตลอดแหละ บางทีหากช่วงนั้นฉันจะทำงานศิลปะขึ้นมาซักชิ้น การเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก็เป็นสิ่งที่เริ่มได้ง่าย เพราะเรามีความเข้าใจและคุ้นชินมัน หรือถ้าตอนนั้นฉันกำลังสนใจเรื่องอื่น ฉันก็อาจจะไม่ได้ทำเรื่องนี้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันเพิกเฉยประเด็นในพื้นที่ตัวเอง เพียงแต่อาจยังไม่มีใครนำมาเล่าไว้ในเรื่องราวช่วงเวลานั้นเท่านั้นเอง
ปารมีพยักหน้ารับ หันมามองถนนเบื้องหน้า
“ฉันเคยสนุกไปกับการปีนขึ้นบนหิน เฝ้ามองจากวิวข้างบนมาข้างล่าง รู้สึกปลอดภัยที่หากวันไหนคลื่นแรง กำแพงก็จะคอยกั้นเอาไว้ลดความแรงของคลื่น แต่พอฉันโตขึ้นมา ได้พบเห็นรับรู้อะไรที่มากกว่านั้นเลนส์การมองของฉันก็เปลี่ยนไป มันอาจไม่ได้สนุกเหมือนเก่า แต่มันทำให้ฉันรู้ว่ามันสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างจากสิ่งปลูกสร้างตรงนั้น”
ปารมีเงียบ ไม่มีบทสนทนาอื่นใดต่อ รถของรฎาแล่นผ่านความมืดและแสงสว่างไปเรื่อย ๆ ตามทาง บนเส้นถนน ริมขอบชายหาด ที่ขวางกั้นพวกเธอเอาไว้ระหว่างผืนดินและผืนน้ำ อีกเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ใกล้ถึงบ้านแล้ว รฎาสูดกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์จากเครื่องปรับอากาศภายในรถเข้าปอด ผ่อนมันออกเชื่องช้าอย่างใจเย็น คงถึงก่อนเที่ยงคืนอย่างแน่นอน
ทว่าความเร็วที่ผ่อนลงอย่างกะทันหันและอาการกระตุก กลับทำให้ทั้งสองอุทานออกมาอย่างตกใจ อีกเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นรถของรฎาก็แน่นิ่งไร้ชีวิตอยู่ตรงริมถนนเพียงลำพัง
รฎาสบถออกมาหลังโชคชะตาเล่นตลก ไม่ใช่เพราะน้ำมันหมดแน่นอน อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับกลไกอย่างอื่นที่เธอไม่รู้ก็เป็นได้
“แก…ลงรถก่อน ” รฎาควบคุมสติ ปารมีหน้าถอดสี แต่พยายามที่จะยังไม่โวยวาย
รฎาเปิดกระโปรงรถ ควันสีขาวพวยพุ่งออกมา เธอพยายามใช้แสงจากมือถือส่องหาความผิดปกติ แต่ด้วยความที่เธอไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับรถ และที่ผ่านมาไม่เคยซ่อมเองเลยซักครั้ง จึงอับจนหนทางในการสืบสาวหาสาเหตุ ยอมบอกเพื่อนรักที่ร่วมทางมาแต่โดยดี
“รถเป็นอะไรไม่รู้ว่ะ เดี๋ยวฉันโทรเรียกช่าง”
ช่างหรือ เธอไม่มีเบอร์ช่างสักคนในสงขลา แต่ปากของเธอก็พูดออกมาก่อน แต่นี่มันบ้านเกิดของเธอ ความรู้สึกเป็นใหญ่ในความเป็นเจ้าถิ่นผยองขึ้น หากรถของเธอดับที่อื่น เธออาจจะรู้สึกร้อนรนและหวาดกลัวมากกว่านี้ หากแต่สถานที่เกิดเหตุนี่คือบ้านเกิดของเธอ รฎามีครอบครัว เธอสามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ ปารมีเองก็มีพ่อแม่ มีคนรัก มันไม่ใช่เรื่องยากเลยหากจะเรียกให้ใครมาช่วย
แต่นั่นคือแผนสำรองในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือไม่มีเบอร์ช่าง สมัยนี้เบอร์ช่างหาง่ายจะตาย เธอจำได้ว่ามันชอบติดอยู่ตามเสาไฟฟ้า ปะยาง 24 ชั่วโมง แต่รถเธอดับไม่ใช่เพราะยางนี่ แล้วมันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ เธอไม่รู้ แต่เธอคิดว่าช่างคงจะรู้ ช่างร่ำเรียนในสายทางของเฉพาะของเขา ช่างคงมีคำตอบให้กับสาเหตุที่เธอไม่รู้นี้ได้
คิดได้ดังนั้นรฎาก็เร่งรีบเดินไปดูที่เสาไฟต้นหนึ่งที่ถัดออกไปเล็กน้อย ภาวนาให้มันมีสติกเกอร์ของช่างสักคนที่จะสามารถช่วยเธอได้แปะเอาไว้ ปารมีเองที่เห็นท่าทางร้อนรนของเพื่อนสนิทพาลใจเสียขึ้นมา พยายามหาเบอร์ช่างซ่อมรถในสงขลาผ่านทางอินเตอร์เน็ต แต่ส่วนมากเจอแต่ร้านซ่อมรถ ซึ่งตอนนี้เลยเวลาทำการไปแล้ว มันจะไม่มีสักร้านเลยหรือที่สี่ทุ่มแล้วยังเปิดอยู่ ปารมีไม่เคยคิดว่าป้ายช่างซ่อมรถที่เคยเห็นจนเกร่อในยามที่ไม่ต้องการ จะผลุบหายและย้อนกลับมาเล่นงานเยาะเย้ยเธอในเวลาเช่นนี้
เสาไฟต้นนั้นที่รฎาปรี่เข้าไปดูไม่มีเบอร์ของช่างซ่อมแปะเอาไว้ มีเพียงตัวหนังสือจากสเปรย์ฉีดพ่น และปากกาหมึกหลากสีจากใครสักคน เขียนถ้อยคำบอกรักหรือถ้อยคำหยาบโลนเอาไว้ การปล่อยให้เวลาผ่านไปเช่นนี้โดยอับจนหนทางไม่ใช่เรื่องที่ดี ในเมื่อความหวังของเธอที่ฝากเอาไว้กับเสาไฟไม่มีจริง เธอก็คงต้องลองหาในอินเตอร์เน็ตดู
“ไม่มีร้านไหนเปิดเลย”
แต่คำตอบนั้นจากปากของปารมีก็เฉลยทุกอย่างเสียแล้ว
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันโทรหาพี่แม็กให้”
รฎาตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เก็บคำพูดนั้นกลืนลงคอไปจนหมดจด เธอแค่กลัวเสียหน้าที่ไม่สามารถช่วยอะไรในสภาวะเช่นนี้ได้ แต่เมื่อจะเอ่ยแย้งก็พบว่าไม่มีทางไหนดีไปกว่าการเรียกคนรักของปารมีมาช่วยอีกแล้ว ป่านนี้พ่อกับแม่ของเธอคงหลับไปพร้อมกับน้อง เธอไม่อยากรบกวนพ่อที่ขับรถเป็นคนเดียวเท่าไหร่นัก ด้วยเพราะพ่อเองก็อายุหกสิบแล้ว สายตาเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ระยะทางจากจุดที่รถดับกับตัวเมืองห่างกันร้อยกว่าโล พ่อคงต้องใช้มากกว่าสองชั่วโมงในการมารับเธอกับปารมี ดังนั้นการที่ปารมีโทรบอกคนรักของเธอนั้นคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“พี่แม็กไม่รับสาย” ปารมีหน้าถอดสียิ่งกว่าเก่า มันซีดเซียวในความมืดจนเธอสังเกตได้ รถดับอยู่บนถนนเล็กแคบ ฝั่งซ้ายเป็นต้นมะพร้าว ล่างลงไปเป็นหาดทรายที่มีกำแพงกินกั้นคลื่น ด้านขวาเป็นป่ารถชัฎ นาน ๆ ครั้งถึงจะมีเสาไฟให้แสงสว่าง การที่ติดอยู่บนถนนเส้นนี้กลางดึกโดยที่ไม่มีรถผ่าน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไว้นาน
“อาจจะติดเรื่องแม่อยู่รึเปล่า”
อาจจะเป็นเช่นนั้น รฎาคาดเดา บางทีคนรักของปารมีอาจจะกำลังวุ่นวายเรื่องการรักษาตัวของแม่ที่ล้มลงบนพื้นอย่างกะทันหัน ไม่มีเวลาหยิบจับโทรศัพท์ในเวลาเช่นนี้
อากาศรอบข้างเย็นยะเยือกขึ้นทุกขณะ รฎาบอกให้ปารมีขึ้นมารอบนรถ อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าด้านนอก สุดท้ายสองร่างจึงขึ้นมา ปารมีพยายามต่อสายหาคนรักของเธออีกสองครั้ง ในที่สุดเขาก็ยอมรับสายแต่โดยดี ปารมีบอกเหตุฉุกเฉินไป คนรักของเธอบอกว่าจะมารับทั้งคู่ในอีกสองชั่วโมง พร้อมคำแนะนำที่ให้อยู่บนรถเอาไว้เพื่อความปลอดภัย
เนื่องจากแถวนั้นไม่มีบ้านเรือนของผู้คนให้ขอความช่วยเหลือ พี่แม็กบอกว่าให้ค้างสายกับเขาทิ้งไว้ด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อรฎาและปารมีดูแบตเตอรีบนหน้าจอก็พบว่าใกล้หมดแล้วทั้งคู่ ไม่มีแม้กระทั่งแบตสำรองเหตุเพราะชะล่าใจจนเกินไป จำต้องวางสายและเก็บเบตไว้เผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา
ระบบภายในรถไม่สามารถใช้การได้ แม้กระทั่งสตาร์ท เปิดไฟฉุกเฉิน หรือลดกระจก สุดท้ายทั้งสองคนจำเป็นต้องแง้มประตูรถไว้ด้านหนึ่งเพื่อให้มีอากาศสำหรับหายใจบ้าง รฎาตัดสินใจที่จะเปิดแง้มฝั่งของเธอแทนปารมี เข็มวินาทีภายในรถเหมือนถูกถ่วงเวลาให้ไหลช้ากว่าที่เคย ระหว่างที่รอคนรักของปารมี ไม่มีรถยนต์คันไหนแล่นผ่านเพื่อให้ขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อคิดในอีกแง่หนึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะพวกเธอไม่มีทางรู้เลย ว่าการที่ผู้หญิงสองคนรถเสียอยู่กลางทางเปลี่ยว และหากต้องพบเจอกับคนแปลกหน้าในยามวิกาลเช่นนี้ โดยที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า อาจจะสุ่มเสี่ยงและอันตรายเกินไป
ความอึดอัดโรยตัวเต็มอากาศพาให้รู้สึกกระอักกระอ่วน มันผสมปนเปความหวาดกลัวเอาไว้จนแทบอยากอาเจียน ไม่มีบทสนทนาอื่นใดถูกนำมาพูดคุยเพื่อคลายความกังวล เสมือนว่าความหวาดกลัวนั้นได้แทรกซึมทุกอณูของพวกเธอไว้เป็นที่เรียบร้อยจนเต็มคันรถ
“จะเงียบแบบนี้จริง ๆ เหรอ” ในที่สุดรฎาเองเป็นฝ่ายที่ทนอึดอัดกับความเงียบนั้นไม่ได้ ตัดสินใจที่จะพูดขึ้นมาก่อน
“แล้วจะให้พูดอะไรล่ะ” ปารมีไม่สบอารมณ์ แต่ยังข่มอารมณ์เอาไว้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรมาทะเลาะกันสิ เธอรู้ว่ารฎาเกลียดความเงียบเป็นที่สุด ใจร้อน หลายครั้งที่เอาแต่ใจ ถ้าไม่ใช่เธอเป็นฝ่ายนิ่งเฉยและรอจนอีกฝ่ายอารมณ์เย็นก่อน พวกเธอคงแตกหักกันไปแล้วหลายครั้ง
แต่ก่อนที่จะได้ถกเถียงตั้งสงครามกันมากไปกว่านั้น อยู่ ๆ ก็มีรถกระบะสีดำคันใหญ่สวนผ่านรถพวกเธอไป ไม่ได้จอดแวะดูรถพวกเธอด้วยความสงสัยหรือไถ่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น รฎาและปารมีรู้สึกเสียดายและโล่งใจในเวลาเดียวกัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาดี พวกเธอคงซวยมากกว่านี้ รถกระบะคัน จอดอยู่ริมถนนห่างจากเธอไปประมาณสองร้อยเมตร ดับเครื่องยนต์ จุดที่รถของรฎาและปารมีจอดอยู่ห่างเสาไฟฟ้าพอประมาณ จึงทำให้คนในรถกระบะอาจมองไม่เห็นพวกเธอได้ หากก้มศีรษะให้ต่ำในระนาบคอนโซลรถเพื่อสอดส่องความเป็นไป ซึ่งทั้งสองเองก็รู้ตัวทันทีว่าต้องทำแบบนั้น
“แก…ฉันกลัว” ปารมีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน ขณะที่ก้มหัว มองต่ำไปยังเบื้องหน้า
“ใจเย็น ไม่มีอะไรหรอกแก” แม้ตัวเองจะรู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นรฎาก็ปลอบเพื่อนสาวไม่ให้กลัวจนเกินไป มองนาฬิกาพบว่าผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงหลังปารมีวางสายจากพี่แม็ก แต่รู้สึกว่ามันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน อีกกว่าชั่วโมงครึ่งที่คนรักของปารมีจะมาถึง
ท้ายที่สุดประตูรถคันนั้นก็ถูกเปิดออก รฎากับปารมีรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากอก ด้วยเพราะกระแสความคิดวนเวียนคาดเดาไปต่าง ๆ นานา กลัวว่าพวกนั้นจะเป็นพวกไม่หวังดี หากมีอาวุธก็อาจตรงมาเล่นงานพวกเธอที่รถได้ เหมือนกับในหนังสยองขวัญหรือหนังฆาตกรรมที่เคยดูบ่อย ๆ
แต่เรื่องกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะประตูฝั่งของรฎาที่ไม่ได้ปิดสนิท ทำให้ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากรถกระบะเบื้องหน้า เป็นเสียงร้องของผู้หญิงกำลังขอความช่วยเหลือ เงามืดของชายคนหนึ่งฉุดกระชากร่างเล็กกว่าลงมาจากฝั่งข้างคนขับ จนอีกคนหนึ่งจากฝั่งคนขับลงมาสมทบ คาดเดาจากความมืด สันนิษฐานว่าทั้งสองสวมหมวกไหมพรมและเสื้อแจ็กเกตสีดำ และเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้เดินทางมากันสองคน หากแต่ยังมีหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้นด้วย
ชายคนเดิมดึงแขนหญิงสาวที่ล้มลงบนพื้น ถูลู่ถูกังลงหาดที่มีต้นมะพร้าวอยู่ริมขอบถนน เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของเธอยังดังลั่น กระตุ้นให้รฎาและปารมีใจเต้นแรง
“ทำไงดี เราลงไปช่วยดีมั้ย ?” ปารมีเอ่ยออกมาทั้ง ๆ ที่หวาดกลัว หันมามองหน้ารฎาในความสลัว
รฎาเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง เหงื่อผุดพรายบนใบหน้า รู้สึกร้อนอบอ้าวขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อากาศภายนอกเย็นสบาย เธออยากจะช่วยหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น แต่เธอไม่มีอาวุธใด ๆ ติดตัวเลยในตอนนี้ เธอไม่มีศิลปะการต่อสู้ เธอไม่เคยมีเรื่องกับใคร จุดจบของพลเมืองดีหลายคนที่เคยดูในหนังเป็นอย่างไร ไม่พ้นความตาย มีเพียงส่วนน้อยที่รอด
“ฉันจะโทรแจ้งตำรวจ” รฎาหยิบมือถือขึ้นมา เตรียมจะกดโทร แต่ปรากฏว่ามันเปิดไม่ติด
ปารมีลองหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูบ้าง ก็พบว่าหน้าจอดับอีกเช่นกัน แบตของพวกเธอคงเสื่อมสภาพจนหมดลงเอง มันเป็นอยู่บ่อยครั้ง เท่ากับหนนี้ถูกตัดขาดจากการติดต่ออย่างสิ้นเชิง
“ฎา…ทำไงดี ฉันกลัว ฉันอยากไปช่วยเธอ”
รฎานิ่ง เธอนิ่งยิ่งกว่าทุกครั้ง การเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในสถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเลย เหมือนกับการแกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่นั่นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เชียวนะ หนึ่งชีวิตของเธอมีค่ามากกว่าที่จะให้ผู้ชายสองคนนั้นเหยียบย่ำ แต่ถ้าพวกมันมีปืนล่ะ ความคิดมากมายไหลปะทะกันทำให้เธอสับสน สุดท้ายก็ลองควานหาอะไรที่พอจะพกติดตัวเป็นอาวุธได้ ก่อนจะเจอประแจสองอันที่อยู่ตรงที่พักเท้าเบาะหลัง หากมันไม่มีปืน ประแจนี่คงพอจะเอาเลือดหัวมันออกได้
“แกไม่ต้องไป เดี๋ยวฉันลงไปดูเอง”
“จะบ้าเหรอฎา ไม่ ฉันไม่ยอม ถ้าจะลงไปก็ไปด้วยกันนี่แหละ” ปารมีคว้าประแจถือให้มั่น เปิดประตูลงรถนำหน้าไปก่อน รฎาสบถเบา ๆ ไม่กล้าพูดเสียงดังมาก ปกติปารมีจะนิ่งสงบกว่านี้ แต่พอเป็นเรื่องของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เธอจะต่างไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมท้าชน หากมันจะทำให้อีกฝ่ายรอดได้
ปารมีเดินเชื่องช้า พยายามก้มตัวต่ำ ใช้ต้นมะพร้าวเป็นที่กำบังตัว ชายสองคนนั้นลากหญิงเคราะห์ร้ายลงหาดไปเรื่อย ๆ ลมทะเลกลางคืนตีแสกหน้า หอบเอากลิ่นเค็มเจือมากับอากาศ พวกมันไม่สังเกตเห็นปารมี นั่นจึงนับว่าเป็นเรื่องดี
รฎาเดินมาสมทบด้านข้าง สอดส่องพฤติการณ์คนใจทราม หากพ้นจากจุดที่เธอยืนไปจะเป็นหาดโล่ง ถัดจากหาดเป็นแนวกำแพงหินกั้นคลื่นเรียงรายตลอดหาด เท่ากับไม่มีที่กำบังอีกต่อไป ความสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นคือพวกเธอไม่รู้ว่าพวกมันมีปืนหรือไม่ สุ่มสี่สุ่มห้าหากวิ่งไปแล้วโดนยิงขึ้นมา คงได้กลายเป็นศพเฝ้าทะเลอยู่ตรงนี้กันสองคน
ผู้หญิงคนนั้นโดนกระชากผม ตบ ตี จากร่างสูงใหญ่ทั้งสองอย่างไร้ความปราณี ร่างของเธอขดงอเป็นกุ้ง กุมท้องด้วยความเจ็บปวดอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าโกรธแค้นกันเรื่องไหนมาถึงได้มาทำร้ายกันที่นี่ หาดยามนี้ร้างไร้ผู้คน ไม่มีแม้แต่หมาสักตัวเดินผ่าน กว่าจะมีบ้านก็อยู่ห่างออกไปอีกพอประมาณ เมื่อรฎากำลังคิดกับตัวเองว่าจะหาจังหวะไหนไปช่วย จู่ๆ หนึ่งในผู้ชายคนนั้นก็ทำในสิ่งที่เธอและปารมีไม่คาดคิด
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่น รฎากับปารมีเกือบกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ เคราะห์ดีที่เอามืดอุดปากไว้ได้ทัน ตอนนี้พวกเธอรู้แล้วว่าพวกมันมีปืน และบัดนี้ร่างของผู้หญิงคนนั้นก็นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง เธอไปสู่อีกโลกหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รฎามองหน้าปารมี เห็นอีกฝ่ายน้ำตาเอ่อคลออย่างหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นระริก เธอเอื้อมมือไปกอดร่างอีกฝ่ายแผ่วเบาปลอบประโลม
“แก ตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วฟังฉันนะ” รฎาสูดลมหายใจเข้าลึก รู้ดีว่าต้องรวบรวมสติของอีกฝ่ายให้ได้ “ฉันรู้ว่าตอนนี้แกกลัว แต่แกฟังฉัน เราค่อยๆ กลับไปที่รถ แล้วอยู่เงียบๆ พวกมันยังไม่เห็นเรา แกอย่าโทษตัวเองที่ช่วยผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ มันไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ตอนนี้แกต้องรักษาตัวเองให้รอดก่อน”
ปารมีพยักหน้ารับทั้งน้ำตา แข้งขาอ่อนแรงเสียจนไม่มีแรงจะก้าวเดินต่อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ฟังรฎา ก่อนค่อยๆ ย่องเดินกลับทางเดิมเงียบๆ
บางจังหวะหญิงสาวลอบมองไปทางด้านหลัง ก่อนที่จะเห็นว่าพวกมันกำลังแบกร่างของหญิงเคราะห์ร้ายไปที่กำแพงหินกั้นคลื่น ไม่รู้ว่าเอาศพทิ้งไว้ตรงนั้นหรืออย่างไร รู้แค่ตอนนี้พวกเธอต้องไปให้ถึงรถอย่างปลอดภัยเท่านั้น
ระยะทางจากต้นมะพร้าวที่แอบซ่อนไปถึงรถไม่ได้ไกลมาก แต่มันกลับดูห่างไกลเหลือเกินในยามที่หวาดกลัวเช่นนี้ วินาทีแห่งความเป็นความตายที่เพิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อหน้าพาให้เธอใจเสีย จากแค่แพลนกลับบ้านทำไมเธอถึงเจอเรื่องราวน่าพรั่นพรึงแบบนี้ได้กัน ในที่สุดเธอก็พาเพื่อนรักมาถึงรถได้อย่าปลอดภัย
พวกมันยังไม่ได้เห็นและตามพวกเธอมา รฎาพาร่างของปารมีขึ้นด้านหลังรถ ให้อีกฝ่ายนอนบนตักของเธอ แง้มประตูฝั่งเธอไว้เล็กน้อยให้มีอากาศหายใจ รฎารับหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ มองพวกมันที่อยู่ตรงหาด ตอนนี้เธอไม่เห็นอีกแล้วว่าพวกมันจัดการกับศพหญิงสาวคนนั้นยังไงต่อ มองนาฬิกาข้อมือพบว่าใกล้ห้าทุ่มแล้ว อีกไม่นานคนรักของปารมีจะมาช่วยเหลือพวกเธอ เมื่อนั้นพวกเธอจะรอดพ้นจากสถานการณ์นี้
เวลาผ่านไปยืดยาดเสียจนน่ารำคาญ กระทั่งปารมีผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว หากแต่รฎากลับไม่สามารถข่มตาลงได้ ด้วยเพราะกระบะคันดำยังจอดแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า ไม่มีร่างของสองฆาตกรใจโหดโผล่ออกมาแล้วขับออกไป ความคิดด้านลบประเดประดังเข้ามา หรือว่าพวกมันจะเห็นพวกเธอเข้าให้แล้ว หรือว่าพวกมันกำลังมุ่งหน้ามาเตรียมเล่นงานเธอ รฎาไม่มีทางรู้เลย เป็นตาของรฎาเองที่เริ่มรู้สึกง่วงจนไม่สามารถทนฝืนได้อีกต่อไป สุดท้ายนิทราก็พรากเธอไปจากโลกความเป็นจริง ฟุบลงบนร่างของปารมีที่นอนบนตักอยู่อย่างนั้น
รฎาสะดุ้งตื่น สะลึมสะลือ พยายามประกอบความคิดว่าเธอผล็อยหลับไปนานแค่ไหนกัน เมื่อรวบรวมสติได้ก็รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นคืออะไร นั่นจึงทำให้หญิงสาวมองกระจกรถเบื้องหน้าด้วยใจระทึก ก่อนจะพบว่าบัดนี้ไร้ซึ่งกระบะสีดำคันนั้นแล้ว
ไม่มีรถ ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีคนแปลกหน้า มีเพียงเสียงเสียดสีใบมะพร้าวแกรกกราก และลมวู่หวิวที่ลอดตามช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงน้อยนิดผะแผ่ว
ก้มมองนาฬิกาตรงข้อมืออีกครั้ง หาจุดที่สว่างพอให้เห็นเข็มวินาที เธอเผลอหลับไปแค่สิบนาทีแต่มันดูนานราวกับหลายชั่วโมง เห็นปารมียังนอนนิ่ง ดวงหน้าผุดพรายเม็ดเหงื่อ คิ้วชนเข้าหากัน ร่างกระตุกบางครั้งอย่างไม่สบายตัวนัก รฎาใช้มือพัดให้เพื่อนรัก หวังให้เพียงน้อยนิดคลายร้อนให้เพื่อนสาวได้บ้าง พอดีกับที่มีไฟหน้ารถคันหนึ่งสวนมาและจอดฝั่งเดียวกับเธอ เมื่อประตูรถเปิดออก จึงพบว่าเป็นพี่แม็กคนรักของปารมีที่เดินทางมารับแล้ว รฎาใจชื้น หายใจเต็มปอดเป็นครั้งแรกหลังผ่านเรื่องไม่คาดฝันมา พวกเธอรอดแล้วในคืนนี้
ระหว่างทางกลับสงขลา ทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พี่แม็กฟัง ใจเต้นระส่ำ ตะกุกตะกัก ทั้งที่คิดว่าหลุดพ้นจากเหตุการณ์นั้นมาแล้ว แต่เสียงกรีดร้องของหญิงเคราะห์ร้าย เสียงปืน และภาพที่ถูกกระชาก ยังแจ่มชัดกังวานในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า พี่แม็กรับปากว่าจะรีบพาไปแจ้งความทันทีในตอนเช้า พร่ำบอกว่าพวกเธอทั้งสองโชคดีมากที่ไม่ถูกพวกมันทำร้ายเอาในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ เช่นเดียวกับพวกเธอที่ขอบคุณปาฏิหาริย์ครั้งนี้เอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ
ตลอดทางรฎาและปารมีต่างเงียบ เม้มริมฝีปากแน่น สร้างภาพเรือนร่างไร้ลมหายใจและบาดแผลใครคนหนึ่งเอาไว้หลังกำแพงหินกั้นคลื่น วนเวียนในมโนสำนึกและเส้นทางเป็นไปได้มากมายหากเข้าไปช่วยเหลือเธอไว้ได้ทัน
ในแง่หนึ่งรฎาและปารมีต่างเชื่อมั่นในสิ่งที่ประสบ ยามฆานประสาทเปิดรับกลิ่นทั้งหมด ฝังแน่นต่อความทรงจำของกล้ามเนื้อ ทุกความพลุ่งพล่านของการสูบฉีดเลือด ทุกความตระหนกและหวาดกลัว พวกเธอมั่นใจว่าสิ่งนั้นคือความจริง หากแต่ในอีกแง่หนึ่งกลับเสียดสั่นคลอนขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม ตั้งคำถามถึงการรอดพ้น รฎากับปารมีเก็บกลืนความรู้สึกนั้นไว้ จนกว่าจะรุ่งเช้า หากตำรวจไปถึง คำตอบคงปรากฏ






พาร่าง…ขึ้นรถ ร่างใช้กับคนที่ยังมีชีวิตด้วยเหรอ อ่านแล้วรู้สึกสองคนนี้ก็ตายไปแล้ว แค่สงสัยนะครับ อย่างไรก็ขอบคุณครับ อ่านเพลินดี