Table of Contents
นวนิยายชื่อดังที่ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2558 จากเรื่อง ไส้เดือนตาบอด ในเขาวงกต โดย วีรพร นิติประภา นักเขียนหญิงดับเบิลซีไรต์
นิยายเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นนิยายรักสามเศร้าพล็อตสามัญที่หลายคนรู้จักดี แต่แท้จริงแล้วซ่อนเบื้องลึกเบื้องหลัง ในขณะเดียวกันนิยายเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาพื้นฐานของครอบครัวและความรัก โดยเรื่องนี้เล่าเรื่องถึง เด็กสามคนคือ ปราณ ชลิกา และ ชารียา ภายหลังจากที่แม่ของชลิกาและชารียาเสียชีวิต ทั้งคู่ได้รับการดูแลจากลุงธนิตและต่อมาไม่นานปราณก็กลายเป็นเสมือนสมาชิกในบ้านอีกคน ทั้งสามเติบโตจากรักที่ไม่ใช่ครอบครัวและพบเจอกับรักที่ไม่สมหวังในขณะเดียวกัน การหลงใหลในความรักก็ค่อย ๆ กัดกินพวกเขาไปเรื่อย ๆ
ในขณะที่หนังสือหลายเล่มวางอยู่บนชั้นหนังสือ ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต กับการตีพิมพ์ครั้งที่ 22 โดยสำนักพิมพ์ชายน์ ดึงดูดสายตาให้หันไปมอง ราวกับว่ามีเอฟเฟคสีเหลืองทองออกมาจากหลังหนังสือ ในที่สุดก็หลงกลหยิบติดมือกลับมาด้วย ปกหนังสือเรื่องนี้มีดอกยี่สุ่นหรือกุหลาบมอญเป็นจุดดึงดูดสายตา โดยมีเด็กทั้งสามคนกำลังนั่งมองอยู่ที่ริมแม่น้ำ เมื่อเปิดดูปกอีกฝั่งที่ถูกพับไว้จะเห็นไส้เดือนที่กำลังชอนไชดอกยี่สุ่น และมีการใส่สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง ขณะที่กำลังอ่านก็ต้องพลิกกลับมาดูหน้าปกอีกครั้ง เพื่อสังเกตว่าสิ่งที่อยู่ในภาพตรงกับตัวอักษรที่เรากำลังอ่าน เมื่ออ่านหนังสือจบจึงได้รู้ว่าดอกยี่สุ่นที่บานเต็มบนหน้าปกไม่ได้เป็นเพียงแค่ดอกไม้สวยงามแต่กำลังทำหน้าที่เสมือนเขาวงกตที่เหล่าไส้เดือนตาบอดหาทางออกไม่เจอหรืออาจจะตั้งใจหลงทาง

1 ชารีและลิก้าแฝดนครชัยศรี
ทั้งคู่รู้ใจกันแม้ไม่ต้องพูดก็สามารถเข้าใจกันและกันได้ ทำทุกอย่างด้วยกัน กินด้วยกัน หลับบนเตียงด้วยกัน แม้กระทั่งฝันเรื่องเดียวกัน และมักจะขนานนามตัวเองว่า คุณนายอินกับคุณหญิงจันตามอินจันแฝดสยาม ทั้งคู่เติบโตจากครอบครัวที่เคยมาจากความรัก ชลิกาเกิดมาจากความรัก ส่วนชารียาเกิดจากความชัง ในสายตาของพวกเธอพ่อเป็นเหมือนชายโปร่งแสง ผู้ซึ่งไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับคำว่า ‘พ่อ’ และแม่ผู้ซึ่งไม่เคยเหลียวแลลูกทั้งสองเอาแต่จ้องตามหาสามีของตัวเอง หลังจากพ่อและแม่ตาย เด็กทั้งคู่ได้รับความรักจากลุงธนิตและบทเพลงที่คอยปลอบประโลมใจ ลุงธนิตไม่เพียงแต่เป็นผู้ดูแลแต่พยายามให้เด็กทั้งสองตระหนักแก่ใจว่าพวกเธอได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากความรัก หลายครอบครัวคงคิดว่าปัญหาของผู้ใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อเด็ก แท้จริงแล้วไม่เลย ชารียาพยายามที่จะไม่เป็นแบบแม่ของตัวเอง และคอยตามหารสรินเจ้าของจดหมายที่พ่อแอบไปหาทุกครั้งที่มีโอกาส
อีกตัวละครหลักคือ ปราณ เขามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับชลิกาและชารียานั่นคือปัญหาครอบครัวพื้นฐาน ปัญหาครอบครัวที่ยังคงเกิดในหลายครอบครัว แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันไม่เคยหายไปจากสังคม หลังจากที่พ่อจับได้ว่าแม่อยู่กับชู้ พ่อกับปราณจึงร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพ่อตายก็ได้ย่ารับเลี้ยง ปราณมี พี่ น้อง อา ลุง ที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดเต็มไปหมด หนึ่งในนั้นมี ลุงธนิต ชลิกา และชารียา
2 ไส้เดือนตาบอด
ชารียาที่ไม่อยากตกหลุมพรางความรักเหมือนกับแม่ของตน เธอพบรักกับธนาจนต้องหนีตามมายังกรุงเทพ ท้ายสุดแล้วไส้เดือนตาบอดก็ตกหลุมที่ตัวเองขุด และวนเวียนอยู่ในนั้นซ้ำ ๆ อีกครั้ง เมื่อพบกับ นที และ ชานนท์ รู้ตัวอีกที ชารียาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากแม่ของเธอ
ชลิกาชอบอ่านนิยาย และเปิดร้านขนมในนครชัยศรี อีกทั้งยังได้ขึ้นชื่อว่าทำขนมอร่อยที่สุด ไม่เพียงแต่ขนมที่ทำให้ใครหลายคนหลงรักแต่รวมถึงความงามที่ทำให้อีกหลายคนตรึงใจ ชลิกาแอบชอบนักเรียนนายร้อยตั้งแต่เด็ก จนสุดท้ายเธอก็ไม่เคยแสดงความรักออกไป ชลิกาเป็นตัวละครที่น่าสงสาร เธอเป็นเพียงหญิงสาวที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายนางเอกในนิยาย แต่ตอนจบของนิยาย นางเอกก็ไม่จำเป็นต้องมีความสุขเสมอไป ท้ายสุดแล้วเธอเองก็ไม่ต่างจากไส้เดือนคนอื่น ๆ ที่พลาดตกลงไปในเขาวงกต
ปราณเป็นตัวละครที่เอาใจช่วยตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เอาเข้าจริง ๆ ปราณไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่น ๆ ไม่ต่างจาก พ่อของชลิกาและชารียา ไม่ต่างอะไรเลยกับแม่ของเขา ปราณชอบชารียาตั้งแต่เด็ก และเป็นแบบนั้นเสมอมา ในขณะเดียวกันเขากลับมีความรู้สึกดีให้กับอีกคนหนึ่ง เขาไม่เพียงแต่ขุดหลุมให้ตัวเอง แต่ขุดหลุมให้คนอื่นต้องหลงทางไปด้วย
อีกหนึ่งตัวละครที่อยากพูดถึงเป็นพิเศษคือ นที เป็นนักข่าวการเมือง แต่ชอบบอกใครต่อใครว่าเป็นนักข่าวสงคราม แน่นอนว่าเขาใจไม่กล้าพอที่จะเป็น นทีชอบหลอกสาวหลาย ๆ คนว่าต้องไปทำข่าวสงครามเพื่อดูปฏิกิริยาของคนรักว่าโหยหาหรือไม่ หากไม่เขาก็จะทิ้งไป หนึ่งในนั้นที่ตกหลุมพรางเขาคือ ชารียา สำหรับผู้เขียนนทีเป็นตัวละครที่ไม่อยากเจอมากที่สุดในชีวิตจริง นอกจากจะดูเหมือนไม่ปกติแล้วยังมีทัศคติแปลก ๆ ที่ทำเอาคนอ่านหลายคนต้องขมวดคิ้ว

3 เขาวงกต
มายาคติและความรักเป็นเสมือนเขาวงกตที่ไส้เดือนตาบอดหรือตัวละครขุดขึ้นมา และสุดท้ายก็หลงอยู่ในนั้นและไม่อาจหาทางออกมาได้ อย่างไรก็ตาม รักก็คือรัก ไม่รักก็คือไม่รัก ความรักไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยชีวิตหรือทุกสิ่ง ชารียาไม่จำเป็นต้องทิ้งชีวิตของตนเพื่อความรัก พ่อกับแม่ของชลิกาและชารียาที่ทุ่มเทให้กับรักจนทำให้ชีวิตครอบครัวต้องพังลง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตจึงเปรียบเสมือนคนที่หลุ่มหลงในความรักและมายาคติ จนลืมไปว่าเราเองก็สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่มีมัน
“รักคือรัก ไม่รักก็ไม่รัก สามัญเหมือนตะวันขึ้นทุกเช้าตกทุกเย็น ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อนให้ซาบซึ้งน้ำตาซึม คนเราก็แค่รู้สึกเท่าที่รู้สึก แล้วเขาก็ไม่เห็นนึกออกว่าอุดมคติจะต่างกับอคติตรงไหน หรืออย่างไรก็แค่มายาคติของมายาคติ”
( บทที่ 25 หน้า254)
4 ความรู้สึกหลังอ่าน
ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสอ่านเรื่อง พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ทั้งสองเรื่องนี้มีเซ็ตติงคล้าย ๆ กัน เช่น บ้านริมแม่น้ำ น้าแมวเยลโล่ที่คอยฮีลใจนักอ่านเหมือนกับเจ้าแมวกุหลาบดำ ระยะเวลาของสงครามที่เชื่อมต่อกัน รวมถึงวิธีการเล่าเรื่องสไตล์ วีรพร นิติประภา ด้วยการใช้คำสละสลวยอันเป็นเอกลักษณ์ สิ่งหนึ่งในเรื่องนี้ที่ชอบคือการสอดนัยยะตอนต้นให้ผู้อ่านได้คิด วิเคราะห์ ก่อนจะเฉลยในภายหลังอย่างแนบเนียน แม้ว่านิยายเรื่องนี้ดูเหมือนกับนิยายรักสามเศร้าธรรมดา แต่เมื่อกลับไปอ่านอย่างถี่ถ้วนทำให้เห็นการใช้ชีวิตของตัวละครอย่างชารียาที่รู้อยู่แก่ใจว่าการลุ่มหลงในความรักจะทำให้เธอเป็นแบบ ‘แม่’ เสมือนกับการหลงทางในเขาวงกตไม่มีสิ้นสุด อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมในปัจจุบันว่าแท้จริงแล้ว สังคมยังคงตกอยู่ภายใต้มายาคติที่ตนสร้างขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ยอมจำนนต่อมายาคติเฉกเช่นตัวละครในเรื่อง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต









