“คนน่ากลัวกว่าผี” : เมื่อความตายไม่ได้มีแค่ในท่านั่ง
สีสันหน้าปกที่จัดจ้านลายเส้นการ์ตูนไทยสมัยก่อน เขานอนตายในท่านั่ง นวนิยายประโลมโลก ส่วนผสมของอารมณ์ขัน ชวนฝัน และอีกฟากหนึ่ง นิยายชีวิต...
สีสันหน้าปกที่จัดจ้านกับลายเส้นการ์ตูนไทยสมัยก่อน ชวนให้เรานึกถึงการ์ตูนผีเล่มละบาทที่อยู่คนไทยมาอย่างยาวนาน เขานอนตายในท่านั่ง นวนิยายประโลมโลก ส่วนผสมของอารมณ์ขัน ชวนหัว ชวนฝัน และอีกฟากหนึ่ง ก็เป็นนิยายชีวิต ที่มีความดราม่าเข้มข้น ร้อยเรียงโดย ศิวรัฐ หาญพาณิช จะพาผู้อ่านไปสัมผัสมิติลึกซึ้งถึงก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ที่แสนซับซ้อนยากหยั่งถึง
สารบัญ
ใครหลายคนคงเคยผ่านตากับนวนิยายชายรักชายกันมาหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น โรแมนซ์ ดราม่า ฮอเรอร์ แฟนตาซี พล็อตเรื่องที่แตกต่างตามสไตล์ของนักเขียนแต่ละคน ทำให้เราสัมผัสกับรสชาติความสนุกที่ไม่ซ้ำกัน นวนิยาย เขานอนตายในท่านั่ง คือนิยายที่บอกเล่าความสัมพันธ์ของคู่รักชายคู่หนึ่งและความตาย
ผู้อ่านอาจจะคิดว่านิยายเล่มนี้อาจบอกเล่าเพียงความรักของคนสองคน พ่อแง่แม่งอน หรือความตายที่พรากคนสองคนออกจากกัน แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ความพิเศษของเรื่องนี้ คือการทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่นอกเหนือจากคนสองคนนี้ ตัวละครรอบตัวที่รายล้อม ตัวละคร “ตะวัน” ตัวเอกของเรื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ ความซับซ้อนทางความคิด จิตใจ ทำให้คนเรากระทำบางอย่างที่ทั้งดีและไม่ดี สุดท้ายการกระทำเหล่านั่นย่อมส่งผลต่ออนาคต
“เขานอนตายในท่านั่ง” บอกเล่าเรื่องราวบรรยากาศความธรรมดาที่พบได้ทั่วไป ชุมชนในตลาด โรงเรียน วัด เมืองหลวง คือฉากชีวิตของกลุ่มคนตัวเล็กๆ มานำเสนอผ่านอาชีพของตัวละคร วินมอเตอร์ไซค์, หมอนวด, ช่างเย็บผ้า, ทหาร, พระ ตลอดจนคนทรง ศิวรัฐนำความคุ้นชินเหล่านี้มาทำให้ผู้อ่านเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ตั้งแต่เชิงโครงสร้าง สถาบันครอบครัว โรงเรียน หล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเป็นอย่างไร จะกลายเป็นคนดีหรือเลวร้าย เราไม่อาจทราบได้ ถ้ายังไม่ได้อ่านนวนิยายเล่มนี้ ร่วมแต่งเติมสีสันเรื่องราวไปพร้อมกับศิวรัฐได้ใน “เขานอนตายในท่านั่ง” ความประโลมโลกที่แฝงการเสียดสีสังคม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม
เมื่อ “คน” น่ากลัวกว่าผี
สำนวนที่ว่า “คนน่ากลัวกว่าผี” ดูท่าจะใช้ได้จริงกับเรื่องราวของ “เขานอนตายในท่านั่ง” ความน่ากลัวไม่ได้เกิดจากสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาและความรู้สึกนึกคิดอย่าง “คน”
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตซับซ้อน คาดเดาได้ยากและเหนือความคาดหมาย การกระทำบางอย่างนำไปสู่จุดจบได้โดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “ความตาย” คนเราสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นตายได้ทั้งในความคิดและในความเป็นจริง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งทางกายและวาจา ล้วนสร้างบาดแผลให้กับผู้อื่นไม่เว้นแม้แต่ตัวของเราเอง
ความตายที่ไม่ได้มีแค่ของ “ตะวัน” ความตายในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับตะวันเพียงคนเดียว แต่เกิดขึ้นกับตัวละครอื่นอีกหลายคน ในความหมายที่ลึกกว่าการสิ้นลมหายใจ
“พี่เอก” คือตัวละครที่บอกเล่าความเน่าเฟะของวงการสงฆ์ ความไร้เดียงสาของเด็กชายคนหนึ่งถูกบดขยี้จนเกิดบาดแผลลึกในจิตใจ โดยผู้ที่ลงมือใช้ประโยชน์จากแรงศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาเป็นช่องทางกระทำสิ่งเลวร้าย ผู้เขียนถ่ายทอดช่วงเวลานี้ได้อย่างน่าสะเทือนใจ
“เด็กชายเอกพาร่างตนเองที่ล่องลอยเหมือนคนไร้วิญญาณกลับมานอนซมเดียวดายในกุฏิหลังเล็ก ไม่กริ่งเกรงผีร้ายที่มองไม่เห็นอีกต่อไป เหลือไว้เพียงหวาดกลัวผีห่าซาตานในกายหยาบที่คลาบฉาบไว้ด้วยภาพของบุรุษรูปงามน่าเลื่อมใส อาศัยความงมงายโป้ปดลวงหลอกให้ผู้คนเคารพยกย่อง”
(ห.123 เขานอนตายในท่านั่ง : ศิวรัฐ หาญพาณิช)
ประโยคนี้ตอกย้ำสำนวนที่ว่า “คนน่ากลัวกว่าผี” ผีที่เด็กชายเคยกลัวไม่มีความหมายอีกต่อไป เมื่อเขาได้เจอ “ผี” ที่แท้จริง คือคนที่สวมหน้ากากแห่งความศรัทธา
ความโหดร้ายนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเวลาผ่านไป เด็กชายถูกกระทำตั้งแต่ยังมีคำนำหน้าชื่อว่า “เด็กชาย” จนเติบโตเป็น “นาย” บาดแผลไม่เคยจางหาย และการหลุดพ้นที่แท้จริงของเขาอาจหมายถึงการได้แก้แค้นคนที่ทำร้ายตน ความเจ็บปวดบางชนิดดูเหมือนจะถูกลบล้างได้ด้วยการเอาคืนให้ถึงที่สุด ซึ่งเป็นคำถามทางศีลธรรมที่เรื่องทิ้งไว้ให้ผู้อ่านครุ่นคิดต่อ
ก้อย : บาดแผลของมนุษย์หนึ่ง ความตายของอีกคน
ตัวละครอีกคนที่ทิ้งความรู้สึกหนักอึ้งไว้คือ “ก้อย” เพื่อนสาวคนสนิทของตะวัน เธอสูญเสียทั้งลูกและตัวตนของตัวเอง ก้อยกลายเป็นผู้หญิงที่จมอยู่กับความทุกข์และความรู้สึกผิด ไม่อาจก้าวข้ามความทรมานนี้ไปได้ เธอพยายามหาทางออกจากความเจ็บปวด ทั้งทางวิทยาศาสตร์ (ยานอนหลับ) ทางไสยศาสตร์ (หมอผี) และทางธรรม(พระ) แต่ดูเหมือนไม่มีทางใดพาเธอหลุดพ้นได้จริง สะท้อนให้เห็นว่าบาดแผลในใจนั้นไม่มียาขนานใดรักษาได้ง่าย
ต้นเหตุแห่งความทุกข์ของก้อยคือการไปทำแท้งที่ผิดกฎหมาย การตายของเด็กคนหนึ่งทิ้งบาดแผลไว้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และความป่วยของเธอยังลามไปถึงตะวัน จนเขากลายเป็นคนป่วยอีกคน ความเศร้าและความมืดหม่นที่สะสมจึงนำไปสู่การตายในท่านั่งของตะวันในที่สุด
“ก้อยนอนจมลึกในกองน้ำตาของตัวเองอยู่อย่างงั้นผ่านวันผ่านคืน โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าความป่วยไข้ของใจตัวเองนั้นได้สร้างคนป่วยไข้ขึ้นมาใหม่อีกคน”
(ห.155 เขานอนตายในท่านั่ง : ศิวรัฐ หาญพาณิช)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่แพร่กระจายได้ คนที่จมอยู่กับความเจ็บปวดอาจไม่รู้เลยว่ากำลังส่งต่อความเจ็บปวดนั้นไปยังคนที่รักตน ก้อยไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร เธอแค่เจ็บเกินกว่าจะมีแรงดูแลใจตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นตะวันเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างเธอทุกวัน คอยปลอบ คอยฟัง คอยพยุงให้เธอผ่านแต่ละคืนไปให้ได้ เมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งที่ตะวันรับเข้ามาจึงไม่ใช่แค่ “เรื่องของเพื่อน” แต่เป็น “ความเศร้าของตัวเอง” โดยที่เขาเองก็อาจไม่ทันสังเกต
เหมือนคนที่ยืนข้างกองไฟทุกวัน ไม่ได้โดนไฟลวกโดยตรง แต่ควันที่สะสมเข้าไปทีละน้อยก็ทำให้ป่วยได้ในที่สุด ความทุกข์ของก้อยจึงทำงานแบบนั้น มันไม่ได้ระเบิดออกมาให้เห็นชัดๆ แต่ค่อยๆ ลามผ่านบรรยากาศในห้อง ผ่านน้ำตาที่เห็นซ้ำๆ ผ่านความเงียบที่หนักอึ้ง จนอีกคนหนึ่งเริ่มหม่นลงตามไปด้วย
และนี่คือสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุด เพราะทั้งสองคนต่างก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเจตนา ก้อยไม่รู้ว่าความป่วยของใจตัวเองกำลังกัดกินคนข้างกาย ส่วนตะวันก็เลือกที่จะอยู่ข้างเพื่อนเพราะรัก แต่ความรักที่ไม่มีที่พักใจให้ตัวเอง ก็อาจพาเราไปสู่จุดที่ไม่มีใครอยากให้ถึง
ความตายของ “ความเป็นผู้หญิง” ในแม่ส่งศรี
ความตายอีกแบบหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าน่าสนใจ ไม่ใช่การตายของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่คือการตายของ “ความเป็นผู้หญิง” ในตัว “แม่ส่งศรี” แม่ของตะวัน วัยสาวของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่น เธอหลงเชื่อคำพูดของผู้ชายที่สัญญาวาดฝันหวานว่าจะมาสู่ขอและสร้างครอบครัวไปด้วยกัน แต่ความเป็นจริงคือเธอถูกทิ้งไว้พร้อมกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม
ภาระหนักนี้ทำให้เธอห่างเหินกับลูกของตัวเอง แม่ส่งศรีต้องกลายเป็นเสาหลักของบ้าน ทำงานหนักเพื่อหาเงินซื้อข้าวสารมากรอกหม้อให้ทุกคนมีกิน หน้าที่อบรมเลี้ยงดูจึงตกเป็นของ ยายสมทรง แทน
หาเงินมาดูแล 3 ปาก 3 ท้อง 3 ชีวิต ไม่เคยคิดหวังรางวัลลูกกตัญญูหรือแม่ว่าแม่ตัวอย่าง สิ่งเดียวที่ตั้งใจคือที่บ้าน 2 ชั้นต้องมีข้าวสารกรอกหม้ออยู่เสมอ
(ห.182 เขานอนตายในท่านั่ง : ศิวรัฐ หาญพาณิช)
ภาษารักของแม่ส่งศรีคือการทำให้ลูกมีกินมีใช้ไม่ลำบาก มากกว่าการใส่ใจหรือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เมื่อตะวันจากไป เธอจึงเสียใจและย้อนนึกถึงอดีตที่ไม่ได้ใส่ใจลูกมากพอ
แม่ส่งศรีรู้ตัวดีว่าความรักผูกพันได้ก่อกำเนิดและเติบโตขึ้นในอก แต่มันล่วงเลยนานกว่าจะแสดงให้ลูกรู้ว่าแม่ทั้งรักทั้งห่วง เหินห่างเนิ่นนานเกินกว่าจะย้อนวันเวลากลับมาเริ่มใหม่ กระทั่งรู้แจ้งว่าสายเกินไปในวันที่ลูกจากลาไปตลอดกาล
(ห.184 เขานอนตายในท่านั่ง : ศิวรัฐ หาญพาณิช)
ตัวละครนี้ทำให้ผู้อ่านย้อนมองว่า ความรักที่ไม่ถูกแสดงออกด้วยคำพูดหรือความใกล้ชิด อาจกลายเป็นความน่าเสียดายที่ไม่มีวันแก้ไขได้ และผู้หญิงที่ต้องแบกภาระชีวิตตามลำพังก็มักสูญเสียบางส่วนของตัวตนไปโดยไม่มีใครสังเกต
ลองคิดดูว่าแม่ส่งศรีรักลูกน้อยกว่าแม่คนอื่นหรือเปล่า คำตอบคือไม่เลย ความรักของเธอมีอยู่จริงและใหญ่มาก เพียงแต่มันถูกแปลงรูปเป็นข้าวสารในหม้อ เป็นค่ากินค่าอยู่ ทุกวันที่เธอทำงานหนัก คือวันที่เธอบอกรักลูกในแบบเดียวที่เธอรู้จัก แต่เด็กคนหนึ่งไม่ได้อ่านภาษารักแบบนี้ออกเสมอไป สิ่งที่เด็กต้องการบางครั้งเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างคำถามว่า “วันนี้เป็นยังไงบ้าง” หรือการนั่งกินข้าวด้วยกันโดยไม่ต้องรีบไปไหน เมื่อสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปนานเข้า ช่องว่างระหว่างแม่กับลูกก็กว้างขึ้นทีละนิด จนวันที่แม่อยากข้ามไปหา อีกฝ่ายก็จากไปแล้ว
นี่คือความเสียดายที่เจ็บที่สุดของเรื่องนี้ เพราะมันไม่ใช่ความผิดที่เกิดจากความเกลียดชัง แต่เกิดจากความรักที่มาช้าเกินไป และเรามักคิดว่า ‘ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยบอก’ ทั้งที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะมี ‘เดี๋ยว’ ให้เสมอ
อีกด้านหนึ่งที่ผู้เขียนซ่อนไว้อย่างแนบเนียนคือการค่อยๆ หายไปของตัวตนผู้หญิงคนหนึ่ง แม่ส่งศรีเคยเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่สนคำใคร แต่กลับตกหลุมเชื่อในคำสัญญาโป้ปดมดเท็จ เคยฝันถึงครอบครัวอบอุ่น แต่เมื่อถูกทิ้งไว้กับท้องที่ไม่พร้อมและภาระที่ต้องแบก ความฝันเหล่านั้นก็ถูกเก็บลงลิ้นชักไปเงียบๆ เธอไม่มีเวลาถามตัวเองว่าอยากได้อะไร เหนื่อยไหม หรือเสียใจกับอะไร เพราะทุกวันมีแต่คำถามว่า ‘พรุ่งนี้จะมีเงินพอไหม’ คนรอบข้างเห็นเธอเป็นเสาหลักที่แข็งแรง จึงไม่มีใครทันสังเกตว่าเสาต้นนั้นกำลังสึกกร่อนอยู่ข้างใน
ภาพแบบนี้ไม่ไกลตัวเลย ในชีวิตจริงมีแม่เลี้ยงเดี่ยวและผู้หญิงอีกมากที่ถูกคาดหวังให้เข้มแข็งตลอดเวลา จนไม่มีใครถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง คำชมที่ได้ยินบ่อยคือ ‘เก่งจังเลย’ แต่คำถามที่ขาดหายคือ ‘เหนื่อยไหม’ และเมื่อความเป็นตัวของตัวเองถูกพับเก็บนานเข้า วันหนึ่งเธอก็อาจลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นใคร ต้องการอะไร
นอกเหนือจากความเป็นนิยายชีวิต ตัวละครที่แต่งแต้มสีสันให้กับ เขานอนตายในท่านั่ง ที่ฉันจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ยายสมทรง เจ๊กบและณเดชน์ ตัวละครที่สร้างเสียงหัวเราะ ความตลกร้าย ชวนให้ผู้อ่านรู้สึกถึงคำว่า “นี่แหละชีวิต” ชีวิตคงไม่มีอะไรเลวร้ายถึงที่สุดยังคงมีเรื่องราวดีๆ อยู่บ้าง คนที่ห่วงใย มอบความรัก หยิบยื่นโอกาสให้ได้เรียน ได้ทำงาน ตลอดจนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตัวละครเหล่านี้เป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ตะวันมี “ความครบรส” และมีความเป็นมนุษย์
หน้าสุดท้ายของเขานอนตายในท่านั่ง
ถ้าคุณกำลังมองหานิยายที่อ่านจบแล้วยัง “ค้างคาอยู่ในใจ” เขานอนตายในท่านั่ง คือคำตอบ
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ขายความหลอนอย่างที่ชื่ออาจทำให้เข้าใจ แต่พาเราไปเจอความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น คือความจริงของ “คน” ที่ทำร้ายกันได้ทั้งด้วยคำพูด ด้วยความเงียบ ด้วยความศรัทธาที่ถูกบิดเบือน และแม้แต่ด้วยความรัก ทุกเรื่องราวในเล่มอาจใกล้ตัวกว่าที่คิด ใกล้พอที่จะทำให้เราต้องวางหนังสือลงสักครู่ แล้วนึกถึงใครบางคนในชีวิต
แต่เล่มนี้ไม่ได้พาเราจมอยู่กับความมืดเพียงอย่างเดียว เพราะยายสมทรง เจ๊กบ และณเดชน์ จะทำให้เราหัวเราะออกมาได้ท่ามกลางเรื่องราวหนักอึ้ง เมื่อปิดหนังสือเล่มนี้ลง ฉันได้เห็นมิติของสังคม มนุษย์ เพศวิถี และรสนิยม ผ่านการเล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อน ภาษาเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งถึงใจ ส่วนตอนจบที่พลิกเหนือความคาดหมายก็ทำให้เรื่องสนุกและน่าติดตามยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้ ฉันขอชื่นชมคุณศิวรัฐในการเขียนบทสนทนาของตัวละคร ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในเหตุการณ์จริง และเชื่อว่า ‘เขาพูดแบบนี้จริงๆ’ โดยเฉพาะยายสมทรงและเจ๊กบ สองตัวละครโปรดของฉัน
เขานอนตายในท่านั่ง เป็นหนังสือที่เมื่ออ่านจบแล้ว เราจะมองคนรอบตัวต่างไปจากเดิม และบางทีอาจมองตัวเองต่างไปด้วย
ฝากไว้ก่อนจากกัน ในเรื่อง เขานอนตายในท่านั่ง มีการกระทำของตัวละครหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง ตอนอ่านฉันเองก็อดคิดไม่ได้ว่า “ไม่น่าเลย” ในหลายครั้ง แต่ก็อย่าลืมว่านี่คือ นิยาย นักเขียนมีเสรีภาพที่จะหยิบเรื่องมืดๆ ขึ้นมาเล่า เพื่อให้เราเห็นสิ่งที่เรามักเลี่ยงไม่อยากมอง การที่ตัวละครทำอะไรสักอย่างในเรื่อง ไม่ได้แปลว่าผู้เขียนเห็นด้วย หรือสิ่งนั้นคือสิ่งที่ควรทำ ตรงกันข้าม บางครั้งนิยายก็ใส่ความผิดพลาดไว้ให้เราดู เพื่อให้เรามองเห็นราคาที่ต้องจ่าย
ที่สำคัญคือ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิต มีเด็กที่ถูกทำร้ายภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือ มีคนที่เจ็บปวดจนไม่รู้จะไปทางไหน และมีครอบครัวที่รักกันแต่ไม่เคยพูดออกมา ถ้าได้อ่านแล้วรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ หรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครคนไหน ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะนั่นแปลว่าเรากำลังใช้วิจารณญาณอยู่
หนังสือดีไม่จำเป็นต้องสอนเราว่าอะไรถูกอะไรผิดตรงๆ แต่ควรทำให้เราหยุดคิดและตัดสินด้วยตัวเอง และ “เขานอนตายในท่านั่ง” ทำหน้าที่นั้นได้ดีทีเดียว ถ้าใครได้หยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ขอให้อ่านด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง และสมองที่ตื่นรู้อยู่เสมอ แล้วมาแลกเปลี่ยนกันว่าคุณคิดอย่างไรกับตัวละครเหล่านี้
ความทุกข์ที่ถูกเก็บไว้เงียบๆ มักลุกลามไปถึงคนที่เรารัก เหมือนที่เกิดขึ้นในเรื่อง ดังนั้นหากวันหนึ่งเราหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญเรื่องหนักใจ ขอให้จำไว้ว่าการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการดูแลหัวใจตัวเองให้ทันก่อนสายเกินไป





No Comment! Be the first one.