แมวเอ๋ยแมวเหมียว รูปร่างประเปรียวเป็นหนักหนา
ร้องเรียกเหมียว ๆ เดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู
1 “ผู้มีดวงตาเห็นแมว เมื่อเห็นแมวจะเห็นแมวตลอดไป”
แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น บทสนทนาว่าด้วยรอยขีดข่วนของยุคสมัย วรรณกรรมรวมเรื่องสั้นชุ่มชื้นหัวใจของมนุษย์นักเขียน ‘ใบพัด นบน้อม’ ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ ความเหงาและรอยขีดข่วนเล็ก ๆ ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ผ่านมุมมองการใช้ชีวิตแสนเรียบง่ายของแมวทั้งหลายในโลกทุนนิยม และคติความเชื่อแบบ “American Dream (อเมริกันดรีม)” ที่ถูกยกมาใช้ในไทย ราวกับกำลังอ่านหนังสือที่เขียนโดยไลฟ์โค้ช เพียงแต่ไลฟ์เหมียวไม่ได้เขียน
แท้จริงแล้วมนุษย์อาจเกิดมาเพื่อผิดหวังซ้ำ ๆ ดูได้จากการที่เริ่มร้องไห้ตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่ ถ้าไม่ร้องก็โดนคนชุดขาวที่เรียนนาน ๆ ทำการรังแกจนร้องจ้า บางทีแค่อยากจะเกิดมาเท่ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาดันโดนบังคับให้ร้องซะงั้น ตอนเกิดบังคับให้ร้อง พอโตกลับบอกให้หยุดร้องเพราะคนร้องไห้มันดูอ่อนแอ มนุษย์ช่างยากแท้หยั่งถึงแสนเอาแต่ใจ ปากบอกไม่ชอบคนนิสัยไม่ดี พวกเอาแต่ใจนี่ไม่อยากข้องเกี่ยว แต่พอเป็นเจ้าสัตว์ 4 ขาหน้าขน ร้องเหมียว ๆ แสนหยิ่ง กลับยอมคลานเข่าเข้าไปป้อนขนม รักและบูชาตามใจราวว่าตนเองเป็นผู้ศรัทธาส่วนเจ้าหน้าขนเป็นเทพ
ไม่เคยบังคับให้ตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน ไม่เคยคาดหวังใบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมาประดับผนังบ้าน ขอแค่มีพุงนุ่ม ๆ และเสียงครางในลำคอที่บอกถึงความสบายใจ แค่นั้นก็ยิ้มจนแก้มแทบแตก ยอมเสียเงินทั้งเดือนเพื่อซื้อคอนโดมาให้ หวังเพียงอยากเห็นเจ้าก้อนขนขึ้นเอาพุงนุ่ม ๆ ไปประทับ คล้ายหิ้งของเทพเจ้าขนฟู แค่นั้นก็คุ้มกับการอดข้าวทั้งเดือน แม้สุดท้ายกล่องใส่คอนโดดูจะถูกใจกว่าก็เถอะ แต่ทำยังไงได้ก็คนมันรัก บางทีเทพขนฟูก็เข้ามาออดอ้อนขอให้ลูบ ขอให้เล่นด้วยเวลาทำงาน แต่พอจะละสายตาไปเล่นด้วยกลับสะบัดหน้าหันก้นใส่ ยกอุ้งเท้าคล้ายจะก่อสงครามกลางบ้าน เป็นเทพขนฟูตัวจิ๋วที่แสนเอาแต่ใจจนตามใจไม่ทัน ได้แต่ยิ้มแล้วยอมเอาแมวเลียมาถวาย หวังเพียงเทพขนฟูตัวน้อย (พุงอ้วน) จะไม่พิโรธไปเสียก่อน

2 “อยากมีแฟนแค่ตอน 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม 4 ทุ่มก็ง่วงนอนแล้ว”
หนังสือเล่มนี้เริ่มขึ้นด้วยการที่คุณนักเขียนมีโอกาสได้ไปคาเฟ่แมวที่เปิดใหม่แถวบ้าน จนได้เข้าไปคุยกับเจ้าแมวตัวสีส้มที่แน่นอนว่าชื่อ “ส้ม” ทำให้ได้ยินเรื่องราวมากมาย ทั้งปรัชญาฉบับแมวเหมียว เรื่องเมาท์ลูกค้าโดยพนักงานขนฟู ไม่วายบางครั้งยังแอบมานินทากันเองด้วย เป็นช่วงที่นักเขียนค่อย ๆ กระตุ้นเราให้ครุ่นคิดและเริ่มเปรียบเทียบชีวิตแมวกับมนุษย์แบบเนียน ๆ ไม่ยัดเยียด ราวกับคุณนักเขียนเพียงเดินนำเราเข้าไปในโลกของเจ้าเหมียว ส่วนเราจะสนใจเดินตามเข้าไปหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ใจของผู้อ่าน
3 “ประเทศที่คนหนุ่มสาวใช้หมอดู หมอนวด และจิตแพทย์ ฟุ่มเฟือยมากที่สุด”
ในสภาพสังคมที่คนต่างก็พยายามสร้างไลฟ์สไตล์ชีวิตที่สวยหรูในช่องทางโซเชียล ทั้งได้ขึ้นเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง แต่งงาน บางคนซื้อบ้าน บางคนซื้อรถ หน้าจอมือถือปรากฎเพียงความสำเร็จของคนอื่น นิ้วที่ค่อย ๆ ไถหน้าจอราวกับไฟทีค่อยๆเผาไหม้ความภาคภูมิใจในตนเองไปทุก ๆ วัน ‘สดใสอยู่ดี ๆ เศร้าเฉย’ รุ้สึกว่าตนเองยังเก่งไม่พอ สวยไม่พอ ตัวเล็กลีบลงไปในทุก ๆ วัน จะดูอะไรจรรโลงใจก็โดนหาว่าใช้เวลาสูญเปล่า แต่ถ้าเอาแต่ดูอะไรเครียด ๆ ก็จะโดนบอกว่าใช้ชีวิตไม่คุ้ม พอวิ่งเร็วก็บอกให้วิ่งช้า ๆ จะได้ซึบซับบรรยากาศ พอเริ่มวิ่งช้ากลับบบอกว่าให้วิ่งเร็ว ๆ คนอื่นเขาแซงไปถึงไหนกันแล้ว “ความสำเร็จไม่เคยรอใคร เอาแต่ใจนักนะเจ้าความสำเร็จเนี่ย ก็หัดรอบ้างสิรีบนักนะ” สุดท้ายพออยู่ในสังคมใหญ่เราก็ต้องทำตัวกลืนตามไป
เราวิ่งเพราะคนอื่นวิ่งแม้ไม่รู้เหตุผล แต่เขาบอกว่าดีก็เออออตามไป เขาบอกว่าอายุเท่านี้ควรมีเงินเท่านี้ ต้องมีเงินเก็บ เงินลงทุน ต้องมีเงินฉุกเฉิน เงินไว้คลายเครียด เงินพัฒนาทักษะต่าง ๆ ต้องมีบ้าน มีรถ มีทักษะมากมาย ต้องมี Hard skill แต่ Soft skill ก็ห้ามขาด ต้องมีความกระตือรือร้น แต่ก็ต้อง work life balance ต้องคิดอย่างมีเหตุผล แต่ก็ต้องมีความเห็นใจด้วย ต้องถือสินทรัพย์ทางดิจิทอล ต้องพูดได้สามภาษา แต่ค่าแรงกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดินขัดกับค่าครองชีพราวฟ้ากับเหว ถูกสังคมบีบบังคับให้รีบตั้งตัวในสภาพสังคมแบบนี้ ทั้งที่เมื่อวานยังเป็นเพียงนักศึกษาเด๋อ ๆ คนหนึ่งที่พึ่งสวมชุดครุยรับปริญญาไปด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกใจที่โพสต์บนสเตตัสจะมีแต่ “ฉันไม่ได้อยากเป็นคนเก่ง ฉันอยากเป็นคนโชคดีที่ถูกหวย”
4 ความรู้สึกหลังการอ่าน
ต้องยอมรับว่าผู้เขียนเป็นคนประเภทเลือกอ่านหนังสือจากหน้าปก ที่เลือกหยิบเล่มนี้เพราะรูปแมวดำบนปกเลย แต่เมื่อพลิกไปดูคำโปรยกลับรู้สึกว่าจะติดค้างในใจอย่างแน่แท้ หากไม่หยิบหนังสือเล่มนี้ไปจ่ายเงิน แท้จริงแล้วผู้เขียนเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า “หนังสือเน็ตหมด” เพราะหากเน็ตไม่หมด ไฟไม่ดับ ผู้เขียนมักจะปล่อยหนังสือเล่มนี้ไว้ที่กองของมัน จะอ่านหนังสือก็กลัวโทรศัพท์จะน้อยใจ จริง ๆ แล้วผู้เขียนซื้อหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว น่าจะประมาณช่วงมัธยมปลาย ช่วงที่ชีวิตกำลังกระสับกระส่าย กำลังค้นหาตัวเอง กำลังเครียเรื่องสอบ เรื่องเพื่อน เรื่องเรียนต่อ ทุกอย่างประเดประดังโจมตีพร้อมกันไปหมด จึงเป็นสาเหตุที่ว่าพอเห็นคำโปรย “ขอให้ได้เจอคนที่แอพริซิเอทในตัวคุณ” เพียงแค่บรรทัดแรก ก็มากพอที่จะยอมจ่ายเงินที่มีอยู่อย่างน้อยนิดเพื่อครอบครองมันแล้ว
ต้องขอบคุณน้องชายที่ทำให้ได้กลับมาหยิบมันอีกครั้งเพราะน้องมาขอยืมหนังสืออ่าน จึงทำให้รู้ว่าผู้เขียนยังอ่านเล่มนี้ไม่จบ เลยได้กลับมาอ่านอีกครั้ง ในตอนนั้นในวัยมัธยมที่อ่านแล้ววาง อาจจะเพราะยังมีประสบการณ์น้อยนิด จนไม่เข้าใจถึงความเป็นจริงเหล่านั้น แต่ในตอนนี้ที่หยิบมาอ่านกลับรู้สึกว่าเล่มนี้สนุกมาก ได้หัวเราะ ได้พยักหน้าเห็นด้วย ได้เอ็นดูเจ้าเหมียวช่างจ้อ รู้สึกเหมือนได้รับการฮีลใจ ในระหว่างที่พลิกหน้ากระดาษผู้เขียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างมากก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาลูบหัว เบา ๆ เป็นการปลอบ ถือว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าเสียดายหากไม่ได้อ่าน


















