แต่ละพื้นที่ล้วนมีเรื่องเล่าและตำนานที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค จากความเชื่อไปจนถึงประสบการณ์ของผู้เล่า ตำนานเหล่านี้มักจะถูกส่งทอดกันมาแบบปากต่อปากจนทำให้ตำนานเยังคงอยู่ และได้รับการเล่าขานจนมาถึงปัจจุบัน ดั่งคำที่เรามักจะได้ยินบ่อย ๆ ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องว่า “เขาว่ามา” “เขาเล่าว่า” หรือ “เขาบอกว่า” แต่ทุกคนที่ได้ฟังก็มักจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า พวกเรื่องเล่าและตำนานมักจะไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงถ้อยคำที่คนรุ่นก่อน ๆ หยิบยกมาบอกเล่าเพื่อความบันเทิงหรือเป็นคำสอนให้ผู้ฟังกลัวและไม่ทำซ้ำ ยามเราเด็กเราก็มักจะเชื่อเรื่องราวเหล่านั้นจนสนิทใจ แต่พอเติบโตมาเผชิญโลกมากขึ้น เรื่องเล่าและตำนานที่เคยฟังก็ถูกเก็บไปเป็นเพียงเรื่องโคมลอย ที่ไม่มีข้อเท็จจริง
เฉกเช่นในหนังสือเรื่อง “The immortal story : ตำนานนิรันดร์” หนึ่งในเรื่องสั้นที่ถูกรวมอยู่ในหนังสือ “Anecdotes of destiny” ผ่านการประพันธ์ของนักเขียนคนสำคัญในศตวรรษที่ 20 “Karen Blixen” เจ้าของนามปากกาชื่อดังอย่าง “ไอแซค ไดนีเสน” ที่มักเล่าเรื่องราวโดยการนำเอาเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ยุโรปมาผูกโยงเป็นเรื่องราว ภายใต้ธีมยุคโกธิคอันแสนมืดหม่น ผ่านการสอดแทรกปรัชญาและศีลธรรมอย่างแนบเนียน ที่รอให้ผู้หยิบอ่านได้พบเจอความนัยอันลึกซึ้งที่ซุกซ่อนอยู่นี้

ความเชื่อ ความจริง และการกลายเป็นอื่น
โดยเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อมิสเตอ์เคลย์อายุเจ็ดสิบปีที่กำลังผชิญกับโรคข้อต่ออักเสบและใกล้เป็นอัมพาต ความเจ็บปวดจากโรคนี้รุนแรงจนทำให้เศรษฐีชราไม่สามารถนอนหลับได้ในยามค่ำคืน เวลากลางคืนของมิสเตอร์เคลย์ช่างยาวนานและแสนเจ็บปวด จนเมื่อคืนหนึ่งที่มีการปรากฎตัวของเสมียนชายที่มาพร้อมบัญชีที่ได้ทำการแก้ไขแล้ว มิสเตอร์เคลย์ได้เรียกให้เสมียนหนุ่มเข้ามาตรวจสมุดบัญชีพร้อมกับเขาที่นอนราวกับผักปลาอยู่บนเตียงในคฤหาสน์และสภาพแวดล้อมรอบตัวอันแสนโอ่อ่า เมื่อถึงยามเช้าเศรษฐีชรากลับพบว่า ค่ำคืนของเขาไม่ยาวนานอีกต่อไป จึงมีกฎให้ชายหนุ่มเสมียนต้องไปโผล่ในห้องนอนของเขาพร้อมสมุดบัญชีภายในเวลาสามทุ่ม เพื่อนั่งลงข้างเตียงของชายชราเพื่ออ่านใบเรียกเก็บเงิน สัญญา และตัวเลขต่าง ๆ ในกิจการอันใหญ่โตของมิสเตอร์เคลย์ เสมียนหนุ่มทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ
จนวันหนึ่งที่เมื่อทั้งสองทำการทบทวนบัญชีที่ใช้อยู่ในสำนักงานจนครบ ก็เอาบัญชีเมื่อ ห้าปี สิบปีก่อนมาอ่านใหม่ จนเมื่ออ่านข้อตกลงเมื่อยี่สิบปีก่อนซ้ำเป็นครั้งที่สามจบก่อนที่จะกลับไปนอน มิสเตอร์เคลย์กลับเรียกเขาไว้ก่อนจะเอ่ยถามคำถามออกมาด้วยความอึดอัดใจและสงสัยว่าเขาไม่เคยได้ยินเรื่องหนังสือประเภทอื่นบ้างหรือ
เมื่อเห็นว่าเสมียนยังคงงง จึงเอ่ยสำทับไปอีกด้วยความลังเลว่า พวกหหนังสือบันทึก ไม่ใช่ข้อตกลง หรือสัญญาซื้อขาย แต่เป็นหนังสือที่มีคนเขียนไว้ แต่เสมียนหนุ่มก็ยังบอกว่าไม่เคย ก่อนที่บทสนทนาจะสิ้นสุดลงและแยกย้ายกลับบ้านไป แต่เสมียนหนุ่มผู้อยากช่วยมิสเตอร์เคลย์กลับนึกถึงแผ่นกระดาษที่เคยใส่ไว้ก้นหีบที่ได้มาตอนเดินทาง ก่อนจะนำเรื่องเล่าของคำทนายจากศาสดาพยากรณ์อิสยาห์ในกระดาษไปเล่าให้มิสเตอร์เคลย์ฟัง ระหว่างการเล่าก็มักจะมีเสียงสอบถามที่มาของเรื่องเล่าดังกล่าว จนเมื่อเสมียนหนุ่มกล่าวจบ มิสเตอร์เคลย์ก็เริ่มสอบถามลายละเอียดต่างๆ พยายามหาความจริงของเรื่องราวเหล่านี้
เมื่อไม่พบก็คล้ายโกรธเคืองแล้วเอ่ยถ้อยคำปรามาสออกมา “โง่เง่าเสียจริง พยากรณ์สิ่งที่ผ่านไปแล้วพันปีก็ยังไม่เกิด คนเราควรบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต่างหาก” เมื่อกล่าวจบก็เริ่มเล่าเรื่องที่ตนเองเคยได้ยินมาบ้าง เป็นเรื่องที่เศรษฐีชราเคยได้ยินตอนนั่งเรือ
เรื่องของเศรษฐีชราผู้หนึ่งที่เฟ้นหากะลาสีเรือรูปร่างดีเพื่อมาสร้างทายาทให้ตนเองกับภรรยาสาวแสนสวยที่ยังไม่มีลูกมาสืบทอดสมบัติของเศรษฐีชาในเรื่องเล่าสักที ก่อนที่เสมียนหนุ่มจะขัดแล้วเล่าเรื่องดังกล่าวได้เหมือนกับที่มิสเตอร์เคลย์เคยได้ยินมา ก่อนจะเฉลยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเล่าที่กะลาสีเรือมักจะเล่ากันเพียงเพราะอยากจะให้เรื่องราวแสนวิเศษดังกล่าวเกิดขึ้นกับตนเองบ้างเพียงเท่านั้นแม้จะทราบว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีทางเกิดขึ้นจริง มิสเตอร์เคลย์ผู้ที่เชื่อเพียงข้อเท็จจริง และเรื่องที่แน่นอน ยามได้รู้ว่าเรื่องเล่าที่ตนเคยได้ยินและเชื่อมานี้ไม่ใช่เรื่องจริง ก็เหมือนโดนท้าทาย เศรษฐีชราเกิดอาการหัวเสีย งุนงง และโกรธจัดจนพูดไม่ออก ด้วยความโกรธ ความเชื่อในข้อเท็จจริงที่หนักแน่นหรือเพราะอีโก้อะไรก็ตามที่ทำให้มิสเตอร์เคลย์มีความคิดอันแสนแหวกแนวและเอ่ยท้าทายตำนานอันไร้รูปนี้ออกมา
“หากเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันก็จะทำให้มันเกิดขึ้นจริงในเวลานี้” ด้วยความดื้อรั้นนี้ทำให้เกิดการวางแผนเปลี่ยนให้ตำนานเรื่องเล่าจากปากกะลาสีเรือกลายเป็นเรื่องจริงโดยแท้ ไม่ใช่เพียงตำนานลวงหลอกอีกต่อไป โดยการพยายามสร้างสถานการณ์ตามตำนานนั้นโดยให้กะลาสีเรือที่เป็นผู้ถูกเลือก ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องสามารถ “เล่าเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมรายละเอียดทุกประการตามที่ได้เกิดขึ้นกับเขาจริงๆ” โดยมอบหน้าที่ให้ “เอลีชามา” ผู้เป็นเสมียนหนุ่มของมิสเตอร์เคลย์ให้ทำการจัดฉากในครั้งนี้ ไม่สนว่าจะต้องใช้เงินที่เขามีมากมายเพียงใดเพื่อรังสรรค์ตำนานดังกล่าวให้ปรากฎสู่สายตาของเขาในชีวิตจริง
ความรู้สึกหลังการอ่าน
ต้องยอมรับว่าในตอนแรกนั้นผู้รีวิวเลือกอ่านเล่มนี้จากหน้าปกที่มีความสวยตรงใจ แต่เมื่ออ่านเรื่องย่อกลับรู้สึกสนใจมากจนเริ่มหยิบมาอ่าน เมื่ออ่านก็เกิดความรู้สึกไม่แปลกใจที่ “ไอแซค ไดนีเสน” ได้เป็นนักเขียนชื่อดัง เนื่องจากเรื่องราวทีถูกเรียบเรียงมาในเล่มนี้ช่างน่าสนใจ และสนุก ทุกถ้อยคำที่ถูกเขียนผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีจนพาให้ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้ลุ้นและเพลิดเพลินไปกับการท้าทายคำว่า “ตำนาน” ของเศรษฐีชราและเสมียนหนุ่ม ในระหว่างทางการสร้างบทละครของเสมียนหนุ่มได้ทำให้เราได้รู้จักตัวละครมากมาย ที่แต่ละตัวละครนั้นมีเอกลักษณ์และความเป็นคนสูงมากจนน่าตกใจ ทุกการกระทำดูมีความเป็นไปได้มารองรับจนบางทีก็เกิดความรู้สึกสงสารและเข้าใจในการกระทำของตัวละครไปเอง
นอกจากนี้ยังมีการแฝงปรัชญา ศีลธรรม และความนัยซ่อนไว้อีกมากตามเอกลักษณ์งานเขียนของ “ไอแซค ไดนีเสน” ที่ทำให้ผู้อ่านได้ขบคิดถึงถ้อยคำต่าง ๆ ที่ไม่ได้เพียงแค่สร้างความเพลิดเพลิน หากแต่สอดแทรกความนัยมากมาย ต้องชื่นชมผู้แปลอย่างคุณ “อรจิรา โกลากุล” ด้วย ที่สามารถแปลเนื้อหาออกมาด้วยถ้อยคำสวยงาม และคงไว้ซึ่งเนื้อหาอันน่าติดตามที่ซ่อนความนัยรวมถึงปรัชญามากมาย เรียกได้ว่าเป็นหนังสือน้ำดี ที่เหมาะสำหรับหยิบอ่านในยามว่าง และควรค่าแก่การเก็บไว้ในลิสต์มากเลยทีเดียว











