Table of Contents
1 Hamnet และการเติมเต็มช่องว่างในชีวิตของวิลเลียม เชกสเปียร์
ประวัติชีวิตของวิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespare) มีอยู่สองแหล่งที่มา หนึ่ง ผลงานบทละครของเขา สอง เอกสารของโบสถ์และศาล ทั้งสองเป็นข้อมูลที่กอปรให้กวีและนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่มีชีวิตโลดแล่น มีลมหายใจ แต่กระนั้นใครสักคนพยายามสร้างทฤษฎีสมคบคิด “เชคสเปียร์มีอยู่จริงหรือไม่” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีใครสามารถหักล้างผลงานละครของเขาลงได้ นั่นทำให้หนังเรื่อง Hamnet ได้เติมเต็มชีวิตของเชคสเปียร์ลงไป ท่ามกลางช่องว่าง รอยต่อ ส่วนที่ขาดหายที่มีอยู่มากมายรอบตัวเชคสเปียร์ มโนภาพใน Hamnet ทำให้เชคสเปียร์และครอบครัวกลับมามีชีวิตที่จับต้องได้อีกครั้งในโลกสมัยใหม่ จิ๊กซอว์ส่วนต่างๆ ถูกต่อจนครบ แม้ว่าทั้งหมดจะจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการ
ภาพยนตร์เรื่อง Hamnet สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันผลงานของ Maggie O’Farrell นักเขียนชาวไอแลนด์เหนือ (Northern Ireland) หนังสือตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.2020 เธอให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกงุนงงและเสียใจเสมอที่มีคนพูดถึงแฮมเน็ต (ลูกชายของเชคสเปียร์) น้อยมากในชีวประวัติหรือทางด้านวรรณกรรม ในนวนิยายโอฟาเรลพยายามสะท้อนเสียงและตัวตนของแฮมเน็ตให้มากที่สุด เธอใช้ประสบการณ์ส่วนตัวตอนที่ลูกสาวป่วยด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสป รวมถึงตอนเป็นเด็กเธอก็ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ทำให้เธอเข้าใจการต่อสู้กับโรคและการเจ็บไข้ได้ป่วยของเด็ก
2 แอ็กเนส (Agnes) ตัวจริงในประวัติศาสตร์กับการตีความใหม่ในหนัง
ในประวัติศาสตร์ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวิลเลียม เชคสเปียร์ รู้จักและรัก แอ็กเนสได้อย่างไร เว้นแต่นั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีต แต่โชคร้ายที่ยังไม่มีใครสามารถสร้างเครื่องย้อนเวลา วิธีที่ง่ายที่สุดคือเชื่อมโยงพวกเขาจากการตีความบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ จัดเรียงโครงสร้างมโนทัศน์ว่าพวกเขามีชีวิตอย่างไรในยุคนั้น ซึ่งห่างจากปัจจุบันมากกว่า 400 ปี
ภาพยนตร์เรื่อง Hamnet กำกับโดย Chloé Zhao เธอเกิดที่กรุงปักกิ่งในครอบครัวชนชั้นกลาง ตอนเริ่มวัยรุ่นพ่อแม่ของเธอหย่าร้าง เธอถูกส่งมาเรียนที่ไบรตันและมาเรียนต่อที่ลอสแอนเจลิส หนังเรื่อง Hamnet เธอร่วมเขียนบทกับโอฟาเรล ส่วนนักแสดงนำหญิง Jessie Buckley แสดงเป็น Agnes Hathaway (เธอชนะรางวัลออสการ์ดารานำจากเรื่องนี้)
ในนวนิยายและหนังหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อ แอน เพื่อป้องกันความสับสนกับชื่อดาราดัง ส่วนนักอ่านวรรณกรรมและนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ จะรู้จักชื่อของแอนมากกว่า เพราะเป็นชื่อที่ได้รับการบันทึกอยู่ในเอกสารของโบสถ์ ส่วนชื่อ Agnes มาจากพินัยกรรมพ่อของเธอ
แอ็กเนสเกิดที่หมู่บ้าน Shottery ใกล้กับเมือง Stratford-upon-Avon เป็นลูกสาวของเกษตรกรผู้มั่งคั่ง เธอแต่งงานกับวิลเลียม เชคสเปียร์ในปี ค.ศ.1582 ขณะที่อายุ 26 ปี ส่วนวิลเลียมอายุเพียง 18 ปี ซึ่งถือว่าเธออายุมากกว่าสามีค่อนข้างมากในสมัยนั้น นักประวัติศาสตร์มักตีความว่าเธอเป็นอุปสรรคในหน้าที่การงานหรือเป็นคนที่เชคสเปียร์ไม่ได้รัก เพราะเขาทิ้งมรดกให้เธอไว้เพียง “เตียงนอนหลังที่สองที่ดีที่สุด”
แต่ในภาพยนตร์เรื่อง Hamnet โคลอี้ จ้าวและโอฟาเรลได้สถาปนาชีวิตของแอ็กเนสขึ้นมาใหม่ เธอถูกนำเสนอว่าเป็นหญิงสาวที่มีสัญชาตญาณสูง เข้าใจธรรมชาติ เก่งกาจเรื่องการปรุงยาสมุนไพรรักษาโรค มีพลังพยากรณ์ โดยในเรื่องแอ็กเนสมีความสามารถพิเศษในการมองเห็นอนาคต หรือรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นผ่านการสัมผัส
วิลเลียม เชคสเปียร์ในประวัติศาสตร์ ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่แน่นอนเขาเรียนในโรงเรียน King’s New School โรงเรียนขั้นพื้นฐานที่สแตรทฟอร์ด ซึ่งสอนภาษาลาตินและวรรณกรรม สำหรับเชคสเปียร์ในหนัง (นำแสดงโดย Paul Mescal)
การพบกันของคนทั้งสองเป็นเหมือน “คนนอก” มาเจอกัน วิลเลียมถูกมองว่าเป็นลูกชายของช่างทำถุงมือที่กำลังตกอับ มีหนี้สิน นอกจากนั้นเขายังถูกพ่อกดขี่ เพื่อให้เขาเป็นดังที่หวัง ส่วนตัววิลเลียมเป็นคนช่างฝัน มีจินตนาการล้นเหลือจนคนรอบข้างไม่เข้าใจ ส่วนแอ็กเนสถูกชาวบ้านมองว่าเป็น “แม่มด” ผู้หญิงประหลาดที่คลุกคลีอยู่กับป่าและสมุนไพร เธอมีความสันโดษ มีโลกส่วนตัวสูง การเลี้ยงเหยี่ยวของเธอกลายเป็นเรื่องโจษจันในแง่แปลกที่ผู้หญิงทั่วไปไม่เป็น
แอ็กเนสอ่านใจของวิลเลียมออกตั้งแต่แรกพบ เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตอยู่กับไร่กับนา หรือโรงทำถุงมือไปตลอดชีวิต ความรักของทั้งคู่ก่อตัวขึ้นบนพื้นฐานการเกื้อหนุนกันและกัน แอ็กเนสเป็นคนผลักดันให้วิลเลียมไปเผชิญโชคที่ลอนดอน แม้ว่านั่นจะต้องอยู่ห่างกัน เพราะเธอรู้ว่าพรสวรรค์ของเขาจะเบ่งบาน ความรักของเธอจึงไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการเติมเต็มตัวตนของอีกฝ่าย
จุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งสองคือการเสียลูกชายแฮมเน็ต ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกือบจะพังทลายเพราะความเศร้า ซึ่งความเศร้าของทั้งสองก็ต่างกัน การที่แอ็กเนสมีสัมผัสพิเศษ เธอชอบคลุกอยู่ในป่า บ้านเกิด ความเศร้าของเธอจึงอยู่กับความจริง อยู่กับครอบครัว โดยมองชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่วิลเลียมมีทักษะในการถ่ายทอดทางภาษาออกมาเป็นความรู้สึก เขาจึงระบายความเศร้าลงในงานเขียน
และนั่นคือที่มาของ Hamlet
3 ถอดรหัส ‘เตียงนอนหลังที่สอง’ จากพินัยกรรมสู่สัญลักษณ์ความทรงจำ
พินัยกรรมฉบับสุดท้ายของวิลเลียม เชคสเปียร์ (ค.ศ.1616) แทบจะไม่ได้ระบุถึงแอนเลย จนกระทั่งมีการเขียนแทรกลงไปในภายหลัง ว่า “I gyve unto my wief my second best bed with the furniture” (ขอมอบเตียงนอนหลังที่สองที่ดีที่สุดพร้อมเครื่องเรือนให้แก่ภรรยาของข้าพเจ้า)
นักประวัติศาสตร์ตีความว่า เชคสเปียร์กับแอนมีความสัมพันธ์กันไม่ค่อยดีนัก หลังการกำเนิดฝาแฝดแฮมเน็ตกับจูดิธ ในปี ค.ศ.1585 เขาหายไปเจ็ดปีโดยที่ไม่มีประวัติใดๆ เกิดขึ้นเลย นักวิชาการเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ปีที่สูญหายไป” ได้มีการคาดเดาต่างๆ นานา ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับการตีความเรื่องมรดกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ (และในหนัง) กลับมีภูมิทัศน์ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในยุคเอลิซาเบธ (Elizabethan Era) ธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านผู้มีฐานะมีอยู่ว่า เตียงหลังที่ดีที่สุดเอาไว้สำหรับแขก มักตั้งอยู่ในห้องรับแขก
การไปเยือนบ้านเกิดเชคสเปียร์ที่สแตรทฟอร์ด (Shakespeare’s Birthplace) ห้องรับแขกจะเป็นห้องแรกที่เดินเข้าไป โดยมีเตียงตั้งอยู่ เตียงเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาแพง เพื่อแสดงฐานะและเอาไว้รับรองผู้มาเยือน ส่วนเตียงหลังที่สอง คือ “เตียงนอนจริง” ของเจ้าบ้าน มันคือเตียงที่สามีกับภรรยาใช้หลับนอนร่วมกัน ให้กำเนิดลูกๆ และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาตลอดหลายสิบปี
หนังเรื่องแฮมเน็ต “เตียงนอนหลังที่สอง” ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่มันคือ สัญลักษณ์ของความทรงจำ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ลูกๆ ของพวกเขาถือกำเนิด รวมถึงแฮมเน็ต และเป็นพื้นที่ครอบครัวแบ่งปันความโศกเศร้าร่วมกัน การมอบเตียงนี้ให้จึงเป็นการมอบหัวใจ จนไปถึงความทรงจำที่มีค่า ไม่ใช่มอบของเหลือ การระบุถึงเตียงนี้ในพินัยกรรม (ในบริบทของหนัง) สื่อถึงการยอมรับว่า แม้วิลเลียมจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ลอนดอน แต่บ้านกลายเป็นความผูกพันที่แท้จริง หัวใจยังคงอยู่ที่เตียงหลังนี้ในสแตรทฟอร์ด
ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นการดูหมิ่น แต่สำหรับแอ็กเนสและวิลเลียม นี่คือรหัสลับที่รู้กันเพียงสองคนว่าสิ่งนี้สำคัญเพียงใด หนังเปลี่ยน ‘คำสาป’ ในพินัยกรรมให้กลายเป็น ‘จดหมายรัก’ การมอบเตียงนอนหลังที่สองไม่ใช่การทอดทิ้งหรือดูแคลน แต่เป็นการคืนพื้นที่แห่งความทรงจำ
4 เปรียบเทียบตัวละคร: แอ็กเนส และ โอฟีเลีย (Ophelia)
ดอกไม้และพฤกษาใน Hamnet กลายมามีบทบาทสำคัญในหนัง แอ็กเนสเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร เธอใช้สมุนไพรในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และทำความเข้าใจโลกทางจิตวิญญาณ ความรอบรู้ของเธอคือพลัง สร้างความเข้มแข็งให้ในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เยียวยาชีวิต คลอดลูกด้วยธรรมชาติ รวมถึงรักษาโรค
เชคสเปียร์สร้างโอฟีเลีย จากความโศกเศร้าของแอ็กเนสที่สูญเสียแฮมเน็ต โอฟีเลียเป็นเสมือนภาพเหมือนของแอ็กเนส เธอใช้ดอกไม้เพื่อระบายความโศกเศร้า ฉากที่เธอแจกจ่ายดอกไม้ก่อนจะจมน้ำตาย สื่อถึงความเปราะบางและการสูญเสีย
“นี่คือโรสแมรี่, เอาไว้เตือนความจำ ข้าขอร้องท่าน ที่รัก, โปรดจำ ส่วนนี่พุ่มดอกแพนซี่, เอาไว้เตือนความคิดถึง”
(แฮมเล็ต องก์ 4 ฉาก 4 หน้า 237 สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม)
แอ็กเนสเผชิญกับความตายของลูกชาย แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่เธอเลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อประคับประคองครอบครัว เท่านั้นยังไม่พอ เธอถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นแม่มด เป็นตัวประหลาดของสังคม แต่เธอมีอิสระทางจิตวิญญาณสูง หลายเหตุการณ์เธอเป็นคนตัดสินใจและกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเอง…แม้กระทั่งสามี
ส่วนโอฟีเลียเผชิญกับความตายของ “พ่อ” (โพโลเนียส) และถูกทอดทิ้งจากคนรัก (แฮมเล็ต) แม้เราจะไม่รู้ว่าความตายของโอฟีเลีย เธอเลือกที่จะจากไปด้วยการจบชีวิตตัวเองในสายน้ำ หรืออุบัติเหตุ แต่ละครเรื่องแฮมเล็ตสะท้อนให้เห็นถึงความวิกลจริตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกกดดันจากสังคม ครอบครัว จนไปถึงคนรัก เธอไม่มีทางเลือกใดๆ เป็นของตนเอง โอฟีเลียเป็นตัวละครที่ถูกบงการโดยผู้ชายตลอดเวลา ทั้งจากพ่อ พี่ชาย และแฮมเล็ต เธอไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเองจนกระทั่งวาระสุดท้าย
แอ็กเนสคือภาพสะท้อนของความจริงที่ต้องแบกรับความโศกเศร้า ส่วนโอฟีเลียเป็นตัวแทนทางศิลปะที่เชคสเปียร์ใช้ระบายความอัดอั้นต่อปัญหาที่เขาไม่สามารถจัดการได้ในชีวิตจริง โอฟีเลียคือเหยื่อของสถานการณ์ แต่แอ็กเนสใน Hamnet ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นวีรสตรีที่อยู่เบื้องหลังอัจฉริยะภาพของเชคสเปียร์
หากโอฟีเลียประหนึ่งดอกไม้ที่ถูกเด็ด ดอกดวงร่วงลงในสายน้ำแห่งความเศร้า ไหลเอื่อยเคียงข้างร่างไร้วิญญาณของเธอ แอ็กเนสไม่ต่างจากรากแก้วที่ที่หยั่งลงในดิน ความเศร้าของเธอทำให้วิลเลียมเปลี่ยนความสูญเสียของลูกชายให้กลายเป็นวรรณกรรมอมตะ Hamlet
5 ความตายของแฮมเน็ต (Hamnet) จุดกำเนิดอมตะวรรณกรรม Hamlet
ชื่อ Hamnet และ Hamlet ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสำหรับยุคเอลิซาเบธ ชื่อทั้งสองนี้ถือเป็นชื่อเดียวกันที่สามารถเขียนสลับกันได้ เหมือนกับชื่อ Agnes และ Anne ดังประเด็นที่พูดถึงตอนต้นของบทความ
แต่ในบริบทของหนังและนิยายเรื่องนี้ เชคสเปียร์เลือกใช้ชื่อลูกชายที่ตายไปมาเป็นชื่อบทละครที่โด่งดังที่สุด ซึ่งมีนัยสำคัญที่ลึกซึ้ง เราอาจจะเรียกวิธีการนี้ว่า การคืนชีพผ่านวรรณกรรม (Resurrection)
ในชีวิตจริงเชคสเปียร์ไม่สามารถช่วยชีวิตลูกชายวัย 11 ปีจากการถูกโรคระบาดพรากไป แต่การเขียนบทละครโดยตั้งชื่อว่า Hamlet คือการ “เรียกชื่อ” ลูกชายของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในละคร จากบริบทของหนัง เมื่อแอ็กเนสเห็นชื่อบทละครครั้งแรก เธอตกตะลึง เพราะสามีของเธอกำลังทำให้ “แฮมเน็ต” กลายเป็นอมตะ (เหมือนที่โอฟาเรลคิดว่านักประวัติศาสตร์วรรณกรรมให้ความสำคัญต่อแฮมเน็ตน้อยเกินไป) ส่วนวิลเลียมได้เปลี่ยนเด็กชายตัวน้อยที่โลกลืม ให้กลายเป็นเจ้าชายที่จะมีชีวิตอยู่ตลอดกาลบนเวที
ในบทละคร Hamlet ตัวละครเอกคือ “ลูก” ที่โศกเศร้าจากการตายของ “พ่อ” แต่ในความเป็นจริง “พ่อ” (วิลเลียม) ต่างหากที่กำลังโศกเศร้าจากการตายของ “ลูก นักวิจารณ์มองว่าเชคสเปียร์ทำการ “สลับที่” ความเจ็บปวด เขานำตัวเองไปใส่ในบทของลูก เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสได้คุยกับ “ผีของพ่อ” ซึ่งในที่นี้อาจหมายถึงการได้สื่อสารกับวิญญาณของลูกชายที่จากไป
“ด้วยวิญญาณย่อมไม่มีวันตาย ไม่ต่างจากมัน? มันกวักเรียกข้าอีกแล้ว ข้าจักตามมันไป”
(แฮมเล็ต องก์ 1 ฉาก 4 หน้า 66)
นัยสำคัญคือการเยียวยาที่วิลเลียมพยายามจะบอกลูกว่า “พ่อต่างหากที่ควรจะเป็นคนตาย ไม่ใช่เจ้า” เชคสเปียร์ไม่ได้เขียน Hamlet เพื่อเล่าเรื่องเจ้าชายแห่งเดนมาร์ก แต่เขาเขียนเพื่อเยียวยาบาดแผลของการเป็นพ่อที่สูญเสียลูกชาย การเปลี่ยนชื่อ Hamnet เป็น Hamlet คือจดหมายเหตุความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นวิธีเดียวที่เขาจะรักษาคำสัญญาที่จะไม่ลืมลูกชายคนนี้ไปชั่วชีวิต
6 บทสรุป
เมื่อม่านการแสดงปิดลง ผู้เขียนเสียน้ำตาไปหลายครั้ง ในหลายฉาก มันอาจจะนองไปทั่วโรงภาพยนตร์ สิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามเสนอ ไม่ใช่เพียงประวัติวิลเลียม เชคสเปียร์ ชายที่ทิ้งบทละครที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้กับบรรณิภพนี้ แต่มันคือเบื้องหลังครอบครัว โดยมีความเศร้าของแอกเนสเป็นผู้ปลดเปลื้องพันธนาการของยอดกวีผู้นี้ การสูญเสียแฮมเนสสร้างแรงสะท้อน ชีวิตที่เกือบพังทลายเยียวยาด้วยความสามารถทางภาษา จากแฮมเน็ตสูแฮมเล็ต เราได้ต่อภาพกวีนักบทละครผู้นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์ แม้มันจะเป็นเพียงจินตนการ แต่มันทำให้ภาพของเขาชัดเจนขึ้น