Thursday, May 28, 2026
  • Login
  • Register
spikewrite.com
  • Article
  • Review
  • Podcast
  • Fiction
  • Our Authors
No Result
View All Result
spikewrite.com
  • Article
  • Review
  • Podcast
  • Fiction
  • Our Authors
  • Login
  • Register
No Result
View All Result
spikewrite.com
No Result
View All Result

บทสัมภาษณ์: กิตติศักดิ์ คงคา นักเขียนข้างบ้านผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักอ่านด้วยแพสชัน

byสมลดา เนียมละมูล,ปาริฉัตร สาแก้วand1 others
in Interview
Reading Time: 4 mins read
1
Home Interview
1
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

Table of Contents

  • 1. จุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียน ชายหนุ่มผู้อยากสร้างโลกในแบบของตัวเอง
  • 2. จากความชอบสู่การเริ่มทำสำนักพิมพ์
  • 3. อนาคตและเส้นทางความฝันที่อยากส่งต่อ

การอ่านหนังสือหนึ่งเล่มเปรียบเสมือนเราได้ก้าวเข้าไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่ผู้สร้างเนรมิตขึ้น เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกระดาษ รับรู้ถึงกลิ่นหมึก ใช้สายตาไล่ไปตามระหว่างบรรทัด ทำให้เราหลุดเข้าไปในโลกของตัวอักษรของ กิตติศักดิ์ คงคา หรือคุณเบส นักเขียนนวนิยายชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังผลงานอันยอดเยี่ยม เช่น จวบจนสิ้นแสงแดงดาว, หนึ่งนับวันนิรันดร, กาสักอังก์ฆาต และอีกมากมาย ซึ่งคุณเบสเป็นที่รู้จักและมีหมวกหลายใบทั้ง กิตติศักดิ์ คงคา, นายพินต้า, ลงทุนศาสตร์ และบทบาทของการเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ 13357 Publishing

ทว่าจุดเริ่มต้นของคุณเบสกลับไม่ได้เริ่มต้นบนเส้นทางสายอักษรมาตั้งแต่ต้น เขาเกิดและเติบโตที่จังหวัดนครปฐม โดยเลือกเรียนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชายผู้บาลานซ์บทบาทการเป็นศิลปินและนักธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง คุณเบสคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลุกกระแสวรรณกรรมไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง จนเกิดเป็นความสงสัยและแรงบันดาลใจที่ทำให้ Spikewrite อยากทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ว่าอะไรคือเบื้องหลังชุดความคิดที่รังสรรค์เรื่องราวในงานเขียนออกมาได้อย่างหลากหลายและทรงพลัง Spikewrite จะพาทุกท่านมาร่วมหาคำตอบและทำความรู้จักตัวตนของเขาไปพร้อมกันในบทสัมภาษณ์นี้

สนับสนุนสปอนเซอร์ Spike Write สนับสนุนสปอนเซอร์ Spike Write สนับสนุนสปอนเซอร์ Spike Write
ADVERTISEMENT

 

1 จุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียน ชายหนุ่มผู้อยากสร้างโลกในแบบของตัวเอง

ทำไมถึงเลือกเรียนคณะเภสัชศาสตร์ เป็นเพราะธุรกิจที่บ้านด้วยรึเปล่า

สนับสนุนรายได้ของ Spike Write สนับสนุนรายได้ของ Spike Write สนับสนุนรายได้ของ Spike Write
ADVERTISEMENT

ใช่ ที่บ้านเป็นโรงงานยา จริง ๆ อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็ก แต่ที่บ้านบอกว่าเป็นนักเขียนไม่จำเป็นต้องเรียนโดยตรง แต่ความรู้ด้านการผลิตยามันต้องเรียนโดยตรงเลยเรียนเภสัชมาเพื่อทำธุรกิจที่บ้าน แล้วก็ตั้งใจว่าเดี๋ยวพอโตมาค่อยมาทำอะไรที่อยากทำอีกทีนึง

ที่ว่าอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็กนี่คืออายุประมาณเท่าไหร่

อยากเป็นนักเขียนตอนอายุประมาณ 12 เริ่มต้นจาก ‘เพชรพระอุมา’ ม.1 พออ่านแล้วรู้สึกว่าโลกมันมหัศจรรย์มาก รู้สึกพิเศษ พออ่านหนังสือแล้วเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นจริง ๆ มันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และอยากทำบ้างเลยอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็ก

เริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอน 12 ถูกไหม

อ่านแบบชอบติดจริงจังตอนอายุประมาณ 12 คือก่อนหน้านั้นก็อ่านบ้าง แต่อ่านแบบหนังสือนอกเวลา หนังสือนิตยสาร หนังสือที่วางอยู่ในบ้าน ไม่ได้อ่านเป็นแพสชันไม่ได้อ่านเป็นจริงจัง แต่จุดที่เทิร์นนิงว่าอยากอ่านสิ่งนี้มาก ๆ คือประมาณ ม.1 ตอนอายุ 12

ตอนนั้นเริ่มมีความคิดว่าอยากเป็นนักเขียนเลยไหม หรือว่าอ่านนาน ๆ แล้วถึงอยากเป็น

จริง ๆ เริ่มแปบเดียวก็อยากเป็นนักเขียนเลย คือเราอาจจะไม่ได้มองการเขียนเป็นเรื่องที่แบบยากด้วยมั้ง ตอนนั้นคิดว่าเราเขียนนิดเขียนหน่อยน่าจะนับว่าเป็นนักเขียนได้แล้ว เราไม่ได้มองตัวเองว่าแบบต้องเขียนเพชรพระอุมา 48 เล่ม อะไรแบบนี้ ตอนนั้นแค่อยากเป็นแต่ไม่ได้เขียนจริงจัง

อะไรที่ทำให้อยากมาเป็นนักเขียน

เพราะรู้สึกว่าโลกของการเขียนมันทำให้คนเข้าไปอยู่ข้างในนั้นได้ คือตอนเราอ่านเพชรพระอุมา มันเหมือนกับว่าเปิดปุ๊บแล้วรอบด้านเปลี่ยนกลายเป็นป่าเลย ด้วยความที่หนังสือที่เราอ่านมันทรงพลังมาก ๆ เราเลยอยากจะทำแบบนั้นกับคนอื่นบ้าง เราอยากสร้างโลกขึ้นมาบ้าง

เรียนจบมาแล้วทำงานเลยรึเปล่า

จบมาแล้วทำงานที่บ้านก่อน คือทำงานโรงงานยามาตลอดแต่ก็ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง อยู่ที่โรงงานยามาตั้งแต่เรียนจบทำงานรับเงินเดือนที่นี่มาทั้งชีวิต หลังจากนั้นอาจจะทำงานพิเศษอย่างอื่น อย่างช่วงแรกจริงจังกับการเป็นนักลงทุนแล้วก็ไปทำงานสายการเงินอยู่บ้าง อินฟลูเอนเซอร์ จนหลัง ๆ เบื่อแล้วย้ายมาทำเป็นนักเขียน

แล้วตอนนี้ทำงานอะไรอยู่บ้าง เหมือนเห็นคุณเบสอยู่ทุกแพลตฟอร์ม

ถ้านับเป็นงานหลักตอนนี้ งานที่ 1 โรงงานยา งานที่ 2 นักลงทุน งานที่ 3 นักเขียน งานที่ 4 ทำสำนักพิมพ์ และงานที่ 5 ทำยูทูป งานมันจะเหลื่อม ๆ กัน เพราะว่าเราพยายามจะแชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกัน แต่โรล มิสชัน หรือโนว์ฮาว (Know-how) ในการทำมันค่อนข้างต่างกัน อย่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์มันดูใกล้กันมากแต่จริง ๆ ชุดความรู้ที่ใช้ในการทำงานมันคนละสาย คนละแบบ เราเลยนับว่าเป็นงานที่แยกจากกัน

พาร์ทการเป็นนักเขียนเริ่มตั้งแต่ตอนที่อายุ 12 เลยไหม

เริ่มเขียนจริงจังถ้าเอานิยายเป็นปี 2018 แต่ถ้าเป็นเขียนบทความเขียนเพจปี 2015 จริง ๆ เขียนงานทำเพจด้านการลงทุนมาประมาณ 3-4 ปีก่อน แล้วค่อยมาทำนิยายอย่างจริงจัง ทำแยกจริง ๆ 2018 มีนิยายเรื่องแรก

ชอบอ่านนิยายสไตล์ไหนเป็นพิเศษ หรือวรรณกรรมที่ชอบแล้วอยากแนะนำบ้างไหม

สำหรับผม ผมจะชอบงานแบบที่ผมชอบเขียน งานหลัก ๆ กลุ่มที่ 1 คือแนวสืบสวนสอบสวนแบบทรูดีเทคทีฟ มีนักสืบแล้วไม่มีเส้นเรื่องอย่างอื่นมีแค่สืบอย่างเดียว ชอบแบบโคนัน, นักสืบ Q, อกาธา คริสตี้, เคโงะ, เชอร์ล็อกโฮมส์ กลุ่มที่ 2 คือไซไฟ (Sci-fi) เน้นกึ่งแฟนตาซีวิทยาศาสตร์ ชอบเคนหลิวกับ ‘สิงโตนอกคอก’ และกลุ่มที่ 3 คือดราม่าเข้มข้น เช่น ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ หรือว่า ‘ด้วยรักและผุพัง’ จริง ๆ ชอบงาน 3 แนวหลักคือ สืบสวน, ไซไฟ และดราม่า

กิตติศักดิ์ คงคา

เห็นงานของคุณเบสใส่นักเขียน กวี นักปรัชญาคลาสสิกหลายคน มีใครที่โดนใจเป็นพิเศษหรือแนวคิดของพวกเขาที่ชอบไหม

จริง ๆ ชอบเยอะมาก คือพอเราใช้ชีวิตมา 30 กว่าปีเราพอจะคิดอะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว เราจะรู้สึกตื่นเต้นกับคนที่สามารถคิดอะไรที่เราคิดไม่ได้ ถ้าเอาแบบเป็นนักคิดชอบ ‘คาลิล ยิบราน’ กับ ‘อัลแบร์ กามูส์’ พอเราฟังจากเขาแล้วเรารู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มาก ๆ ผมไม่ได้มองว่ามันต้องเล่าเรื่องผ่านมาทางเรื่องเล่าแบบไหน จะเป็นแบบซีรีส์ ภาพยนตร์ นิยาย บทกวี หรือแม้กระทั่งความเรียง แต่ผมจะตื่นตะลึงกับความคิดที่ผมคิดเองไม่ได้มากกว่า ถ้าถามถึงความเป็นนักเขียนคือชอบคนเยอะแยะ เพราะว่าเป็นนักเขียนอ่านงานอันไหนดีแล้วเราก็ชอบ แต่ถ้าเอาแบบเป็นมาสเตอร์พีซเลยก็จะคิดถึงคนที่เราแบบ เอ้ยเราคิดแบบนี้ไม่ออกหรอก เราอ่านมาแล้วมันรู้สึกมหัศจรรย์จังเลย

เปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้เรา

ใช่ เหมือนได้เห็นโลกในอีกมุมมองหนึ่ง

จากนักศึกษาเภสัชสู่การเป็นนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน

ถ้าใช้คำให้ชัดที่สุดคงเป็นแพสชัน ผมพูดแล้วอาจจะน่าหมั่นไส้นิดนึงแต่ผมไม่ค่อยได้มีปัญหาในด้านการเงินเท่าไหร่ หมายถึงว่าพอเรียนจบมาเป็นเภสัชก็ยังต้องทำงานหาเงิน แล้วมิสชันในชีวิตต้องมีอิสรภาพทางการเงินก่อนเลยมุ่งเข้าไปที่ตลาดหุ้น ศึกษาการลงทุน ขลุกอยู่กับตลาดหุ้นประมาณ 4-5 ปี จนมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว อิสรภาพทางการเงินหมายถึงว่าเกษียณได้เลย ดังนั้นถึงจุดที่รู้สึกว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องการเงินอีกแล้ว หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตตามแพสชันอยากทำอะไรทำ อย่างงานเขียนนิยายถ้าเรามองวันนี้มันคงดูเป็นเรื่องที่หนังสือขายได้มีรายได้เข้ามา แต่ในวันแรกมันไม่ใช่ภาพนี้ มันคือภาพของคนแค่อยากเขียนหนังสือเฉย ๆ แล้วขายไม่ได้ แล้วจะพยายามที่จะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้ สุดท้ายแล้วมันก็ทำตามแพชชัน นี่มันไม่ใช่สิ่งแรกในชีวิตที่ทำจริง ๆ ผมก็ทำอะไรไปเรื่อยเปื่อย วันนึงอาจจะเบื่อการเขียนนิยายแล้วไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน

“รู้สึกว่าเออชีวิตมันแค่นี้เอง เราเกิดมาเดี๋ยวก็ตายอยากทำไรก็ทำ อย่าไปจริงจังกับชีวิตมันมาก”

ที่บอกว่าเริ่มเขียนเขียนไหนแฟลตฟอร์มไหน ออนไลน์รึเปล่า

ตอนแรกเขียนออนไลน์เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนสายนิยายวายมาก่อน นามปากกานายพินต้าเขียนเรื่อง ‘เกียร์สีขาวกับกาวสีฝุ่น’ กับ ‘ใครคืออองชองเต’ เป็นงานที่ทำละครมีชื่อเสียง พอเขียนไปเรื่อย ๆ เรารู้สึกว่าเหนื่อยกับการต่อสู้กับอัลกอริทึมมาก ๆ การทำงานออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จมันควรจะลงแบบสม่ำเสมอ อย่างเช่นทุกวัน วันเว้นวัน ซึ่งมันไม่ค่อยดีกับอารมณ์ของคนทำงานเท่าไหร่ บางทีเราก็รู้สึกเบิร์นเอาต์บางทีเราก็รู้สึกเหนื่อย แล้วยิ่งเขียนนิยายรัก ผมเขียนนิยายวายมาประมาณ 10 เล่ม เรารู้สึกอิ่มตัวกับมันมาก ๆ ละ รู้สึกว่าพอแล้วกับการทำงานออนไลน์เลยย้ายตัวเองมาเปิดสำนักพิมพ์ แล้วก็ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ซีเรียสมากว่าจะต้องอะไร แค่อยู่รอดได้เขียนหนังสือแบบที่อยากเขียนแล้วก็มีเงินมาเลี้ยงสำนักพิมพ์ จ่ายค่าพิมพ์ก็แฮปปี้แล้ว

บทบาทระหว่างนักเขียนกับเจ้าของสำนักพิมพ์ แตกต่างกันมากไหม

สำหรับผมมันคือคนละอาชีพคนละงาน การเขียนคือการทำตัวบท ส่วนสำนักพิมพ์คือการเปลี่ยนตัวบทให้เป็นหนังสือ ดังนั้นความคิด วิธีการ  คือคนละโนว์ฮาวคนละอย่าง เหมือนเราจะให้เจ้าของสำนักพิมพ์ไปเขียนหนังสือหรือจะให้คนเขียนหนังสือมาทำสำนักพิมพ์จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยได้ เพราะว่าใช้เวลาเยอะแล้วใช้โนว์ฮาวคนละชุดกัน แต่ผมแค่ทำเพราะว่าสนุก พอทำได้ก็แค่อยู่ไปเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ มันคือคนละอย่าง การทำสำนักพิมพ์มันคือการทำธุรกิจ คือการบริหารธุรกิจ การบริหารคน การบริหารทรัพยากร ทำหนังสือออกมาให้ทันเวลา สำนักพิมพ์คือการผลิตสินค้าประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง

สำหรับผมนะ ถ้าอธิบายง่าย ๆ คือการขายสินค้าเป็นในรูปแบบหนังสือ แต่การเป็นนักเขียนมันเป็นเหมือนการเป็นศิลปิน คือการเขียนหนังสือออกมา ดังนั้นสำหรับผมมันคือคนละโนว์ฮาว คือคนสำนักพิมพ์อาจจะพอรู้ว่าฤดูการทำงานมันอยู่ละประมาณสักปีละ 2 รอบงานหนังสือ คือ 6 เดือนทำงานรอบนึง 6 เดือนทำงานอีกรอบนึง สมมติหมดเมษาหมดงานหนังสือมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ หมดตุลามาแบบนี้ พฤศจิกา ธันวา มกรา 3 เดือนนี้ผมแทบจะไม่ทำงานสำนักพิมพ์เลย คือจะทำงานเขียนเป็นหลัก โฟกัสอยู่กับการผลิตตัวบท งานสำนักพิมพ์ก็มีบ้างจะกระจาย ๆ ให้ทีมทำงานที่ไม่ได้หนักมาก ส่วน 3 เดือนหลังคือ กุมภา มีนา เมษา จะกลายมาเป็นช่วงเวลาของการทำงานสำนักพิมพ์ ดูแลเล่ม ทำการตลาด ทำการขาย ประสานงาน ซึ่ง 3 เดือนนี้แทบจะไม่ได้เขียนหนังสือเลย

ดังนั้นบทบาทมันจะแยกออกจากกันโดยชัดเจน แล้วเวลาเราทำงานเราจะรู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ ถ้าเราเอาหัวของสำนักพิมพ์ไปทำหนังสือมันก็อาจจะได้หนังสือที่แบบแข็งมาก คิดแต่จะขายอย่างเดียว แต่ถ้าเราเขียนตามใจตัวเองเวลาเราเขียนเสร็จเราก็จะมานั่งปวดหัวทีหลังว่าจะขายยังไง มันต้องมีความบาลานซ์แต่ก็ต้องแยกบทบาทออกจากกันประมาณนึง

ด้วยความที่คุณเบสมีธุรกิจยาดมอยู่แล้วอันนี้ช่วยในการทำสำนักพิมพ์ไหม หรือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย

จะว่าอย่างนี้ก็ได้ ผมสะสมความรู้ในการทำธุรกิจมาทั้งชีวิตจากที่บ้านเนี่ยแหละ เหมือนที่บ้านจะเป็นธุรกิจตั้งแต่ต้น เราอาจจะไม่ได้โนว์ฮาวในการทำสินค้า แต่เราจะเข้าใจเรื่องการบริหารเงิน บริหารคน บริหารทรัพยากร ต้องว่ากันตามตรงว่าการทำโรงงานสมุนไพรก็ช่วยในการทำสำนักพิมพ์มาก เพราะว่าเราแชร์ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน อย่างคลังหนังสือก็อยู่ในคลังสมุนไพร หรือว่าเรื่องของคน พนักงานแพ็ก พนักงานส่ง ด้วยความที่สำนักพิมพ์เราไม่ได้เน้นขายเองจะมีออเดอร์แต่มีไม่เยอะ เราไม่ได้จ้างพนักงานประจำเราจะใช้พนักงานของบริษัทโรงงานยามาช่วยส่งแล้วให้พิเศษแยกไป คือจ่ายเงินเหมือนจ้างซึ่งกันและกัน แล้วยาเองเวลาเขาจะโปรโมทหรือทำการตลาดเขาจะมาจ้างสื่อของเราในมือ ซึ่งเป็นสื่อที่ราคาถูกกว่า แชร์ทรัพยากรกัน ทำให้งานมันมีต้นทุนที่ต่ำแล้วก็มีทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

กิตติศักดิ์ คงคา

เล่าที่มาของนามปากกาทั้ง 3 หน่อย

ปัจจุบันพยายามจะลดเหลือนามปากกาเดียวเพราะว่าขี้เกียจทำแบรนด์หลายอันแต่จริง ๆ นายพินต้า พินต้าเป็นชื่อเรือของ ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ ที่แล่นไปพบอเมริกาซึ่งจะมี นีญ่า พินต้า และซานต้ามาเรีย ชื่อนายพินต้าก็เหมือนว่าอยากจะเหมือนพาคนไปพบโลกใหม่ ส่วนลงทุนศาสตร์ ตรงตัวเลยคือศาสตร์ของการลงทุน และกิตติศักดิ์ คงคา เป็นชื่อจริงนามสกุลจริง เพราะเรารู้สึกว่าง่ายดีมันคือตัวตนของเรา

เหมือนนามปากกานายพินต้าได้รางวัลจาก WebNovel Spirity Awards 2022 ด้วย

ใช่ ถ้าแต่ก่อนสมัยเขียนวายจะใช้นามปากกานายพินต้า เคยได้รางวัล WebNovel Awards เป็นงานระดับนานาชาติ น่าจะเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เคยได้ ไปรับรางวัลที่ต่างประเทศมีไปขึ้นบิลบอร์ด

ในหนึ่งวันทำอะไรบ้าง แบ่งเวลาในการทำหนังสือยังไง

ผมเป็นคนที่มีงานเยอะมาก มีเวลาทำงานประมาณสัก 6 ชั่วโมงเท่านั้น ตื่นสายประมาณ 7-8 โมงก็กินข้าว เริ่มทำงานจริง ๆ 9 โมงถึงเที่ยง กลางวันจะพักไปนอน ผมนอนกลางวันทุกวันไม่งั้นจะไม่มีอารมณ์ทำงาน ตอนบ่ายตื่นมาประมาณบ่าย 2 ทำงานถึง 5 โมงเย็นเหมือนพนักงานออฟฟิศเลย เสร็จ 5 โมงเย็นจะหยุดทำงานแล้วส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกาย ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ดังนั้นจะมีเวลาทำงานจริง ๆ แค่วันละประมาณ 6 ชั่วโมง

ผมว่าถ้าผมทำงานเต็มเวลาเท่าคนอื่นมันอาจจะไม่ได้ดูยุ่งขนาดนี้ก็ได้ แต่พอตารางงานผมมันน้อยมาก ผมจะกังวลเรื่องการบริหารเวลา เพราะว่าผมอยากมีชีวิตส่วนตัวเหมือนเดิม คือไม่ได้อยากจะทำงานเลิก 2 ทุ่ม 4 ทุ่ม มันอาจจะมีบ้างวันที่ทำงานไม่ทันแต่ส่วนใหญ่เราไม่ได้อยากทำอะไรแบบนั้น เราอยากจะใช้ชีวิตทำงานวันละนิด ๆ หน่อย ๆ ได้งานที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะมีเวลาทำงานแค่ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 6 ชั่วโมง หรือบางทีก็ 4 วัน 5 วัน แล้วจะไม่ค่อยรับนัด ไม่ค่อยรับงาน ไม่ค่อยรับประชุม อย่างบริษัทเองประชุมน้อยมาก ประชุมอย่างมากก็เดือนละครั้ง ที่เหลือจะแบ่งงานกันไปทำเลย พยายามทำให้ทุกอย่างมันมีประสิทธิภาพที่สุดในเวลาที่มี เพราะว่าจริง ๆ การทำงานเขียน สำหรับผมเนี่ยต้องการร่างกายที่พร้อมมาก ๆ คือตื่นเช้ามาต้องสดชื่น รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรง มีอารมณ์ดีพร้อมจะไปทำงาน เราไม่สามารถทำงานเลิกเที่ยงคืน นอนไม่พอ ตื่นเช้ามาหัวมันไม่แล่น

สำหรับตัวผม ผมเคร่งครัดกับการดูแลสุขภาพมาก เรื่องอาหารการกิน เรื่องการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมันทำให้เราอารมณ์ดีไม่ทำให้เราเป็นออฟฟิศซินโดรมด้วย นอนก็ต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงจะไม่ยอมนอนน้อยกว่านี้เลย คือถ้ามีงานดึกหรือนอนไม่หลับก็ต้องเลื่อนเวลาไปเลย การ Strictly to plan สำหรับผมหมายถึงว่าการดูแลสภาพร่างกายให้พร้อมเนี่ย ผมว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ เลย เพราะว่าอย่างทุกวันนี้ผมเขียนงานวันละ 6 ชั่วโมง ควรจะได้สัก 15 หน้าโดยประมาณ อย่างงานสืบสวนที่เขียนเนี่ย แปลว่า 10 วันทำงานหรือ 2 อาทิตย์ควรจะจบปิดต้นฉบับได้แล้ว อันนี้รวมคิดพล็อต รวมรีไรท์ รวมดิวทุกอย่างมันควรจะเสร็จเท่านี้

ดังนั้นช่วงเวลาเหล่านั้นจะเป็นช่วงเวลาที่จริงจังมาก ๆ กับการใช้เวลาตามแผน กินอาหารตามแผน ดูแลตัวเองตามแผน ออกกำลังกาย เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่ดูแลร่างกายให้ดี แค่ตื่นมาไม่พร้อมทำงานก็ทำงานไม่ได้แล้ว คือการเขียนมันใช้สมองเยอะมาก แล้วมันก็ไม่เอื้อให้เราแบบมานั่งจิ้ม ๆ คอมให้มันผ่านไปในแต่ละวัน

“คือทุกวันมันต้องตื่นมาพร้อมแพสชันความจริงจัง ความอยากทำงาน แล้วก็ทำงานให้เสร็จมันก็จะทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี”

โดยที่สุดท้ายแล้ว ผมไม่รู้ว่าคนอื่นใช้เวลามากแค่ไหนในการเขียนหนังสือ 15 หน้า เขาอาจจะใช้เวลามากกว่าผมก็ได้ แต่ผมรู้สึกผมใช้เวลาให้น้อยแต่เอาเวลาไปบาลานซ์ชีวิตให้ดีดีกว่า ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้งานมันออกมาค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการทำงานแต่ละวัน

 

2 จากความชอบสู่การเริ่มทำสำนักพิมพ์

กิตติศักดิ์ คงคา

ทำไมต้องตั้งชื่อสำนักพิมพ์ว่า 13357 Publishing มีสัญลักษณ์หรือนัยยะอะไรไหม

ถ้าเอา 1 กับ 3 มารวมกันจะเป็นคำว่า B 3 จะเป็นตัว E กลับด้าน  5 คือตัว S 7 คือตัว T รวมกันเป็นคำว่า BEST ได้ไอเดียมาจาก จอมโจรคิด 1412

ทำไมถึงเลือกที่จะทำสำนักพิมพ์ มากกว่าทีี่จะเป็นนักเขียนอิสระ

นักเขียนทุกคนมีความเจ็บปวดใกล้ ๆ กัน ปัญหาแรกคือต้นฉบับไม่ผ่านซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เช่น ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ แต่ไม่ผ่านการตีพิมพ์ 3 สำนักพิมพ์ ถ้าวันนั้นไม่ยืนยันที่จะทำหนังสือออกมา มันก็จะไม่ได้ขาย หลาย ๆ เล่มที่เป็นหนังสือขายดีในวันนี้ไม่เคยผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์ แต่เชื่อว่าขายได้ก็ยืนยันที่จะขายมันต่อ การที่เราไม่ได้ทำสำนักพิมพ์ตัวเองทำให้การควบคุมในการออกผลงานยากแล้วตัวเราก็อยู่ยากขึ้น สำนักพิมพ์โฟกัสตัวบทเป็นหลักในการขายหนังสือ แต่การทำสำนักพิมพ์ตัวเองสามารถโฟกัสชื่อนักเขียน ทำแบรนด์ให้ตัวนักเขียนได้ ทำให้คนรู้จักและสนิทสนมกับมากขึ้น

สิ่งสำคัญของการทำสำนักพิมพ์นักเขียนอิสระ คือ การขยายพื้นที่วงการวรรณกรรมให้กว้้าง ว่ากันโดยธรรมชาติสำนักพิมพ์ทุกแห่งสนใจเรื่องผลกำไรเพราะมันเป็นธุรกิจ ทำให้ไม่มีใครอยากตีพิมพ์งานที่ไม่น่าจะขายดี ยกตัวอย่างเช่น สมัยที่หนังสือ ‘กาสักอังก์ฆาต’ พิมพ์ออกมา ยุคสมัยนั้นหนังสือสืบสวนแบบ ‘ทรูดีเทคทีฟ’ มีน้อยมาก หนังสือสืบสวนที่ว่ากันด้วยสำนักงานนักสืบไม่มีเส้นเรื่องของผีี ไม่มีเส้นรัก หรือแฟนตาซี แค่สืบเป็นอย่างเเดียว มีน้อยมากแบบนับเล่มได้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเทียบในท้องตลาด

นิยายในโลกใบนี้มีหมื่นมีแสนเล่มในประเทศไทย แต่กลับกันนิยายบางกลุ่มแทบไม่มีพื้นที่อยู่เลย ซึ่งถ้าเราไม่ทำหนังสือพวกนี้จะไม่ได้ออกสู่ท้องตลาด เพราะว่าการที่นักเขียนอิสระเชื่อมั่นในเสียงของตัวเองแล้วทำงานออกมา มันอาจจะไม่ได้โด่งดังมากมายนัก แต่อย่างน้อยมันก็ได้ยืนยันการสร้างพื้นที่บางส่วนอยู่ และยังสามารถขยายความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อย่างยุคสมัยที่ผ่านมา เช่นปีที่แล้วมีหนังสือบางกลุ่มในนักเขียนไทยอิสระจาก ‘เดนดาวNEVERDIE’ ‘จวบรพีอัสดง’ ‘ดั่งเดือนค้างฟ้า’ และ ‘ปิตาย’ ซึ่งมาจากนักเขียนอิสระทั้งนั้น ถ้านิยายกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตีพิมพ์แบบอิสระขึ้นมาก่อน ไม่มีคนพิสูจน์ว่ามันขายได้ งานไทยก็อาจจะไม่กลับมาเฟื่องฟูเท่าปีนี้ ถ้าวันนี้ไปเดินงานหนังสือหรือร้านหนังสือจะเห็นว่างานวรรณกรรมไทยถูกพูดถึงเยอะมาก  ๆ ในเชลฟ์ของตัวเอง เมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้านี้ไม่ได้ แทบไม่มีเชลฟ์ของงานวรรณกรรมไทยในร้านหนังสือเพราะว่ามันขายไม่ได้

มีเทคนิคอะไรทำให้คุณเบสออกงานเขียนหลาย ๆ เรื่องภายในหนึ่งปี แล้วมีวิธีจัดการยังไงถ้าหมดไฟ

วิธีที่ทำได้มากที่สุดคือเปลี่ยนแนวเขียนไปเรื่อย ๆ ผมเคยหมดไฟในช่วงที่เขียนแนวเดิมซ้ำ ๆ หลายเล่มติดกันโดยไม่ได้เปลี่ยนแแนว โดยเฉพาะนิยายรัก สำหรับผมมันชวนให้หมดไฟมากเพราะแต่ละแนวมีขนบของตัวเองว่าจะต้องทำยังไง เล่ายังไง เฉลยยังไง ทำยังไง นักอ่านคาดหวังอะไรจากคุณ เหมือนอ่านนิยายรักก็ต้องมีฉากบอกรัก บอกรักยังไงในเมื่อบอกรักมาสิบครั้งแล้ว มันก็ต้องหนีหรือเปลี่ยนแนวไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ให้เราขยับขยายได้มากขึ้น อย่างสืบสวนจะเป็นงานที่ต้องเข้มงวดมาก ทุกอย่างที่เขียนลงไปต้องเปิดและปิดให้หมด เขียนมาเกินแล้วไม่ปิดก็จะมีคนมาถามว่าทำไมตรงนี้หลุดหรือ

ตรงข้ามกับไซไฟ (Sci-fi) ที่เฉลยบ้างไม่เฉลยบ้างก็ไม่มีใครว่าอะไร สามารถตีความเองได้ เมื่อเราเปลี่ยนแนวเรื่อย ๆ ก็จะรู้ว่าช่วงเวลานี้เราควรที่จะต้องสลับอารมณ์ยังไงให้ทำงานได้ทัน ผมค่อนข้างจริงจังกับการวางแผนในแต่ล่ะรอบงานหนังสือ งานรอบนี้จะออกหนังสือกี่เล่ม เราเขียนคนเดียวกี่เล่ม ต้องบริหารเวลายังไงให้ทันกับงานหนังสือ สลับอารมณ์ยังไง มันต้องมีเล่มที่ทำเพื่อขายยังไงก็ขายได้แน่ ๆ กับเล่มที่อยากทำอะไรไปเรื่อย ผมอยากเขียนอันนี้ก็จะเขียนเพราะว่ามันก็ต้อง หาตรงกลางระหว่างธุรกิจกับความเป็นศิลปิน แต่จะเขียนเฉพาะงานที่ขายดีอย่างเดียวไม่ได้ ผมมั่นใจมาก ๆ ว่าหนังสือเป็นธุรกิจที่มีเทรนด์ชัดเจน คุณจะเห็นได้เลยว่ายุคสมัยหนึ่ง ‘Haruki Murakami’ ขายดีมาก ๆ ผ่านมาก็จะเป็น ร้านวิเศษขายดี ผ่านมาก็จะเป็นสืบสวน ผมว่าทุกวันนี้สืบสวนก็เริ่มดรอปแล้วเหมือกัน ตอนนี้เริ่มเป็นกลุ่มงานแนวดราม่า วรรณกรรมไทยก็จะเริ่มขึ้น คือการสำรวจอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ มันทำให้เรามีโอกาสที่จะได้ผลงานตัวชูโรงใหม่โดยที่เราไม่ได้คาดคิดเหมือนกัน หรือมันทำให้เราได้ไปพื้นที่ใหม่ ๆ สมมุติว่าเขียนงานแนวเดียวตลอดไป วันหนึ่งงานแนวนี้ไม่ได้รับความนิยมจะเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก ทั้งชีวิต การทำงานตัวเอง และชีวิตสำนักพิมพ์ ผมก็ไม่ได้สามารถปล่อยให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ จึงต้องบริหารจัดการตัวเองให้ทำให้ได้ 

เคยเขียนแล้วตันไหม แล้วถ้าเขียนแล้วตันทำยังไง

ผมไม่เคยเขียนแล้วตันเลย ผมเป็นคนที่ทำพล็อตล่วงหน้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างรายละเอียดว่าแต่ละบทจะเล่าอะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้างในบท และทำงานตามแพลนเป็นหลัก ซึ่งถ้าเขียนแล้วไม่ชอบก็สามารถปรับได้ อย่างงานสืบสวน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ทำตามแพลน เพราะทุกขั้นตอน ทุกหลักฐาน ต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะถ้าไม่พอที่จะเขียนเราต้องรู้ตั้งแต่ก่อนเขียนแล้วว่าเนื้อหาไม่พอ ดังนั้นผมจะพูดเสมอว่า ถ้านักเขียนเขียนโดยละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบจะไม่ค่อยตัน ไม่ออกทะเล มันจะทำงานได้อย่างเป็นระบบ ผมพูดเสมอว่านักเขียนมีหลายแบบ เขียนงานสามปีเล่มเขียนไปเรื่อย ๆ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดีแต่เขาก็อาจจะเป็นศิลปินในรูปแบบหนึ่ง แต่ผมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรม มีพนักงาน 8 คน มี ฟิกคอร์ส 2-3 แสน จึงไม่สามารถออกงาน 3 ปีเล่มได้ งานรอบหนึ่งต้องออกเป็น 10 เล่มไม่งั้นอยู่ไม่ได้ มันก็ต้องทำงานตามแผนและขอบเขตที่วางไว้ ดังนั้นก็จะไม่เกิดปัญหานี้

คิดว่าเขียนนิยายแนวไหนยากสำหรับคุณเบส

นิยายแนวที่ยากที่สุดคือนิยายแนวที่ผมไม่อ่าน ถ้าหากยากในเชิงพื้นฐาน จริง ๆ งานสืบสวนเป็นแนวที่ยากที่สุด เพราะข้อเท็จจริงต้องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าผิดแค่เปอร์เซ็นต์เดียว นักอ่านก็จะรู้สึกว่าอีก 99 เปอร์เซ็นต์ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นงานสืบสวนมันมี ความเชื่อใจกันระหว่างนักเขียนกับนักอ่านมากว่าห้ามผิดข้อเท็จจริง เพราะเมื่อไหร่ที่ผิดนักอ่านจะไม่ไว้ใจส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้ว งานสืบสวนแบบ ‘ทรูดีเทคทีฟ’ มันต้องการข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็น แต่สำหรับผมไม่ได้รู้สึกว่างานสืบสวนมันยากมากเพราะว่าเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ค่อนข้างจะรู้ว่านักอ่านต้องการอะไร ผมคิดว่าสามารถทำให้นักอ่านได้ แต่งานที่มีปัญหากับผมมากคืองานที่ผมไม่ค่อยได้เขียนหรืออ่าน อย่างงานแนว สยองขวัญ แนวผี ผมไม่อ่านเลย รวมถึงแนวจีนโบราณด้วย แนวสยองขวัญยังมีอยากเขียนบ้าง แต่พอไม่ได้เขียนจึงไม่รู้ว่าอันนี้น่ากลัวหรือยัง เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่ได้ชอบอ่านก็ไม่อยากฝืนตัวเอง เขียนเท่าที่รู้สึกว่าชอบ พอเวลาไปค้นหาข้อมูลก็อาจจะติดปัญหานิดหน่อย

คุณเบสเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติไหม

ผมว่าเราต้องแยกเรื่องที่มีคนตายกับเรื่องเหนือธรรมชาติออกจากกัน อาชญากรรมที่ผมเล่าส่วนใหญ่มันคือ อาชญากรรมที่แท้จริง เช่น ‘ทรูดีเทคทีฟ’ ตำรวจพบอะไร เจออะไรบ้าง  ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยเล่าในเชิงอารมณ์ซักเท่าไหร่ มักเล่าเชิงข้อเท็จจริง ย้อนกลับไปที่ว่าเชื่อเรื่องผีไหม ผมไม่มีไอเดีย ผมรู้สึกว่าชีวิตส่วนใหญ่จะมีความเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ บนโลกคือ ไม่มีความเห็น ผมไม่ได้เชื่อหรือไม่ได้ไม่เชื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะหาคำตอบกับสิ่งนี้ไปทำไม อาจจะมีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ อย่าง มนุษย์ต่างดาวโลก โลกหลังความตาย ไม่มีผลโดยตรงต่อชีวิต ผมก็จะไม่ตั้งคำถาม หรือดราม่าส่วนใหญ่ในสังคมโซเชียล ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรงก็จะไม่ค่อยเข้าไปหาหรืออาจจะไม่แสดงความคิดเห็นอะไร ผมเป็นคนไม่ฟังเรื่องผี ไม่ดูหนังผี ไม่อ่านหนังสือผี ผมเป็นคนกลัวผี ผมไม่ดูหนังผีก็จะนึกบรรยากาศเรื่องผี ๆ ไม่ออก เราก็จะไม่รู้สึกอะไรเพราะว่าเรา ไม่ได้ฟัง ‘The Ghost’ ถ้าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ เอ็กซอร์ซิสต์ จริง ๆ ก็จะไม่ได้นึกถึงมัน

มีวิธีการตั้งชื่อเรื่องยังไงให้จับใจได้ขนาดนี้

ผมจริงจังกับการตั้งชื่อหนังสือมาก ๆ ขนาดที่ว่าหลายคนคงไม่คิดว่าจริงจังได้ขนาดนี้ มีหนังสือบางเล่มสามปีไม่เขียน เพราะไม่ได้ชื่อที่ถูกใจ แต่วันที่ได้ชื่อสิบวันก็เขียนเสร็จ เพราะชื่อแทบจะเป็นตัวแทนทุกอย่างในหนังสือ เราไม่สามารถเขียนหนังสือได้โดยไม่มีชื่อ เหมือนไม่มีเข็มทิศ ไม่มีทิศทาง ว่าด้วยการเขียนชื่อเรื่องก็ควรไปเรียนวิชา การเขียนคำโฆษณา ที่สอนเรื่องหลักการตั้งชื่อที่จดจำตามหลักจิตวิทยา การตั้งคำคล้อง การนำคำมาดัด การเลียนเสียง การสร้างจังหวะ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่นำหลักการเหล่านั้นมาใช้ชีวิต ผมชอบฟังคำ ฟังมีม ชอบหาข้อมูลแปลก ๆ เกี่ยวกับภาษา ดังนั้นผมคิดชื่อตลอดเวลา คำนี้ไพเราะเก็บไว้ คำนี้แปลกจดไว้ คำนี้ดูมีประโยชน์เอาไปใช้ แต่จะไม่ได้เขียนเรื่องนี้แล้วมานั่งเค้น จะคิดไปเรื่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งสำคัญของการเป็นนักเขียนมาก ๆ การเป็นนักเขียนไม่ได้ยากที่การเขียน

สิ่งที่ผมพูดเสมอว่าการเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนเขียนเป็น แต่ประเด็นสำคัญของการเป็นนักเขียนคือการคิด คิดว่าต้องเล่าเรื่องอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้นสิ่งที่นักเขียนควรจะมีคือการคิด ซึ่งผมใช้เวลาในการคิดไปเรื่อย ๆ บันทึกของผมมีพล็อตนิยายเป็นร้อยเรื่อง มันเยอะมากเพราะคิดพล็อตทุกวัน คิดชื่อทุกวัน จดไว้ทุกวัน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ว่าคัดจากหนึ่งไปร้อยมันต้องดีมาก ๆ ไม่งั้นไม่คงไม่ชนะอีก 99 ออกมาได้ ผมจะพูดเสมอว่าการคิดเรื่องให้ดี คิดชื่อให้ดี คือการคิดเยอะ ๆ คิดไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณคิดนิยายเรื่องหนึ่งแล้วคิดแค่ชื่อเดียวคิดไม่ออกหรอก อย่าง กาสังอังฆาต คิดเกือบ 30-40 ชื่อกว่าจะพอใจ  เพราะมันจะกลายเป็นความทรงจำของนักอ่านและมันจะมีผลมาก ๆ ต่อการขาย การจดจำ อารมณ์หรืออะไรก็ตาม

มีแนวเขียนแบบไหนที่อยากลองเขียนแต่ยังไม่ได้เขียนไหม

อยากเขียนแนวผี แต่ไม่ได้เป็นคนชอบดูขนาดนั้น ผมชอบดู ‘Final Destination’ ‘999 ต่อติดตาย’ งานของ ‘Stephen King’ ชอบอะไรที่เหนือธรมมชาติแต่ไม่ใช่ผีหน้าตาหน้ากลัว มันก็น่ากลัวแหละแต่ผมว่ามันไม่ดึงดูดใจเหมือนกับอะไรบางอย่างที่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ผมเลยชอบงานแนว ‘Stephen King’ แบบ ‘Supernatural’ อาจจะไม่ได้เป็นผีที่มาเป็นตัว ๆ เป็นเหมือนพลังพิเศษอะไรบางอย่างที่สร้างเหตุการณ์การหรือเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ เรฟก็คือผมชอบ ‘Final Destination’ ‘999 ต่อติดตาย’ อยากเขียนแนวที่มีคนตายเยอะ ๆ น่าจะสนุกดี

มีแนวทางการสร้างตัวละครในนิยายแต่ละเรื่องยังไง

จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญในการสร้างตัวละคร คือ เขาต้องการอะไร ตัวละครที่แท้จริงเขาต้องการอะไร คนนี้อยากจะไขคดี ไขคดีไปทำไม ตัวละครนี้อยากจะฆ่าคนไปทำไม มันตั้งโจทย์อยู่แค่นี้เองว่าตัวละครต้องการอะไร มีภูมิหลัง และแรงจูงใจที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้คืออะไร และความต้องการสูงสุดของตัวละครคืออะไร ผมค่อนข้างเนิร์ดทฤษฎีการเขียนพื้นฐาน เพราะรู้สึกว่ามันใช้ได้ดี ดังนั้นตัวละครที่มีเสน่ห์มากคือ ความต้องการและแรงจูงใจที่ชัดเจน ถ้าเราเห็นคนที่มีความพยายามมาก ๆ ตั้งใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก ๆ จะรู้สึกว่าความต้องการของเขามันสมเหตุสมผลแล้วจะรักเขาโดยธรรมชาติ เช่น ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ ตัวละครไม่มีอะไรซับซ้อนเลยแค่เป็นคน ๆ หนึ่งที่อยากมีชีวิตรอดจากสงครามแล้วก็มีภูมิหลังเป็นคนตาบอด ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่คนอ่านอินได้ง่ายมาก เพราะทุกคนเข้าใจว่าชีวิตมันมีคุณค่า โดยธรรมชาติไม่มีใครอยากตาย ความต้องการมันไม่ได้ซับซ้อน มันเข้าใจง่าย ยิ่งเราเข้าใจตัวละครได้ง่ายเท่าไหร่เราก็จะรักมันง่ายเท่านั้น

งานเขียนของคุณเบสมีทั้งพีเรียดและแนวปัจจุบัน อยากทราบว่ามีความยากง่ายแตกต่างกันไหม

แนวปัจจุบันง่ายกว่าเพราะมันไม่ต้องคิดอะไรเยอะ อะไรที่เราเขียนก็มักจะถูกเพราะว่ามันอยู่ในชีวิตจริง แต่คนอ่านจะไม่ชอบเพราะว่ามันง่ายไปและมีคู่แข่งเยอะ งานเขียนปัจจุบันที่เขียนยากคืองานสืบสวน เพราะว่าความรู้ในปัจจุบันอัพเดตตลอด ผมทำงานยังต้องคุยกับแพทย์นิติเวช ตำรวจ พิสูจน์หลักฐานตลอดว่า ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว รอยนิ้วมือมันยังหากันอยู่ไหม พันธุกรรมใช้ตัวอย่างมากขนาดไหน ทุกอย่างมันต้องหาข้อมูล

ดังนั้นคนที่เขียนสืบสวนก็จะใช้วิธีการเขียนพีเรียดเพราะมันง่าย ความรู้ก็ไม่ต้องอัพเดตมาก ไม่ต้องทันสมัย ไม่ต้องวิทยาศาสตร์มาก งานเขียนในปัจจุบันก็จะยากกว่าสำหรับงานสืบสวน สอบสวน แต่งานเขียนพีเรียดก็จะดราม่ามากกว่า ทำงานยากกว่าเพราะต้องว่าด้วยเรื่องยุคสมัย มีอะไรบ้าง อะไรมีอยู่จริงไม่มีอยู่จริง ระดับภาษาในเรื่อง ทำงานมากกว่าในแง่ของการตื่นตาตื่นใจ เราไม่ได้ชีวิตอยู่ในช่วงสมครามโลกดังนั้นพอเรารู้อะไรเกี่ยวกับสงครามโลกเราก็ตื่นเต้นไปหมด สมมติเราบอกว่าสมัยนั้นคนญี่ปุ่นอยู่ที่สนามหลวงคนก็จะตื่นเต้นแต่ถ้าเราบอกว่ามีนักท่องเที่ยวอยู่ที่สนามหลวงคนก็จะรู้สึกว่าเราจะพูดทำไม มันก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งเราทำงานหนักมากแค่ไหนคนก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ มันมีดีเทล มีรายละเอียดที่ชวนให้น่าจดจำ เราก็ต้องเลือกให้เหมาะว่าอะไรใช่ไม่ใช่ อย่างล่าสุดก็มีนักอ่านเดินมาบอกว่าอยากอ่านนิยายรักแต่ไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะรู้สึกว่าไม่อยากอ่านปัจจุบันอยากอ่านพีเรียด มันก็จะมีความกรุยกราย มีระบอบสังคม มีวิธีการมองที่ไม่เหมือนกับปัจจุบัน

กิตติศักดิ์ คงคา

รีเสิร์จข้อมูลยังไง ถ้าข้อมูลมันเยอะมากแล้วจัดการยังไงถ้าจะเอาส่วนไหนไปใช้

วิธีีรีเสิร์จที่ใช้มากที่สุดคือ รีเสิร์จให้ได้เยอะที่สุด แล้วเราก็จะรู้ว่าตรงไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้ เราจะรู้ว่ามันพอมั้ย เราก็จะรู้ว่าเนื้อหาของเรื่องมีดีเทลพอหรือยัง เอาง่าย ๆ คือถ้าเขียนได้ก็คือพอ แต่ว่าพอเราเขียนไม่ได้เราก็จะรู้ว่าติดอะไร เช่น ติดการบรรยาย ไม่รู้ว่าคนกินอะไร ไม่รู้ว่าคนทำอะไร เราก็ต้องไปดูไปอ่าน นิยายยุค ร.5 ก็ต้องไปอ่านนิยายยุค ร.5 จริง ๆ ว่า ยุคสมัยนั้นเขากินอะไรกัน ใส่เสื้อผ้าแบบไหน ต้องไปทำงานกับงานชิ้นอื่นอีกทีหนึ่ง ส่วนใหญ่เราจะรู้ด้วยตัวเองว่าจะเขียนเนื้อหามันพอที่จะเขียนไหม การเขียนงานพีเรียดสำหรับผม ผมไม่ค่อยเขียนงานพีเรียดไปเฉย ๆ แต่ว่า ฉันอยากเล่าสิ่งนี้ อยากเล่าประเด็นนี้ ตัวอย่างง่าย ๆ ดายดวงดอกสนหล่นโรย เราอย่างเล่าว่า ประเด็นเสรีไทย หรือว่าจวบจนสิ้นแสงแดงดาวเราอย่างเล่าเรื่องเขมรแดง เราอยากเฉย ๆ ไม่มีใครอ่านหรอก ต้องประกอบสร้างขึ้นมาให้ ให้มันมีเนื้อมีหนังมีชีวิต จริง ๆ ดายดวงดอกสนหล่อนโรยเป็น กึ่งงานประวัติศาสตร์มาก ดีเทลแต่ละหน้าแทบจะต้องอ่านบันทึกการประชุมมาเขียน แต่คนอ่านรู้สึกว่าประวัติศาสตร์มันเยอะมาก แต่เขาไม่รู้สึกว่ามันหนักเกินจนรับไม่ได้ รู้สึกว่าเขาเสพแล้วไปกับเรื่องได้ เป็นการทำงานที่เราอยากเล่าประเด็นนี้แล้วเราก็หยิบมาเล่า

ดังนั้นผมไม่ค่อยเล่าพีเรียดเฉย ๆ ถ้าแค่อยากเล่าพีเรียดเฉย ๆ มันก็จะไม่มีแกนอะไรให้เล่า ผมจะตั้งโจทย์เสมอว่าถ้าเปลี่ยนยุคได้หากไม่มีผลต่อเรื่อง ดังนั้นก็ต้องจริงจังว่า ทำไมต้องอยู่ยุคนี้ล่ะ ผมจึงชอบเขียนงานยุคสงครามเพราะเป็นคนชอบอ่านประวัติศาสตร์สงครามก็เลยรู้อะไรค่อนข้างเยอะ

มีเรื่องไหนที่รู้สึกชอบที่สุดตั้งแต่เขียนมาไหม

จวบจนสิ้นแสงแดงดาวก็เป็นเรื่องที่ชอบ จริง ๆ เขียนเป็นเล่มแรกในชีวิต เขียนด้วยความดิบ ความไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ เขียนไปตามสัญชาตญาณมาก ๆ แล้วด้วยความที่เราต้องเขียนเป็นคนตาบอดด้วย วิธีการมองโลก วิธีการจินตนาการ ไม่ได้เหมือนกับการเขียนเรื่องทั่ว ๆ ไปที่มันจะต้องบรรยายอะไร รวมถึงการเขียนในตอนนั้นก็ไม่ได้โฟกัสมากเท่าปัจจุบัน คือสมัยที่ไม่ค่อยมีใครรออ่านหนังสือเท่าไหร่ ก็เขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยประมาณหนึ่งเพราะ ไม่มีข้อกดดัน และรู้ว่าเขียนออกมาก็ไม่ค่อยมีคนอ่านเราก็จะไม่แคร์สักเท่าไหร่ เขียนสิ่งที่อยากเขียนจริง ๆ แต่ปัจจุบันต้องรู้แล้วว่าคนอ่านต้องการประมาณนี้ ก็มีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่เพิ่มมากขึ้นที่ ต้องตอบโจทยสำนักพิมพ์ตอบโจทย์คนอ่านด้วย อาจจะไม่สารมารถพลั่งพลูได้เท่าเก่า

แล้วตอนที่ ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ เป็นกระแสรู้สึกอย่างไร

รู้สึกว่าตายตาหลับ คือมันเขียนมา 6 ปี แล้วมันขายไม่ได้เลย คือพิมพ์ครั้งหนึ่งขายมา 5-6 ปีกว่าจะขายหมด แล้วก็จวบบจนสิ้นแสงแดงดาวเป็นหนังสือที่ใครอ่านแล้วก็จะชอบ แบบเราจะมีความรู้สึกว่าเปิดไปดูรีวิวแล้วไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่คนส่วนใหญ่ที่อ่านจะชอบแต่ไม่ค่อยมีคนอ่าน รีวิวส่วนใหญ่ก็จะเก่า ๆ ซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่ก็ต้องขอบคุณกระแสวรรณกรรมไทย ขอบคุณ ‘จวบรพีอัสดง’ ขอบคุณ ‘เดนดาวNEVER DIE’ ขอบคุณ ‘เมษาลาตะวัน’ ใด ๆ ที่ ดึงคนอ่านวรรณกรรมไทยให้กลับมาจวบจนสิ้นแสงแดงดาวก็เลยเนียน ๆ ขายไปด้วย ก็ดีใจที่หนังสือกลับมาขายได้ ตอนนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่ามันจะขายได้มากขนาดนี้ คิดว่าขายได้หมดสักพิมพ์หนึ่งก็ดีใจแล้วหรือว่ามีคนอ่านมากขึ้น แต่มันก็ขายได้ดีกว่าที่คิดมาก ๆ

คิดว่าเอกลักษณ์ในงานเขียนของคุณเบสคืออะไร

คิดว่าเอกลักษณ์ที่สำคัญของผมคือความแม่นยำ ความต้องการของคนอ่าน ไม่รู้ว่ามันเรื่องว่าเอกลักษณ์ได้หรือป่าว แต่นักอ่านรู้เลยว่าถ้าหยิบเล่มนี้ของพี่เบสจะได้ความรู้สึกไหนกลับไป  หยิบจวบจนก็จะต้องดราม่าจริง ๆ หรือนักสืบก็จะต้องสะใจ หักมุม มันก็ต้องเป็นแบบนั้นจริง ๆ คือผมรู้สึกว่าหนังสือที่ดีควรจะต้องรู้สึกปลอดภัยกับนักอ่าน ควรจะพาเขาไปในเส้นทางที่เขาอยากไป ไม่พาเขาออกนอกทาง อาจจะพาเขาเตลิดเปิดเปิงไปไกลมาก ๆ แต่ก็ยังอยู่บนเส้นทางที่เขาอยากไป ถ้าเขาอยากอ่านดราม่าก็ควรได้อ่านดราม่าที่เขาอยากอ่านจริง ๆ และดราม่าก็แล้วแต่ว่าเขาจะรับไหวแค่ไหนแต่มันไม่ควรจะมีอย่างอื่นมารบกวน หรือถ้าอยากอ่านรักก็ต้องรักจริง ๆ การที่เราโฟกัสแล้วก็ชัดเจนมาก ๆ ว่า แต่ละเล่มเราสื่อสารอะไรกับนักอ่าน มันก็จะทำให้นักอ่านเชื่อใจแล้วก็ไว้ใจ มันก็จะมีนักอ่านที่รู้สึกว่าหยิบงานพี่เบสแล้วไม่ค่อยผิดหวัง เราก็ไม่ได้เขียนเก่ง มหัศจรรย์ แต่เขารู้ว่าหยิบไปอ่านแล้วจะได้อะไร เหมือนเป็นความมุ่งมั่นระหว่างเรากับนักอ่านว่า ถ้าคุณชอบจวบจนคุณอ่านดายดวงน่าจะชอบ มีกลิ่นเดียวกัน รสชาติเดียวกัน

เราพยายามทำแบบนั้นเพื่อให้นักอ่านรู้สึกว่าอ่านงานของเราไม่ต้องใช้พลังงานเยอะในการเปิดขึ้นมาอ่าน คือหลายครั้งที่เราเป็นนักอ่านแล้วอ่านเรื่องที่เราไม่รู้อะไรเลยมันจะมีแรงต้านนิดนึง บางทีถ้าหน้าหนังสือมันไม่ชัดหรือวิธีการเล่ามันไม่ชัด นักอ่านจะรู้สึกว่าเหนื่อยตัดสินใจได้ยาก แต่ทำไมสืบสวนถ้าคนชอบเล่มหนึ่งจะตามเก็บจนครบห้าเล่ม เพราะเขาก็รู้ว่าเล่มอื่นก็จะเป็นอารมณ์นี้ ไม่ได้หนีไปจากนี้ไกล ดังนั้นเขาก็จะรู้สึกว่าปลอดภัยและอ่านได้  ผมทำวิธีแบบนี้ คือค่อนข้างจะชัดเจนเลยว่าแต่ละเล่มให้อะไร นักอ่านจะได้ตัดสินใจง่ายแล้วก็เอนจอยกับมันได้เต็มที่

แรงบันดาลในการเขียนนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์หรือสืบสวนคืออะไร

สืบสวนชอบเขียนเพราะว่าอยากอ่านแต่ไม่ค่อยมีใครเขียน ประเด็นก็คือไม่ชอบอ่านงานแปลเพราะจำชื่อไม่ได้  รู้สึกว่าชื่อเยอะจังจำไม่ได้สักที ถ้าตัวละครเกิน 10 แทบไม่อ่านเลย รู้สึกเหนื่อยเกินไปมันใช้เสมอเยอะ จะชอบอ่านงาน ‘ฮิงาชิโนะ เคโงะ’ เพราะตัวละครน้อย เหมือนบางทีเราไม่ได้โฟกัสเรื่องเลยโฟกัสแค่ว่าชื่ออะไร คนนี้ใคร สรุปแล้วหลักฐานนี้ของใคร พอเปิดไปเปิดมาลืมแล้วว่าอ่านถึงไหน

 ทำไมไม่มีงานไทยที่อ่านง่าย ๆ ที่เราอยากอ่าน แล้วพอมาดูงานไทย งานสืบสวนไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานสืบสวนยุคก่อนหน้าที่ผมจะมาทำ สืบสวนผสมเส้นรักเยอะสุด แล้วก็สืบสวนผสมผี สืบสวนแฟนตาซี สืบสวนเฉย ๆ ไม่มีเลย คือก็มีแหละแต่หาปัจจุบันน้อย  สืบสวนปัจจุบัน ที่ไม่มีเส้นเรื่องอื่นมาผสมคือผมหาไม่ได้ ไม่รู้จะอ่านของใครหรือถ้ามีก็ไม่โดนใจ เช่น อ่านไปแล้วเจอความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผิด มันก็จะหงุดหงิดอีกสุดท้ายก็เขียนเอง กาสังอังฆาต มาด้วยอารมณฺ์เขียนเองอ่านเองไม่ได้คิดว่าจะขายดี เพราะไม่คิดว่าจะมีคนอ่าน พิมพ์รอบแรกแค่ 1500 แค่ส่งสายส่งก็พอแล้ว ส่วนงานอิงประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ในการ ปลดปล่อยอารมณ์ที่มีประโยชน์มาก ๆ

ผมจะเขียนงานหลัก ๆ อยู่สามกลุ่มคือ สืบสวน ไซไฟ และดราม่า สืบสวนเอาไว้ปล่อยความสนุก ความเคร่งครัด ความจริงจังในการสืบสวน ไซไฟเอาไว้ปลดปล่อยจินตนาการ อยากเล่าอะไรที่หลุดไปจากความเป็นจริง ๆ มาก ๆ สุดท้ายดราม่าคือเอาไว้ถ่ายทอดอารมณ์ดราม่าของตัวเองออกมา คนอ่านสืบสวนกับไซไฟก็ไม่ได้อยากอ่านดราม่าเยอะ เวลาที่เราเขียนอะไรที่มันวิจิตร มันพล็อตพื้นฐานมาก ๆ เราก็รู้สึกอยากเปลี่ยนมาเขียนตัวละครธรรมดาบ้าง ตัวละครนอนคุยกันตอนหนึ่งแล้วก็บ่นนู่นบ่นนี่ไปเรื่อย ๆ เป็นการสลับโหมดสลับอารมณ์ที่มันทำให้เราไม่รู้สึกไม่หมดไฟด้วย ก็เขียนวนไปเรื่อย ๆ

คุณเบสขึ้นชื่อเรื่องการเขียนนิยายแนวสืบสวน มีอะไรอยากแนะนำนักอ่านที่อยากลองอ่านสไตล์นี้ไหม

อยากให้ลองอ่านแนวสืบสวนด้วยเพราะว่ามันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด มันก็นิยายปกติเพียงแต่ว่ามันว่าด้วยการตามหาว่าใครทำผิด สำหรับผมผมรู้สึกว่างานสืบสวนเป็นงานที่คล้าย ๆ เกม เหมือนเล่มเกมไปกับตัวละคร นักสืบ ได้ของมาแบบนี้เราคิดว่าใครเป็นคนร้าย จะหักมุมยังไง เฉลยปมยังไง เราจะทายถูกไหม ผมรู้สึกว่าการอ่านหนังสือหลายแนวทำให้เราผ่อนคลายหลากหลายรูปแบบดี สมมติว่าปกติเราเครียดเราออกไปกินหมูกรอบ แต่ถ้าเราเครียดทุกวันไปกินหมูกรอบทุกวันก็อาจจะเบื่อได้ แต่ถ้าวันนี้เราเครียดเรากินหมูกรอบ พรุ่งนี้เราไปออกกำลังกายอีกวันเราไปตีแบต เปลี่ยนรสชาติในการพักผ่อนไปเรื่อย ๆ มันจะทำให้ชีวิตเรามีสีสันมากขึ้นแล้วก็เราอาจจะกลับมาอ่านนิยายแนวเดิมได้สนุกมากขึ้น

จากการที่คุณเบสไปแจกรายเซ็นที่งานหนังสือบ่อยทำให้เจอแฟนคลับจำนวนมาก มีคำพูดไหนของแฟนคลับที่ติดอยู่ในใจบ้างมั้ยคะ หรือมีคำพูดไหนที่ทำให้อยากทำอาชีพนักเขียนต่อไหม

เอาที่ชอบที่สุดแบบซึ้งกับชอบที่แบบเชิงตลก เอาแบบซึ้งก่อน คือมีนักอ่านคนหนึ่งมารอที่บูธมารอตั้งแต่วันแรก ๆ เป็นคิวที่สามของงานน่าจะเป็นงานรอบที่แล้ว แล้วก็็เราเห็นแล้วว่าน้องใส่วิก แต่ช่วงนั้นเป็นเหมือนงานคอสเพลย์เราก็นึกว่าน้องคอสเพลย์ น้องบอกว่าป่วยเป็นมะเร็งแล้วตอนนี้ก็กำลังคีโมอยู่ ก็คือต้องใส่วิก การออกจากบ้านของน้องเป็นเรื่องที่ใหญ่มากในชีวิตแต่น้องอยากมาเจอเพื่อบอกว่าหนูยังมีชีวิตอยู่ต่อเพราะหนูรู้ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีหนังสือเล่มใหม่ให้หนูรออ่าน หนูรออ่านหนังสือนักสืบของพี่ทุกเล่ม เขารู้สึกว่าพื้นที่นี้มันให้เขาได้มาก ๆ  แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขามีความหวังเพื่ออยู่รออะไรบางอย่าง เขาก็รู้ว่าเดี๋ยวเราก็ขายอีก เดี๋ยวก็มีอะไรออกมาใหม่ ๆ  แล้วเขาก็เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นที่ปลอดภัยให้เขา เป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ คือไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวหรือป่าว แต่เวลาผมมีปัญหาชีวิตมาก ๆ ผมจะชอบเปิดรายการตลก ๆ ดูรายการทำอาหารอะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันปลอดภัยกับความรู้สึกเรามาก ๆ แล้วเราก็ดีใจที่เราได้เป็นสิ่งนั้นให้กับใครสักคน

ส่วนเรื่องที่ตลกที่สุดที่ชอบคือ นักอ่านเดินมาบอกว่า พี่หนูไม่คิดว่าพี่จะเป็นคนแบบนี้เลยนะ หนูคิดว่าพี่จะเป็นคนจริงจัง เพราะเขียนเรื่องเครียด คนตาย สืบสวน แต่ตัวจริงพี่เป็นตลก ไร้สาระ มันฟังแล้วก็ตลกเพราะเรารู้สึกว่าเราอยากเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้อยากเป็นปูชนียนักเขียน ไม่อยากอยู่บนหิ้งเพราะว่าการอยู่บนหิ้งเป็นเรื่องที่ยาก คือคนเรามันผิดพลาดอยู่แล้ว พอเราอยู่บนหิ้งก็จะถูกคาดหวังเยอะ เราอยากเป็นแค่นักเขียนข้างบ้านที่นักอ่านอ่านแล้วรู้สึกว่าพี่เบสเป็นเพียงนักเขียนข้างบ้านที่ออกหนังสือแล้วเราก็แค่ซื้อมาอ่าน คือไม่ต้องคาดหวังเยอะว่าฉันเป็นใคร เก่งมาจากไหน ฉันแค่รู้สึกว่าคนนี้ตั้งใจเขียนจังเลยอุดหนุนหน่อยดีกว่า ผมไม่ต้องต้องการจะเป็นยอดนักเขียนในดวงใจ รู้สึกว่าตำแหน่งมันใหญ่เกินไป ไม่ได้อยากยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เป็นคนธรรมดาที่ผิดพลาดได้ เราพูดเสมอว่า มันอาจจะพลาดบ้างก็ได้นะแต่ก็อย่าพึ่งหนีไปไหนแล้วกันขอแก้ตัวหน่อย

สำหรับนักเขียนมือใหม่ มีแนวทางแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มเขียนหนังสือไหม

ข้อสำคัญที่สุดคือการหาตรงกลางระหว่างนักเขียนกับนักอ่านให้เจอ นักเขียนจะมีเรื่องที่อยากเขียนมาก ๆ แล้วนักอ่านก็จะมีเรื่องที่อยากอ่าน เขียนตามใจนักอ่านอย่างเดียวก็จะรู้สึกว่าหมดไฟเพราะรู้สึกว่าเป็นเหมือนเครื่องจักรพิมพ์ไม่ได้เป็นนักเขียน แต่จะเขียนอย่างเดียวที่อยากเขียนก็ไม่มีใครอ่าน คือไม่ได้เงินก็อยู่ไม่ได้ บางคนไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินแต่หนังสือลงไปไม่มีคนอ่านมันก็เศร้ามันก็คงไม่รู้สึกดี ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่บิดจุดที่ใช่ในการเป็นนักเขียน

สมมติว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ลองบิดหามุมว่านักอ่านชอบแนวไหน มีวิธีการเล่าเรื่องแบบไหน ลองอ่านหนังสือที่อยู่ในกระแสเยอะ ๆ เพราะหนังสือที่ขายดีคือหนังสือที่นักอ่านชอบ มันอาจจะดีในเชิงวรรณศิลป์แต่รู้ว่านักอ่านชอบเราก็ต้องศึกษา นักเขียนจำนวนมากไม่ค่อยได้ลองฟังเสียงนักอ่านมากเท่าที่ควร ก็อาจจะฟังแต่ไม่ได้พยายามฟังมาก ๆ ขนาดนั้น อาจต้องทำงานหนักกับสิ่งนี้เพราะว่า เราขายของ งานเขียน็เป็นเชิงศิลปะพานิชย์ คือคุณจะไม่สนใจเรื่องขายมันก็ทำให้คุณอยู่ยาก เราต้องหาตรงกลางให้เจอ ถ้าเจอเราก็จะมีความสุข เราก็จะเป็นตัวของตัวเองด้วยแล้วก็จะขายหนังสือได้ด้วย มีคนอ่านด้วยก็จะแฮปปี้

หากคุณเบสต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับความรัก จากนวนิยายเรื่อง ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ และ ‘ดายดวงดอกสนหล่นโรย’ จะเลือกอะไร เพราะอะไร

ผมคงเลือกความรักมั้ง ความรักเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในขณะที่อุดมการณ์เป็นสิ่งที่สมมติขึ้น ไม่มีจริง ดังนั้น เวลาที่เราสามารถรักใครสักคนได้มันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในการช่วยเหลือ เกื้อกูล เมตตาผู้อื่น ในขณะที่อุดมการณ์เป็นมายาคติที่สร้างส่วนใหญ่ก็เพื่อการปกครอง การอยู่ร่วมกัน สัญญาประชาคมใด ๆ ผมเคยพูดอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมก็ค่อนข้างชอบ เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเชื่อขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์ให้เลือกความเป็นมนุษย์เสมอ เพราะสำหรับผมความเป็นมนุษย์สำคัญที่สุด ผมพยายามสื่อสารในงานของผม ผมชอบเอางานประวัติศาสตร์มาเขียนใหม่เพื่อที่อยากจะบอกว่ามันยังมีอีกหลายมุมมองที่คุณไม่เคยเห็นหรือไม่เคยใช้เลนส์สายตาแบบนี้ในการอ่านเรื่องราวใด ๆ เหมือนอย่างดายดวงดอกสนหล่อนโรย ก็แค่จะบอกว่าไม่ว่าเราจะรักชาติแบบไหนสุดท้ายก็รักชาติเหมือนกัน ถ้าย้อนไปวันนั้นแล้วอักษะเป็นฝ่ายชนะ จอมพลป. จะเป็นฮีโร่ทันทีที่นำชาติเข้าสู่การทำสงคราม ดังนั้นถอยกลับมามองอีกก้าวหนึ่งแล้วมองทุกคนเป็นมนุษย์มากขึ้น แล้วจะเข้าใจมนุษย์มากขึ้นกว่าที่เราจะรู้สึกว่าคนนี้ดีคนนี้เลว คิดให้ช้าลงแล้วตัดสินคนอื่นให้น้อยลงทำความเข้าใจให้มากขึ้นสังคมโลกอาจจะสงบสุขมากกว่านี้ เราพยายามไปชี้หน้าว่าใครถูกหรือผิดเสมอมันอาจจะดีก็ได้

“ความรักเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในขณะที่อุดมการณ์เป็นสิ่งที่สมมติขึ้น”

“คิดให้ช้าลงแล้วตัดสินคนอื่นให้น้อยลงทำความเข้าใจให้มากขึ้นสังคมโลกอาจจะสงบสุขมากกว่านี้”

คิดว่าหนังสือของตัวเองเล่มไหนที่คิดว่าอยากให้แมสมากกว่านี้ไหม

ผมอยากให้หนึ่งนับวันนิรันดรแมสมาก ผมจะพูดเสมอว่าหนึ่งนับวันนิรันดรเป็นพล็อตที่พระเจ้ามอบให้ คือผมไม่สามารถเขียนนิยายแนวหนึ่งนับวันนิรันดรได้อีกหลังจากเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาแล้ว พยายามหลายครั้งมากที่จะคิดพล็อตให้ใกล้เคียงแต่ก็คิดไม่ได้อยู่ดี ผมจะพูดเสมอว่าหนังสือของผมสามารถอ้างอิงหรือทำซ้ำรสเดิมได้ แต่หนึ่งนับวันนิรันดรเป็นเล่มเดียวที่ทำไม่ได้ คือไม่สามารถสร้างพล็อต อารมณ์ วิธีการแบบนี้ได้อีก ดังนั้นมันไม่มีวิธีอื่นเลยนอกจากจะขายเล่มนี้ ผมว่าหนึ่งนับวันนิรันดรบรรยากาศคล้ายกับจวบจนสิ้นแสงแดงดาว คือไม่ค่อยกังวลเวลาเห็นคนรีวิว เพราะร้้อยละ 90-95 คนจะชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนพระเจ้าให้มาและเราไม่สามารถทำซ้ำได้แล้ว

 

3 อนาคตและเส้นทางความฝันที่อยากส่งต่อ

กิตติศักดิ์ คงคา

การทำงานในอาชีพนักเขียนในอนาคต ความคาดหวัง และจุดมุ่งหมาย

ไม่ค่อยมี รู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตตัวเองก็มีความสุขดี ได้ทำหนังสือที่ตนเองอยากทำ เขียนหนังสือมาขายแล้วไม่ขาดทุน มีคนรออ่าน หรือเวลาที่เราคิดพล็อตอะไรสักอย่างออกแล้วอยากเขียน ก็ไปโพสต์สเตตัสบนช่องทางต่าง ๆ หรือไปทำคลิป Tiktok แล้วก็มีคนมาบอกว่าอยากอ่าน ชีวิตนักเขียนก็แค่นี้ เราอยากเล่าเรื่อง มีคนอยากอ่าน จะต้องการอะไรมาก เรารู้สึกว่าเราก็อิ่มตัวนะ ชีวิตมีนักอ่านที่รักเรา มีผลงานที่เราแฮปปี้ได้ทำงานอะไรแบบนี้

ก้าวต่อไปที่อยากทำก็คิดว่า ในจุดหนึ่ง ถ้าอยู่ตัวกว่านี้ อยากจะซัพพอร์ตนักเขียนคนอื่นมากขึ้น อยากเอาผลงานคนอื่นมาตีพิมพ์ หรืออยากจะเปิดช่องทางถ่ายทอดโนว์ฮาวความรู้หรือว่าซัพพอร์ต ตั้งใจว่าจะทำเป็นมหกรรมหนังสือเล็ก ๆ แล้วชวนนักเขียนอิสระมาออกบูธ หรือว่าทุกวันนี้ที่ได้ไปทำงานอยู่ในสมาคมผู้จัดพิมพ์ เพราะว่าอยากจะสนับสนุนให้วงการมันไปข้างหน้าได้มากกว่านี้ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตนเอง บางทีเราเห็นคนอื่นที่มีความฝัน ความพยายามมาก ๆ แล้วถ้าเราซัพพอร์ตเขาได้ในทางตรงหรือทางอ้อมก็คงจะดี แต่ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น เราก็ทำเท่าที่เราไหว แต่วันหนึ่งถ้าเราคิดว่าเรานิ่งแล้ว มั่นคงแล้ว แล้วก็พร้อมมาก ๆ แล้ว เช่นเราอาจจะเขียนหนังสือปีละเล่ม ช่วยเอาของคนอื่นมาดู มาช่วยมาบริหารจัดการ หรือว่ามาช่วยผลักดันให้เขาไปข้างหน้ามากขึ้น

ในฐานะคุณเบสเป็นกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ แล้วการทำงานในสมาคมมีแนวทางอย่างไรในการสนับสนุนให้วงการหนังสือไทยไปไกลกว่านี้ไหม

สำหรับผม ผมว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สมาคมผู้จัดพิมพ์ผลักดันวงการหนังสือเยอะมาก โดยฉพาะเรื่องของการส่งออกหนังสือ ส่งออกลิขสิทธิ์ การจัดการเรื่องการบริหารการแปล สมาคมผู้จัดพิมพ์หางบจากภาครัฐมาเยอะ แล้วก็สนับสนุนมาก ๆ ในการช่วยเหลือวงการ โดยเฉพาะการส่งออก การบริหารจัดการ การเพิ่มศักยภาพในวงการหนังสือ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็มีข้อจำกัด  ตอนเราอยู่ข้างนอกเราอาจจะไม่ค่อยรู้ พอไปทำข้างในเราถึงได้รู้ว่านี่คือทำสุด ๆ แล้ว กรรมการมีค่าแรงเพียง 2,000 บาทต่อเดือน เราทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว คนข้างนอกอาจจะชอบบ่นว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ถ้าลองมาทำจะรู้ว่ามันทำที่สุดได้แค่นี้ ไม่ได้กวน แต่ถ้าใครคิดว่าทำได้ดีกว่านี้ก็อยากชวนมาทำ เพราะว่านี่ก็ทำให้สุด ๆ แล้ว ทุกอย่างผลิตผลที่ออกไป มันก็ทำได้มาก ๆ แล้ว

บางอย่างมันไม่สามารถทำได้มากกว่านี้ มันจะติดเงื่อนไขภาครัฐ ภาครัฐจะสนับสนุนแบบนี้ เราไม่สามารถเอาเงินไปโยนให้ผู้พิมพ์หนังสือได้โดยตรง หรือค่าบูธทุกวันนี้ไม่มีกำไรนะ เอาค่าเช่าฮอลล์มาหารจำนวนบูธ่แล้วคิดตามนั้นเลย เหลือแค่ที่เดียวก็ขาดทุนแล้ว ขายหมดก็เท่าทุน สมาคมผู้จัดพิมพ์แทบไม่ได้อะไรจากการทำหนังสือ สมาคมหางบมาผลักดันอย่างเดียว พอได้เข้ามาทำข้างในก็รู้สึกว่ามันน่าอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะคนที่อยู่ข้างในก็ทำอะไรเพื่อคนอื่นเหมือนกัน เดือนละ 2,000 เอง ใครว่างก็อยากชวนไปทำ ขับรถไปประชุมยังไม่ได้เลย แต่ก็ทำก็ได้

ตอนนี้มีโปรเจกต์ใหม่เกี่ยวกับนิยายเรื่องถัดไปไหม

จริง ๆ มีเยอะ แต่หลักๆที่จะออกงานหนังสือรอบนี้ก็จะมี 4 ประเภทหลัก ๆ ที่จะออก็คือ สืบสวน ‘ปาเจราจาบัลย์’ ที่เขียนจบแล้ว กลุ่มที่ 2 ที่จะเขียนคืนนี้คือ ‘โหราฆาตกรรม’ ที่เป็นแนวระทึกขวัญ เล่มแรกคือ ‘ใครตายก่อนชนะ’ แล้วก็เล่มที่ 3 เป็นแนวไซไฟ เป็นเศรษฐศาสตร์ผสมกับฟิสิกส์จักรวาล ว่าถึงเรื่องการเงิน แล้วก็จะเขียนถึงเล่มถัดไปชื่อว่า ‘สามเกือบเป็นไปไม่ได้’ เล่มสุดท้ายเป็นเกย์ขมอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดิม ชาติที่แล้วอาจจะเกิดในยุคจอมพลป.เพราะเขียนหนังสือในยุคนั้นมา 4-5 เล่มแล้ว อาจจะเป็นใครสักคนในสงคราม ที่เขียนเพราะว่าพอมาศึกษามีเรื่องอีกเยอะมากทีี่ต้องเล่า จริง ๆ ตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2  อีก แต่ว่าไปออสเตรเลีย ไปเดินพิพิธภัณฑ์สงคราม แล้วรูู่้สึกว่าสิ่งนี้ไม่เล่าไม่ได้ ถ้าไม่เล่าเรื่องนีี้ คนไทยจะไม่ได้รู้แน่ ๆ  เลยเอาไปเล่าดีกว่า แล้วยอมให้คนด่าว่าเขียนแต่เรื่องซ้ำ ๆ ไม่เป็นไร ด่ามาก็ได้ (ขำ ๆ) ก็ช่วยๆกันอ่านครับ

ฝากผลงานของคุณเบส และช่องทางการสื่อสารว่าสามารถติดตามได้ทางไหนบ้าง

ฝากช่องทาง Facebook, Tiktok, Instagram, Twitter และ Youtube สามารถเสิร์ชว่า “กิตติศักดิ์ คงคา” ได้เลย หรือง่ายที่สุดก็อ่านหนังสือที่มีชื่อ “กิตติศักดิ์ คงคา” บนปก ก็เป็นพระคุณอย่างมากแล้วครับ


บทสัมภาษณ์ของคุณเบสในครั้งนี้ไม่ได้พาให้เรารู้จักนักเขียนผู้รังสรรค์ผลงานชื่อดังเพียงเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้เห็นถึงเบื้องหลังความคิด วิธีการทำงาน และมุมมองการใช้ชีวิตของคนผู้หนึ่ง ที่เลือกเดินตาม “แพสชัน” ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบอย่างน่าสนใจ โดยเห็นได้ว่าความสำเร็จของคุณเบสไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการวางแผน วินัย การสังเกตโลกอยู่เสมอ รวมทั้งการไม่หยุดที่จะเรียนรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสัมภาษณ์คุณเบสในครั้งนี้คือ การเป็นนักเขียนไม่ใช่แค่การเขียนหนังสือ แต่คือการคิด การเข้าใจมนุษย์ และการส่งสารไปถึงใจผู้อ่าน คุณเบสทำให้เราเห็นว่าหนังสือไม่ใช่เพียงกระดาษที่เปื้อนน้ำหมึก หากแต่คือพื้นที่ปลอดภัย ความหวัง จนเป็นถึงแรงผลักดันให้ใครบางคนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกอันแสนวุ่นวายนี้

อีกทั้งการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ยังทำให้เราเข้าใจวงการหนังสือไทยมากขึ้น ทั้งในมุมมองของนักเขียน สำนักพิมพ์ และการทำงานเบื้องหลัง ที่ต้องอาศัยทั้งศิลปะและความรู้ด้านการบริหารธุรกิจควบคู่กันไป รวมถึงทำให้เห็นความตั้งใจของคนในวงการที่พยายามผลักดันให้วรรณกรรมไทยเติบโตและมีพื้นที่มากขึ้นในสังคม ในท้ายที่สุดนี้สิ่งที่น่าจดจำจากการสัมภาษณ์คุณเบสอาจไม่ใช่เพียงเทคนิคการเขียนหรือความสำเร็จของคุณเบส แต่กลับเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายว่า “คิดให้ช้าลง ตัดสินคนอื่นให้น้อยลง ทำความเข้าใจให้มากขึ้น” ที่ไม่เพียงสะท้อนตัวตนของนักเขียนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นมุมมองต่อมนุษย์และโลกที่น่าจดจำอีกด้วย


ภาพถ่ายโดย ©️ นิวัต พุทธประสาท

Related

ShareTweetShare
สมลดา เนียมละมูล

สมลดา เนียมละมูล

นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร คณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย เพราะการอ่านหนังสือเปรียบเสมือนการเดินทางไปยังเรื่องราวของจินตนาการอันไร้ขอบเขต จึงหลงใหลในการแกะร่องรอยของอารมณ์ผ่านตัวอักษร เพื่อกลั่นกรองความงามที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดเป็นงานเขียน

ปาริฉัตร สาแก้ว

ปาริฉัตร สาแก้ว

จากมหาลัยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ รักและชื่นชอบในงานวรรณกรรมไทยและต่างประเทศ หลงใหลในวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่สะท้อนความเป็นอยู่ของผู้คน ใฝ่ฝันที่จะบอกเล่าควาคมฝันของตัวเองผ่านตัวอักษรเคียงคู่กับแมวตัวโปรด

ศศิกานต์ ไชยทา

ศศิกานต์ ไชยทา

ศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความชื่นชอบและหลงไหลในงานวรรณกรรมเป็นอย่างสูง จึงสนใจและอยากหาประสบการณ์การทำงานในด้านงานวรรณกรรม เช่น การแปล การเขียน ไปจนถึงการบรรณาธิการ เพื่อนำไปพัฒนาทักษะและงานเขียนของตนเองในอนาคต

RelatedPosts

jidanan
Interview

สัมภาษณ์ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท กับการเปลี่ยนแปลงของวงการหนังสือ

November 26, 2025
741
คุยกับ ทราย เจริญปุระ : เมื่อการ (หยุด) เล่าคือการเยียวยา
Interview

คุยกับ ทราย เจริญปุระ : เมื่อการ (หยุด) เล่าคือการเยียวยา

August 1, 2025
960
ฟลอเรียน เวิร์ตซ์
Interview

บทสัมภาษณ์แรก: ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ กับก้าวแรกในบ้านหลังใหม่ที่แอนฟิลด์

June 21, 2025
10
Spike Write E-magazine
Download

Spike Write E-magazine

August 16, 2024
72

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ขาไก่หิมพานต์ แฮ่ แฮ่ ขาไก่หิมพานต์ แฮ่ แฮ่ ขาไก่หิมพานต์ แฮ่ แฮ่

Recent Posts

บทสัมภาษณ์: กิตติศักดิ์ คงคา นักเขียนข้างบ้านผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักอ่านด้วยแพสชัน

บทสัมภาษณ์: กิตติศักดิ์ คงคา นักเขียนข้างบ้านผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักอ่านด้วยแพสชัน

May 28, 2026
เดนดาว Never Die

น้ำสั่งฟ้า ปลาสั่งฝน เดนดาว สั่งน้ำตา

May 27, 2026
วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย: ร่วมสำรวจความตายที่กลายเป็นหลุมลึกไร้ก้นบ่อ

วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย: ร่วมสำรวจความตายที่กลายเป็นหลุมลึกไร้ก้นบ่อ

May 26, 2026
ปรัมชรา: เศรษฐีชรากับเรื่องเล่าจากปากกะลาสีเรือ

ปรัมชรา:เศรษฐีชรากับเรื่องเล่าจากปากกะลาสีเรือ

May 24, 2026
ระนอง

ระนอง ไม่ใช่แค่เมือง แต่คือผู้คน

May 20, 2026

Popular posts this month

  • konan

    แนะนำ โคนัน เดอะมูฟวี่ ภาคไหนสนุกจนลืมไม่ลง!

    161 shares
    Share 76 Tweet 36
  • พนักงานออฟฟิศกับชีวิต Work (ไร้) Balance

    35 shares
    Share 14 Tweet 9
  • เธอทำลาย, เธอกล่าว: เพราะเป็นหญิงสาวจึงเจ็บปวด

    23 shares
    Share 9 Tweet 6
  • ดายดวงดอกสนหล่นโรย นิยายยาพิษที่ผู้ดื่มตั้งใจกลืน

    6 shares
    Share 2 Tweet 2
  • Intern Diaries: ประสบการณ์ฝึกงานสำนักพิมพ์

    98 shares
    Share 40 Tweet 24
Hamlet Hamlet Hamlet
ADVERTISEMENT

About Us

Spike Logo

Categories

  • Article
  • Books Review
  • Download
  • Fashion
  • Film Review
  • Interview
  • Literature
  • Music
  • Novel
  • Podcast
  • Poem
  • Review
  • Short Story
  • Sound
  • Sport
  • Travel Trip
  • Uncategorized
  • writing

Tag

Before It Starts to Rain bungo stray dogs existentialism features post Film Inio Asano literature liverpool manga Music Orca Rabuka Review Sadeq Hedayat shoegaze short stories Short Story Short Story Season short story winter Sound steppenwolf The Stray Dog travel weird fiction William Shakespeare การอ่าน คณะประพันธกรจรจัด จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ทราย เจริญปุระ นักเขียน นิวัต พุทธประสาท บทความ ฝึกงาน ฝึกงานสำนักพิมพ์ ร เรือในมหาสมุท วงการหนังสือ วรรณกรรม วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา หิมะแดง อนิเมะ เครื่องเสียง เธอทำลาย เธอกล่าว เม่นวรรณกรรม เม่นวรรณทอร์ค เรื่องสั้น

Review

The Jug & Bottle โรงแรมในลิเวอร์พูล ที่อยู่นอกเมือง

The Jug & Bottle

การนอนนอกเมืองลิเวอร์พูลนั้นไม่ได้ลำบากอะไรเลย โดยเฉพาะถ้าได้นอนโรงแรม Jug & Bottle ที่มีราคาสมเหตุสมผล มีประวัติยาวนาน สะอาด สวยงาม และไม่ควรพลาดเดินเดี่ยวที่ Heswall
รีวิว Rega Planar 1 : เครื่องเล่นแผ่นเสียง งบประมาณต่ำที่ดีที่สุด…ในโลก…ตลอดกาล?

Rega Planar 1

Rega Planar 1 เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาประหยัดที่พัฒนามาจากรุ่น RP1 ด้วยการออกแบบใหม่ ใช้งานง่าย ปรับปรุงโทนอาร์ม RB110 และคุณสมบัติเด่นมากมาย เสียงของมันแม่นยำและมีพลัง ฿14000
AIWA MI-X100 RETRO

AIWA MI-X100 RETRO

Aiwa MI-X100 RETRO เป็นลำโพงที่ฟังสบาย ไม่ขับเน้นเสียงใดเสียงหนึ่ง สามารถฟังได้หลายแนวเพลง ฟังได้นาน แบตเตอรีใช้งานได้อย่างยาวนาน ฿2790

© 2026 Spike Write - Premium News & Magazine blog by Spike Write.

Welcome Back!

Sign In with Facebook
Sign In with Google
OR

Login to your account below

Forgotten Password? Sign Up

Create New Account!

Sign Up with Facebook
Sign Up with Google
OR

Fill the forms below to register

All fields are required. Log In

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In

Add New Playlist

  • Login
  • Sign Up
  • Cart
No Result
View All Result
  • Article
  • Review
  • Podcast
  • Fiction
  • Our Authors

© 2026 Spike Write - Premium News & Magazine blog by Spike Write.

This website uses cookies. By continuing to use this website you are giving consent to cookies being used. Visit our Privacy and Cookie Policy.
Not enough quota to unlock this post
Unlock left : 0
Are you sure want to cancel subscription?