Table of Contents
พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ โดย วีรพร นิติประภา นักเขียนที่ได้รับรางวัลซีไรต์ถึง 2 สมัย ในปี 2558 กับนวนิยายเรื่อง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต และอีกครั้งในปี 2561 กับเรื่อง พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ อีกทั้งเธอยังเป็นนักเขียนหญิงคนแรกที่ได้รางวัลซีไรต์ถึงสองสมัยติดอีกด้วย

ในนวนิยายเรื่อง พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ เรื่องราวของครอบครัวชาวจีนตระกูลแซ่ตั้งที่อพยพมาอยู่ในเมืองไทยกับคำสาปประจำตระกูล ข้ามผ่านช่วงเวลาประวัติศาสตร์ไทยและจีน อย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จวบจนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2516 ผ่านความทรงจำที่ทยอยหาย เลือนราง สลับสับเปลี่ยน ผ่านความทรงจำในความทรงจำของแมวกุหลาบดำ ไม่เพียงแต่ทรงจำของเรื่องราวโศกนาฏกรรมเหล่านี้เลือนรางแต่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เองก็คลับคล้ายคลับคลาจะจางหายจนไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นความจริงหรือสิ่งสมมุติ
เรื่องราวของตระกูลแซ่ตั้งที่ระหกระเหเร่ร่อนมาไทยราวกลางรัชกาลที่ 6 ก่อนจะมาพบกับยายทวดเสงี่ยม จนกระทั่งมีลูกด้วยกัน 5 คน ได้แก่ จงสว่าง, จรุงสิน, เจริดศรี, จิตรไสว, และจรัสแสง ตามลำดับ ตัวละครเหล่านี้จะพาเราก้าวเข้าสู่ความทรงจำอันใกล้เลือนหาย ริบหรี่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวครอบครัวชาวจีน ความเห็นแก่ตัว โศกนาฏกรรม และวิธีการหลีกหนีในแต่ละวิธีของตัวละคร
การเล่าเรื่องของนวนิยายเล่มนี้คือสิ่งที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ทำให้เราเห็นว่ามันคือความทรงจำที่ขาดหาย จริง ๆ มีเติมแต่งจากผู้เล่าบ้าง ซึ่งการเล่ากลับหน้าไปหลังกลับหลังไปหน้านึกอะไรออกก็พูดเรื่องนั้น ทำให้นึกถึงเวลาเราเล่าเรื่องอะไรให้ใครฟัง นึกอะไรออกก่อนก็พูดขึ้นมาก่อนประมาณนั้น แม้ว่าจะเล่าไทม์ไลน์สลับไปมาแต่ไม่ได้ทำให้ผู้อ่านสับสน แถมยังสนุกกับการปะติดปะต่อช่วงเวลาไปด้วย อีกหนึ่งอย่างที่อดพูดถึงไม่ได้เลยคือ การเลือกใช้คำศัพท์และสไตล์การเขียนที่โดดเด่น การใช้คำศัพท์ที่หนักเบาทางอารมณ์ทำให้ผู้อ่านอย่างเรา ๆ อินไปกับตัวอักษรและเรื่องเล่า อีกทั้งสไตล์การเขียนโดดเด่นที่มีความเป็นร้อยแก้วทำให้ผู้อ่านนึกภาพตามได้เป็นฉาก ๆ
1 ตาทวดตง
ตัวละครที่ร่อนเร่มาไกลจากจีนและตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ไทย เฝ้าตามหาทางกลับ “บ้าน” และวงศ์ตระกูลของตน และรักที่ตนเฝ้าถวิลหา ก่อนจะมาพบรักกับยายทวดเสงี่ยมที่ถวายงานต้นเครื่องอยู่ในวัง แม้ว่าจะดูมีกิริยาเรียบร้อย แต่กลับมีนิสัยแปลก ๆ ภายในอยู่ลึก ๆ ที่อาจได้รับการตกทอดจากยายของเธอ อีกทั้งยังเกลียดอีกาเป็นที่สุด ด้วยเพราะมีความเชื่อว่าถ้าอีกามาจะเกิดเรื่องไม่ดี ซึ่งอีกาเหล่านี้นี่แหละที่จะกลายเป็นฆาตรกรในอีกไม่นาน
2 จงสว่าง
จงสว่างเป็นตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในเรื่อง พอถึงเวลาที่จงสว่างออกมาเมื่อไหร่ทำเราเสียน้ำตาไปหลายลิตร จงสว่างเป็นคนพูดน้อย มีอะไรไม่ค่อยพูด มีอะไรก็จะเก็บไว้ในใจเสมอ ด้วยความที่จงสว่างเป็นลูกที่ขอมาเลี้ยง พอได้เห็นการกระทำหลายอย่างที่ทำกับจงสว่างก็อดสงสารไม่ได้ ตอนอยากได้ลูกชายสักคนก็ไปพรากลูกมาจากแม่ แต่พอได้มาแล้วกลับไม่ดูแลไม่เอาใจใส่เหมือนวันที่อยากได้เขามาเป็นลูก แม้ว่าคนในบ้านไม่เคยให้ความสำคัญกับจงสว่าง แต่จงสว่างกลับใส่ใจทุกคนในบ้าน ทั้งเป็นคนคอยตามน้อง ๆ กลับบ้าน หรือแม้แต่กลับจากฮ่องกงก็ไม่ลืมที่จะซื้อของติดไม้ติดมือมากฝากน้อง ๆ ท้ายที่สุดแล้วจงสว่างก็ไม่อาจจะรักษาสิ่งอันเป็นที่รักของตนไว้ได้ เขาตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งที่ไม่เคยเป็นของเขาตั้งแต่แรกล่องลอยไกลหนีปัญหา แม้สุดท้ายจะจบลงอย่างโศกนาฏกรรม
“ แต่เหนืออื่นใด หากมีใครในโลกนี้จะเข้าใจว่าขมขื่นจากการเป็นลูกพ่อแม่ไม่รักนั้นทำอะไรคนหนึ่งได้บ้าง…ก็คงมีแต่จงสว่างผู้เดียวเท่านั้น”
(หน้า121 บท11)
3 จรุงสิน
เป็นลูกสาวคนแรก และดูเหมือนจะเป็นตัวละครที่ชีวิตเป็นไปได้ด้วยดี ทั้งการงาน ครอบครัว แต่เจ้ากรรมหรือคำสาปของตระกูลที่ตาทวดตงเคยพูดถึงนั้นกลับทำให้ชีวิตของเธอพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากเธอคลอดลูกชายคนแรกได้ไม่นาน เธอก็มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) จนเกิดโศกนาฏกรรมที่ทำให้ชีวิตครอบครัวของเธอต้องพังลงรวมถึงชีวิตของตัวเธอเองด้วย
4 เจริดศรี
สาวแซ่บประจำตระกูลคู่ปรับกับยายทวดเสงี่ยม เปิดร้านตัดเสื้อในพระนครก่อนที่จะเจอกับรักครั้งแรกที่ทำให้ตัวเองเข็ดกับรักไปอีกนาน จนกระทั่งการมาถึงรักครั้งที่สอง ที่เป็นการคลุมถุงชนแต่ชีวิตรักก็ไม่ได้ราบรื่นจนกระทั่งแม่สามีตาย ตัวเธอเองก็ได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมรักนั้นด้วย กระทั่งมาถึงรักที่ดูจะเป็นรักที่เธอตามหากับรักครั้งที่สามแต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องร้ายกับเธอเสียก่อน เจริดศรีเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีความน่าสนใจ เจริดศรีเป็นคนปากตรงกับใจ คิดอะไรได้ก็จะพูดออกมาเลย ไม่พอใจอะไรก็จะพูดออกมา และยังมีนิสัยปากคอเราะร้าย จนยายทวดเสงี่ยมถึงกับเอ่ยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นกรรมพันธุ์ที่ส่งต่อมาจากแม่ของแม่ของยายทวดเสงี่ยม แน่นอนว่าเธอไม่ใช่ลูกรักของยายเสงี่ยมจึงถูกด่าทอและทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง จนยายทวดเสงี่ยมตั้งสมญานามให้เธอว่า อีเจ็ดหมาเบื่อ แม้ว่าจะดูเป็นตัวละครที่สร้างสีสัน แต่ชีวิตเธอก็เศร้าไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ด้วยความรักที่ไม่สมหวัง การรักลูกไม่เท่าเทียมของครอบครัว อีกทั้งยังมีเรื่องลับ ๆ ที่พอได้รู้แล้วถึงกับต้องอ้าปากค้าง
5 จิตรไสว
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของยายทวดเสงี่ยม เป็นลูกที่ยายทวดเสงี่ยมและตาทวดตงฝากฝังธุรกิจให้กับลูกชายคนนี้ จนหลาย ๆ ครั้งก็มองข้ามจงสว่าง แม้จิตรไสวดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อแย่งหลายสิ่งไปจากจงสว่าง กลับกันความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับแน่นแฟ้นราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน จนกระทั่งถึงจุดแตกหักที่ทำให้ทั้งสองคนมองหน้ากันไม่ติด จิตรไสวเป็นตัวละครที่สะท้อนถึงการหลอกลวง การเห็นแก่ตัว และความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งการกระทำของเขาทำให้เกิดการสูญเสียจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเรื่อง แน่นอนว่าจิตรไสวเลือกที่จะหลีกปัญหาด้วยเหตุการณ์ที่ผู้อ่านเองไม่คาดคิด
6 จรัสแสง
น้องสาวคนสุดท้องอารมณ์ศิลปิน ลูกสาวคนโปรดของตาทวดตง เธอได้พบรักระหว่างที่กำลังเรียนกับหนุ่มมาเลเซีย จรัสแสงเป็นตัวละครที่สะท้อนถึงปัญหาการตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อม ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าตัวละครไม่มีวิธีการรับมือรวมถึงอีกหลาย ๆ ตัวละคร สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเลือกที่จะโยนปัญหานั้นให้กับคนอื่น อย่างไรก็ตามภายหลังจรัสแสงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับปัญหานั้นโดยตัดสินที่จะมูฟออนเพื่อใช้ชีวิตดำเนินการต่อ แต่ไม่นานโชคชะตาหรือคำสาปก็ตีกลับทำให้ชีวิตและลูก ๆ ของเธอต้องเจอกับจุดจบอันเป็นที่สิ้นสุดของตระกูล
ตอนแรกที่ได้ลองหยิบขึ้นมาอ่านก็รู้สึกว่าน่าจะอ่านยากพอสมควร ด้วยคำศัพท์แปลก ๆ หลายคำที่งงงวยไปพักใหญ่ ถึงขั้นทอดใจนิดนึง ด้วยเนื้อเรื่องที่อัดแน่นด้วยอารมณ์ของตัวละครและวิธีการเล่าที่ใกล้จะรู้ตอนจบของตัวละครแล้วแต่โดนขั้นกลางซะก่อนทำเอาเราไม่สามารถหยุดอ่านได้เลย สุดท้ายก็หลงรักวิธีการเขียนสไตล์ วีรพร นิติประภา ไปแล้วถึงกับร้องไห้ตาบวมกับเรื่องราวชีวิตและความรักของตระกูลแซ่ตั้งกับจุดจบชีวิตที่ทำเอาเรานอนเหม่อไปหลายวัน อีกหนึ่งจุดพีคเลยคือ ผู้ที่เล่าเรื่องให้เราฟังดูเหมือนจะเป็นยายกับหลานที่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราฟังใช่ไหมคะ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงทรงจำในทรงจำของเจ้าแมวกุหลาบดำเท่านั้นเอง












