Table of Contents
1 หากให้นึกถึงเพื่อนที่ดีที่สุดของแต่ละคน ทุกคนจะนึกถึงอะไรกันคะ
เพื่อนในวัยอนุบาลหรือประถมที่อยู่ด้วยกันมานานนมจนไม่มีความลับต่อกัน เพื่อนสมัยมัธยมที่คอยพากันเล่นสนุกและล่มหัวจมท้ายไปด้วยกัน หรือเป็นเพื่อนในวัยมหาวิทยาลัย เพื่อนวัยทำงานที่คอยผ่านอุปสรรคที่เหนื่อยจนแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด แล้วถ้าไม่ใช่มนุษย์ล่ะ ทุกคนนึกถึงอะไรกันคะ
ในทุกๆ การเติบโตของใครหลายคน มักจะมีเพื่อนร่วมทางสี่ขาขนฟูคอยอยู่เป็นกำลังใจในวันที่เศร้า คอยเป็นเพื่อนเล่นในวันที่เบื่อ หรือเป็นเจ้าตัวปัญหาในยามที่เราว่างเกินไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ดังเช่นภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ภาพยนตร์ไทยแนวฟีลกู๊ดดราม่าจากค่าย GDH ที่บอกเล่าเรื่องราวของลูกหมาจรสีขาวจมูกชมพู ที่เคยกินอยู่และหลับนอนหน้าร้านสะดวกซื้อ จนเริ่มรู้สึกว่านอกจาการเล่นสนุกไปวันๆ มันเองก็อยากจะมีบ้านที่อบอุ่นเป็นของตนเองบ้าง และได้มาพบกับเจ้าของคนแรก ฮิโระ วิศวกรรถยนตร์ชาวญี่ปุ่นวัยใกล้เกษียณที่ทำงานในบริษัทรถยนต์มาอย่างยาวนาน ที่ได้มาพบกับเจ้าหมาจรตัวขาวจมูกชมพูหน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะพามันกลับบ้านด้วยความมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอร์ แต่ความไม่ตั้งใจนั้นกลับกลายเป็นความผูกพันที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และได้ตั้งชื่อเจ้าสุนัขขนขาวจมูกชมพูนี้ว่า “โกฮัง” ให้กับมัน
เนื่องจากการมีตัวละครเป็นคนญี่ปุ่น อีกทั้งยังผสมกับการเล่าเรื่องของโกฮังในช่วงวัยเด็กซึ่งเต็มไปด้วยความซุกซนและพร้อมทำลายข้าวของอยู่ตลอดเสมอ ทำให้เนื้อหาในช่วงนี้ดำเนินไปด้วยความตลก เบาสมอง และเต็มไปด้วยความอบอุ่น ก่อนที่จะถูกสับสวิตซ์อย่างรุนแรงเพื่อส่งผู้ชมไปสู่พาร์ทของโกฮังในวัยหนุ่มที่ชะตาชีวิตพลิกผัน พาให้โกฮังในวัยหนุ่มไปพบเจอกับเจ้าของคนที่สอง
น้ำชา แม่บ้านชาวเมียนมาที่ทำงานเป็นคนดูแลสุนัขในมูลนิธิแห่งหนึ่งในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย โดยมูลนิธิดังกล่าวมีฉากหน้าเป็นคนใจบุญ คอยดูแลสุนัขไร้บ้าน ให้ข้าวให้น้ำ และรักษาพยาบาลให้สุนัขที่ป่วย แต่เนื้อแท้แล้วเป็นมูลนิธิที่โหดร้าย ทารุณกรรมสัตว์ และใช้ความสงสารมาเรี่ยไรเงินบริจาคเข้ากระเป๋าตนเอง ซึ่งเป็นความโชคดีของเจ้าโกฮังที่มีน้ำชาคอยดูแลและปกป้องมันตอนที่อยู่ในมูลนิธิพักพิงสุนัขจรจัดอันเลวร้ายนี้ เป็นช่วงที่สะท้อนให้เห็นถึงความน่าหดหู่ของระบบได้อย่างชัดเจน ก่อนที่กาลเวลาจะพัดผ่านไปยังตอนที่โกฮังเข้าสู่วัยชราและได้กลายมาเป็นหมาประจำคณะสุดเท่ จนได้พบเจอกับเจ้าของคนที่สาม
เปเล่ และ ใจดี สองนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่มีความสัมพันธ์แบบตลุมเครือ โดยทั้งคู่ตกลงที่จะดูแลเจ้าโกฮังด้วยกัน เจ้าหมาแก่ตัวนี้จึงตอบแทนด้วยการสอนให้ทั้งคู่ได้รู้จักกับความรัก เนื้อหาในส่วนนี้เล่าเรื่องราวที่กินระยะเวลานานหลายปี ตั้งแต่ตอนที่ทั้งสองพบโกฮังครั้งแรกในสมัยมัธยมปลาย สู่การเป็นนักศึกษา จวบจนกระทั่งทั้งสองเรียนจบมหาวิทยาลัย เป็นตอนที่เดินเรื่องด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นหลัก และเป็นตอนที่ทำให้ความสนใจของผู้ชมถูกเบนออกจากโกฮังมากที่สุดจากทั้ง 3 ช่วง จากการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของน้องหมาซึ่งเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักนี้นี่เองที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามของผู้ชมเกี่ยวกับบทบาทการแสดงของเจ้าตัวน้อยสี่ขา สู่ประโยคโปรโมทของภาพยนตร์ที่ว่า
“ เรื่องนี้หมาไม่ตาย” จากคำถามของผู้ชมนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดข้อสงสัยที่ว่าทำไมการตายของน้องหมาในภาพยนตร์ถึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ชมเลือกถามเป็นอันดับแรก
2 การอยู่เคียงข้างกันมาอย่างยาวนานของเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์
อย่างที่ทราบกันดีว่าเจ้าเพื่อนซี้สี่ขาขนฟูหรือน้องหมานี้มีความสัมพันธ์กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน แต่น้อยคนนักที่จะทราบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของน้องหมาที่คอยอยู่เป็นเพื่อนพวกเรานี้ จากการศึกษาสารพันธุกรรม(DNA) ของสุนัขโบราณพบว่า สุนัขที่เราพบเห็นในทุกวันนี้อาจจะวิวัฒนาการมาจากหมา เมื่อราว 20,000 ถึง 40,000 ปีก่อน โดยก่อนหน้านี้เคยมีความเชื่อว่าสุนัขที่ถูกทำให้เชื่องมีเชื้อสายมาจากประชากรของหมาป่าสองสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ห่างกันเป็นพันไมล์
แต่เรื่องที่ว่ามนุษย์ทำให้หมาป่ามาเป็นสุนัขเลี้ยงที่เชื่องได้อย่างไรนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน บ้างก็ว่าทำให้เชื่องโดยการจับลูกหมาป่ามาเลี้ยง แล้วคัดตัวที่ก้าวร้าวน้อยที่สุดมาผสมพันธุ์กันไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาช่วยในการล่าสัตว์ หรือทฤษฎีที่ว่า หมาป่าอาจทำให้ตนเองกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องเองตามธรรมชาติ
เนื่องจากหมาป่าที่ขี้กลัวน้อยที่สุดจะเดินเข้าใกล้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์เพื่อหาเศษอาหาร และหมาป่าที่ไม่ขี้กลัวนี้มักจะมีโอกาสรอดและแพร่พันธุ์มากกว่า ทำให้ลักษณะความเชื่องเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น จนมนุษย์เริ่มตระหนักได้ว่าความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ เพราะหากหมาป่าคิดว่าเราคือพวกเดียวกัน มันจะทำหน้าที่เหมือนทหารยามที่คอยเฝ้าระวังภัย ทำให้ทุกอย่างปลอดภัยขึ้น และในมุมของหมาป่าเอง พวกมันก็ได้แหล่งอาหารที่มั่นคงกว่าเดิม โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้มนุษย์ได้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทำให้ปัจจุบันมีสุนัขสายพันธุ์ต่างๆนับร้อยสายพันธุ์
ในปี 2020 ได้เกิดการวิเคราะห์ป้ายหลุมศพในสุสานสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อทัศนคติของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์เลี้ยง โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881 สัตว์เลี้ยงมักถูกระบุบทบาทบนหลุมศพว่าเป็นเพื่อนหรือสหาย ในยุคต่อมาการฝังสัตว์เลี้ยงเริ่มสะท้อนให้เห็นว่า พวกมันถูกมองเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว และเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในปี ค.ศ. 2019 ที่พบว่าสุนัขได้ทำการวิวัฒนาการกล้ามเนื้อรอบดวงตาให้ซับซ้อนขึ้น ทำให้พวกมันสามารถแสดงสีหน้าดึงดูดได้ เช่น “สายตาลูกหมาแป๋วๆ (Poppy dog eyes)” โดยงานวิจัยนี้ระบุว่ากลไกนี้ช่วยให้สุนัขสร้างสายสัมพันธ์กับมนุษย์ได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสุนัขเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นับตั้งแต่การใช้สุนัขเป็นสัตว์ใช้งานของคนสมัยก่อน สู่การกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงหรือเพื่อนคู่ใจที่ได้รับความรักอย่างล้นหลาม จนหลายๆครอบครัวมองว่าเป็น “ลูกคนหนึ่ง” เพราะการเลี้ยงสุนัขเปรียบเสมือนตัวแทนของควมรักอันไร้เงื่อนไขที่คอยเยียวยาหัวใจยามอ่อนล้าของคนสมัยนี้
แล้วทำไมเวลาสุนัขในภาพยนตร์ตายถึงทำให้คนดูเศร้ากว่ามนุษย์ตาย? นักจิตวิทยาได้อธิบายความรู้สึกนี้ว่าเป็นเพราะ “บรรทัดฐานทางศีลธรรม” ได้เป็นตัวกำหนดปฎิกิริยาของเราต่อสัตว์และมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน แม้ว่าในทางสังคมสัตว์จะถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่ำกว่ามนุษย์ แต่ประสบการณ์และอารมณ์ส่วนบุคคนั้นสามารถทำให้ตำแหน่งเหล่านี้พลิกกลับได้ เป็นเหตุให้ความทุกข์ยากของสัตว์ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ชมมากกว่า
นอกจากนี้ยังมีการอธิบายจาก ดร.เลียนนา วิลสัน นักจิตวิทยาคลินิกว่า “สัตว์เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์และไร้เดียงสา” ในสายตาของมนุษย์จึงมักมองว่าสัตว์เหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สมควรจะได้รับความเจ็บหรือความทุกข์ใดๆ ก็ตาม ดังนั้นการมีบทบาทของสัตว์ในโลกภาพยนตร์จึงทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกอยากปกป้องและเห็นอกเห็นใจได้ง่ายกว่าตัวละครมนุษย์ที่มีความซับซ้อน
อีกทั้งสัตว์มักจะถูกนำเสนอในฐานะเหยื่อที่ไร้ทางสู้ ไม่ได้ก่อปัญหา และอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังมีอันตรายเกิดขึ้น เนื่องจากความซื่อสัตว์ของมันหรือความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติ ความไม่รู้เหล่านี้นี่เองที่ช่วยเพิ่มความน่าสงสารเมื่อเกิดการตายของพวกมัน ซึ่งเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินความจำเป็นสำหรับคนดู
3 “บ้าน” ที่ไม่ใด้หมายถึงสิ่งปลูกสร้าง
ในท้ายที่สุดแล้วภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของสุนัขตัวหนึ่งที่ออกเดินทางตามหาบ้าน หากแต่เป็นกระจกสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง ที่มีความลึกซึ้งและคุณค่าทางจิตใจมาอย่างเนิ่นนาน ความผูกพันนี้เองที่ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมอย่างเข้มข้น ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้ชมกังวลต่อ “การตายของหมา” ในภาพยนตร์ ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องเล็กน้อย หากแต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างทางอารมณ์และศีลธรรมของมนุษย์ ที่มอบความเห็นอกเห็นใจให้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปกป้องตนเองได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเผยให้เห็นว่าความรักที่มนุษย์มีต่อสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถก้าวข้ามลำดับชั้นทางสังคมระหว่างมนุษย์และสัตว์ได้อย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ได้เพียงเล่าเรื่อง “การกลับบ้าน” ของสุนัข แต่ยังเป็นการพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจความหมายของคำว่า “บ้าน” ในมิติทางความรู้สึก ซึ่งอาจไม่ใช่สถานที่ หากแต่คือความผูกพัน ความรัก และการมีใครสักคน (หรือสักตัว) ที่รอคอยเราอยู่เสมอ