ในแวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ชื่อของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท หรือนามปากกา ‘ร เรือในมหาสมุท’ เป็นที่คุ้นเคยของนักอ่านเป็นอย่างดี เจ้าของผลงานที่โดดเด่นอย่าง วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย และ สิงโตนอกคอก
การกลับมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมอีกครั้งในโปรเจกต์รวมเรื่องสั้นนักเขียนหญิง เธอทำลาย, เธอกล่าว ผ่านผลงานเรื่อง “My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์” จึงเป็นโอกาสอันดีที่ Spikewrite จะพาทุกท่านไปพูดคุยกับเธออีกครั้ง บทสัมภาษณ์นี้จะเจาะลึกในหลากหลายประเด็น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นบนเส้นทางนักเขียนอาชีพที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ , การสร้างสรรค์ผลงานที่มักถูกมองว่ามีลายเซ็นแบบ ‘male gaze’ , และการทำงานเขียนข้ามแนวที่เธอยืนยันว่า “เขียนเหมือนเดิมในทุกๆ แนว” นอกจากนี้ จิดานันท์ยังได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจต่อวงการหนังสือไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งประเด็นการตลาดของนิยายวาย, การเติบโตของตลาดอีบุ๊คที่สร้างรายได้หลักล้าน, ไปจนถึงความท้าทายจากวัฒนธรรม ‘Political Correctness’ ที่นักเขียนร่วมสมัยต้องเผชิญ พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังแรงบันดาลใจของเรื่องสั้นล่าสุดที่ว่าด้วยความสัมพันธ์อันซับซ้อนของเมียหลวงและเมียน้อย โปรดอ่านโดยพลัน
1 จากพนักงานออฟฟิศสู่นักเขียนซีไรต์
อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้มาทำงานด้านงานเขียน
ถ้าถือว่าเริ่มทำเป็นอาชีพน่าจะเริ่มจากคุณนิวัต พุทธประสาท (ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม) ก่อนหน้านี้ลี้ทำงานออฟฟิศ ลี้ส่งต้นฉบับสองเล่ม เล่มหนึ่งให้คุณนิวัต อีกเล่มหนึ่งให้คุณจตุพล บุญพรัด ที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ แล้วมันก็ออกมาเป็นสองเล่ม วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย กับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม และ สิงโตนอกคอก กับที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ อันนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำงานเขียนเป็นอาชีพ
งานด้านการเขียนเป็นความฝันตั้งแต่แรกเลยไหม
อยากเขียนหนังสือตั้งแต่เด็ก แต่ว่าตอนเรียนอยู่เราไม่ได้คิดว่าเราจะทำการเขียนเป็นอาชีพหลัก
งานคุณจิดานันท์มักถูกกล่าวว่ามีความแตกต่างจากนักเขียนหญิงสมัยก่อน คิดอย่างไรกับประเด็นนี้
สมัยก่อนช่วงที่ลี้ยังเขียนงานส่งประกวดอยู่ เวลาอ่านเรื่องของลี้ อาจารย์ชมัยภร บางคมบาง จะชอบพูดว่า ‘อันนี้ของหนูเหรอ’ แล้วอาจารย์ก็จะบอกว่านึกว่าผู้ชายเขียน พูดแบบนี้กับทุกเรื่องเลย ถ้าเป็นอาจารย์พินิจ นิลรัตน์ จะบอกว่าอ่านแล้วรู้ว่าอันนี้เป็นงานของจิดานันท์ ถึงปิดชื่อก็รู้ แต่อาจารย์ชมัยภรจะพูดว่านึกว่าผู้ชายเขียนตลอด จนเรางงว่างานของเรามัน male gaze เหรอ
เวลาอ่านเรื่องของลี้ อาจารย์ชมัยภร บางคมบาง จะชอบพูดว่า ‘อันนี้ของหนูเหรอ’ แล้วอาจารย์ก็จะบอกว่านึกว่าผู้ชายเขียน
คิดว่าเอกลักษณ์ในงานเขียนของตัวเองคืออะไร
ลี้รู้สึกว่าคำว่า ‘เอกลักษณ์’ ควรจะเป็นคำที่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและดี แต่ว่าเรารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในงานเขียนของเราคือฉากตัวละครพูดคุยกันยาวมาก โดยเฉพาะคุยกันในรถ หรือไม่ก็นั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่พอพูดแบบนี้มันไม่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ เอกลักษณ์คือเกิดขึ้นบ่อยและดี อันนี้คือเกิดขึ้นบ่อยและไม่ดี แต่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตัวละครจะคุยกันและไม่มี action อื่นๆ ถ้าผู้กำกับมาดูเขาจะพูดว่า ‘ลี้จะต้องคิด “inciting incident” ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นหนังที่มีแต่คนยืนคุยกัน’ มันไม่มีเหตุการณ์ที่เป็น action ให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไปได้

2 มุมมองต่อตลาดอีบุ๊คและนิยายวาย
ปกติเขียนได้หลายแนวไหม เช่น แนววาย หรืออื่นๆ
เขียนวาย แนวชายหญิงก็เขียนอยู่บ้าง หรือแนวนิยายรักโรแมนติก
เวลาจะเขียนแต่ละแนวต้อง ‘แยกร่าง’ เขียนไหม
ตอนเขียนจริงๆ เวลานั่ง ‘เขียน’ มันไม่ต่างกัน แต่มีการ ‘แยก’ ตามสำนักพิมพ์ที่เราทำงานอยู่ด้วย ว่าช่วงนี้จะส่งสำนักพิมพ์ไหน เขาทำงานแนวไหน แต่ตอนนั่งพิมพ์เนื้อเรื่อง เราทำงานเหมือนกันทุกแนว เพราะว่าลี้เคยไปเขียนงานอีบุ๊คอีโรติก 45 บาท ซึ่งพอเขียนเสร็จแล้วมานั่งอ่านก็รู้สึกว่า ‘แก เรื่องมันเครียดมาก’ จากตอนแรกที่คิดว่า 45 บาท เล่มแค่นี้ อ่านแปปเดียวเดี๋ยวตัวละครก็รักกัน มีความสุข แต่เรื่องมันดันเครียดมาก เหมือนงานจะส่งประกวด ที่น่าแปลกใจคือมันดันขายดี คนเขารู้สึกว่ามันไม่แพงแล้วเนื้อเรื่องก็แปลกใหม่ดี เขาก็ซื้อมาอ่านกัน
คุณจิดานันท์ดูจะเขียนข้ามฝั่งไปมาแต่ละแนวได้ดี ทั้งแนววายกับแนวอื่นๆ
ลี้คิดว่าคนที่ดูเขียนข้ามไปมาแต่ละแนวได้ก็คือคนที่เขียนเหมือนเดิมในทุกๆ แนวนั่นแหละ อย่างคุณปราปต์ (ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์) เขาเขียนวายก็ได้หรือเขียนสืบสวนก็ได้ แต่จริง ๆ ทั้งสองแนวต่างเขียนเหมือนกัน เป็นสืบสวนที่ดูวายๆ กับเป็นวายที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน มันข้ามได้ด้วยการเขียนเหมือนเดิมเลย ลี้ก็เหมือนกัน
คือไม่ต้องแยกร่างเขียน แต่ละแนวก็เขียนเหมือนเดิมเลย แตกต่างกันที่ตัวละครกับพล็อต?
ใช่ อย่างตอนเราเขียนงานไลท์โนเวล วรรณกรรมที่แท้จริงน่ะ ต้องใช้คอมพิวเตอร์เขียนเท่านั้นไม่รู้เหรอบรรณาธิการบอกให้เราเปลี่ยนตัวละครผู้ชายใหม่ เราจะเขียนตัวละครผู้ชายในงานไลท์โนเวลให้ออกมาหล่อดูดีไม่ได้ เราต้องเขียนตัวละครผู้ชายที่ดูธรรมดาเพื่อให้นักอ่านผู้ชายสามารถ ‘self-inserting’ ได้ แล้วตัวละครผู้หญิงในเรื่องก็ต้องน่ารักตามสมัยนิยม ซึ่งหลายๆ ครั้งเราก็พยายามปั้นตัวละครเหล่านี้ให้ออกมาตรงแนวที่เขาต้องการ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันยากเหมือนกัน เพราะเราเป็นสาววาย เรามองด้วย gaze ที่แตกต่างจากนักอ่านผู้ชาย

คิดว่าการแบ่งประเภทวายแยกออกมาเป็นเพราะการตลาดไทยไหม และคิดว่าทำให้เกิดปัญหาในการเขียนหรือเปล่า
บางคนในกระแสอินเทอร์เน็ตอาจจะบอกว่ามันเป็นปัญหาเพราะว่ามันเหมือนคุณเหยียดเพศ คุณไม่มองว่าเพศที่สาม เพศ LGBTQ+ เป็นเรื่องธรรมดา อันไหนเป็นวายแนวสืบสวนก็จัดประเภทให้เป็นแนวสืบสวนไปเลยสิ อันไหนเป็นวายแนวแฟนตาซีก็เป็นแนวแฟนตาซีไปเลย อันนี้ก็เป็นมุมมองเชิง progressive แต่มันก็จะมีอีกมุมมองหนึ่งที่ลี้ก็มองว่าทั้งสองมุมมองมีเหตุผล
อีกมุมมองหนึ่งก็ ‘ฉันแค่อยากได้ category’ วันนี้อยากอ่านวายแล้วสมมติต้องไปหาในแนวสืบสวน มันก็ยากที่จะหาว่าเล่มไหนเป็นวาย ถ้ามีการแบ่งชัดเจนก็จะสะดวกกว่าเวลาหานิยายอ่าน เวลาแบ่งประเภทแล้วลงขายในอินเทอร์เน็ต โซเชียล หรือลงหน้าร้านหนังสือ การกำหนดตัวเองว่าเป็นอะไร มันส่งผลต่อการขายเป็นอย่างมาก เช่นวายบางเล่มเป็นนิยายรัก แต่คนเขียนอยากให้มีหน้าปกเป็นปก ‘อาร์ตๆ แบบหว่องๆ’ คนเขียนบางคนอาจจะคิดว่า หนังสือของตัวเองไม่จำเป็นต้องมีหน้าปกเป็นรูปพระเอกนายหล่อๆ ก็ได้ ลองใช้หน้าปกอาร์ตๆ อาจจะถูกใจคนอ่านในอินเทอร์เน็ตบางส่วนที่เขาประชาสัมพันธ์ไปถึงมากกว่า แต่เวลาอยู่หน้าร้านจริงๆ วางเรียงกับเล่มอื่น ลี้พูดเลยว่ามันขายออกยากมาก
จากสถิติแล้ว มันขายยากเพราะคนอ่านเขาจะสงสัยว่าตกลงแล้วมันวายจริงหรือเปล่า หรือมันจะเป็นแค่หนังสือติสต์ๆ ที่มีตัวเอกเป็น LGBTQ+ หนังสือบางเล่มวาง position ตัวเองได้ไม่ชัดเจนมากพอ เราก็ไปโทษคนอ่านไม่ได้ ยกตัวอย่างนะ อย่างเราจะไปซื้อขนม แต่ถุงมันดันเขียนว่าข้าวเกรียบและข้าวคั่วรสข้าวโพดอะไรอย่างนี้ เราก็ไม่รู้หรอกว่าสรุปแล้วมันคือขนมอะไร เราซื้อสิ่งที่เรารู้จัก เราซื้อเลย์ดีกว่าเพราะรู้ว่ารสชาติมันเหมือนเดิมแน่ๆ เราซื้อนิยายที่หน้าปกเป็นรูปตัวเอกผู้ชายยืนกอดกันดีกว่า มันต้องเป็นนิยายวายแน่ๆ
บางครั้งพอวาง position ของตัวเองไม่ชัดเจน มันก็ขายไม่ได้ นักเขียนอาจจะอยากมีปกที่ติสต์ๆ สวยๆ ไปเลย เป็นฟอนต์อ่านยากๆ อ่านไม่ออกว่าชื่อเรื่องคืออะไร ฟอนต์ควันๆ หรือหยดน้ำกระจาย คนอ่านก็จะไม่รู้ว่าสรุปแล้วชื่อเรื่องคืออะไร เขาก็ไม่ซื้อ
คือภาพในหน้างานที่ร้านหนังสือกับของเด็กในทวิตเตอร์มันไม่เหมือนกัน ภาพหน้างานก็จะเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนของเด็ก Gen Z ในทวิตเตอร์ที่เหมือนพึ่งออกมาสู่โลกแห่งความจริงแล้วอยากจะปรับเปลี่ยนโลกมันก็จะเป็นอีกแบบ ภาพในอุดมคติน่ะมันสวยแล้วเราเชิดชู เอาเลย มันจะต้องดีแน่ แล้วพอไปอยู่บนแผงหน้าร้านนายอินทร์จริง อยู่หน้าร้านซีเอ็ด คนก็จะ ‘อะไรอะแก? ไปซื้อข้าวเกรียบกินดีกว่า มีข้าวเกรียบขายด้วย’ ยุคนี้มันจำเป็นต้องได้อะไรที่ชัดเจนและฉับไว คนต้องการอะไรที่ค่อนข้างชัดเจน ลึกซึ้งได้แต่ต้องชัดเจนว่าจะลึกซึ้ง
ยุคนี้มันจำเป็นต้องได้อะไรที่ชัดเจนและฉับไว คนต้องการอะไรที่ค่อนข้างชัดเจน ลึกซึ้งได้แต่ต้องชัดเจนว่าจะลึกซึ้ง
ปกติแล้วเวลาเขียนเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องมีขั้นตอนการเขียนอย่างไรบ้าง
ถ้าเป็นเรื่องสั้นจะไม่ค่อยมีขั้นตอนอะไรเป็นพิเศษเท่าไหร่ ปรกติสำนักพิมพ์จะให้ scope มา สมัยก่อนถ้าเป็นตอนเขียนส่งประกวด เขาจะไม่ค่อยมีหัวข้อกำหนดชัดเจนเท่าไหร่ เขาจะบอกแค่ว่าหัวข้ออะไรก็ได้ที่เราเขียนดีที่สุด ถ้าตอนนี้เวลาเขียนรวมเรื่องสั้นส่งสำนักพิมพ์ มันจำเป็นต้องมีธีมหรือไอเดียหลัก ถ้าไม่มีไอเดียหลัก ฝ่ายขายก็จะทำงานลำบาก เขาไม่รู้ว่าจะโฆษณาว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นนี้เกี่ยวกับอะไรยังไง
เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีไอเดียหลัก เช่น ล่าสุดของอมรินทร์เป็นเรื่องร้านหนังสือ หรืออันนี้เป็นรวมเรื่องสั้น (เธอทำลาย, เธอกล่าว) ที่เกี่ยวกับผู้หญิง มันจะต้องมีไอเดียหลักสักอย่างหนึ่งที่เขาปูมา เป็นกรอบกว้าง ๆ เราก็จะคิดก่อนว่าเราจะเขียนอะไรจากไอเดียนี้ เราจะเขียนประมาณไหน อย่าง ‘My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์’ เรารู้สึกว่าเราจะเขียนเรื่องระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อย แต่ไม่ใช่เมียหลวงกับเมียน้อยที่เกลียดกัน พวกเขามีศัตรูร่วมกันเป็นผู้ชายด้วยซ้ำ เราคิดอย่างนี้ก่อน จากนั้นเราก็คิดว่าพล็อตต้นกลางจบมันจะออกมาประมาณไหนแล้วลงมือเริ่มเขียนเลย
มีตารางเวลาชัดเจนไหม
สมัยก่อนลี้เป็นคนตื่นสาย ลี้จะเขียนงานช่วงบ่ายๆ ไปจนถึงประมาณสามทุ่มถึงจะกินข้าวเย็น สมัย pre-covid ตอนที่ยังสาว กินข้าวเย็นเสร็จสามารถเขียนต่อได้ถึงตีหนึ่งตีสอง แต่ว่า post-covid เรารู้สึกว่าสภาพจิตใจของเราเหนื่อยล้า หลังสามทุ่มก็เริ่มพักผ่อน ช่วงเวลาเขียนหนังสือก็จะถูกจำกัดให้อยู่แค่ช่วงประมาณบ่ายๆ ถึงตอนเย็นเท่านั้น แต่ถ้าเดดไลน์กระชั้นชิดมากก็จะทำงานตอนกลางคืนต่อ
3 ความท้าทายเรื่อง Political Correctness
ช่วงนี้เวลาเขียน มีเรื่องให้กลัวไหม
มีประเด็นหลายอย่าง ช่วงนี้ประเด็นหลายๆ อย่าง ๆ ถูกมองว่าไม่ political correctness เยอะ ยกตัวอย่างเช่น นิยายเรื่อง ครูเปียโน เนื้อหาแบบนี้เสี่ยงที่จะถูกชาวเน็ตด่า เพราะเขาไม่สนับสนุนให้เขียนความสัมพันธ์ครูนักเรียน หรือถ้าจะเขียนเกี่ยวกับ pedophila สำหรับชาวเน็ต ตอนนี้เด็กอายุต่ำกว่า 18 หรือ 20 เขาก็ด่าแล้ว ไม่ใช่แค่เด็ก 7-8 ขวบ บรรณาธิการของสำนักพิมพ์ที่ ‘แมสๆ’ เขาจะระวังเรื่องนี้มาก นี่เป็นความกลัวอย่างหนึ่งของนักเขียนร่วมสมัยเลย
อีกกรณีหนึ่งของลี้คือบางทีอยู่ในช่วงอยากทำขายซีรีย์มาก แต่ถ้าเขียน ครุฑยุดนาค แฟนตาซีมีมังกร นายทุนซีรีส์เขาก็จะถามกลับว่าแล้วเราจะถ่ายทำกันยังไง เราก็ต้องเปลี่ยนไปเขียนแนวความรักในออฟฟิศหรือความรักในมหาลัยแทน ให้มันถ่ายทำได้ไว้ก่อน ไม่สามารถเขียนแนวสืบสวนไซไฟได้เลย กองละครไทยถ่ายทำไม่ได้ นายทุนซีรีส์ก็ไม่ซื้อเรื่องเรา
ยุคนี้ข้อจำกัดน่าจะเยอะ
มันเป็นความเสี่ยง แต่ก็อาจจะเป็นเรื่องของน้ำเสียงด้วย ลี้เคยอ่านบางฉากที่ดูหมิ่นเหม่คนจะต่อว่า เช่น ฉากล่วงละเมิดทางเพศ จากเสียงนักเขียนผู้ชายเป็นคนเขียนแล้วเรารู้สึกว่าถ่ายทอดออกมาแล้วมันน่าขยะแขยง แต่พอผู้หญิงเป็นคนเขียนแทน น้ำเสียงมันแตกต่าง เขาดูเข้าใจเหยื่อ รู้ว่าความเจ็บปวดของผู้หญิงเป็นยังไงถ้าโดนแบบนี้ มันอาจจะอยู่ที่น้ำเสียงในการถ่ายทอดของผู้เขียนด้วย
คิดว่าประเด็น pc ไม่ pc มาจำกัดอิสระในการเขียนมากไหม
ไม่มากขนาดนั้น เพราะเรื่องที่เราเขียนมีความเป็น liberal พอสมควร ส่วนใหญ่เรื่องที่เราเขียนจะไปในทางโปร pc อยู่แล้ว เราอาจจะต่อต้านสิ่งที่ในกระแสก็ต่อต้านเช่นกัน เราไม่ได้เขียนอวยหรือเขียนว่าฉันชอบเผด็จการ ประเด็นเรื่อง ‘pc/ไม่ pc’ มันไม่ได้มาสร้างความขัดแย้งขนาดนั้น มันทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นในการเขียนมากกว่า
อย่างตัวลี้เองก็เคยมีประเด็นตอนเขียนประโยคนึงในนิยาย คือลี้เขียนว่า ‘ย้ายบ้านบ่อยเหมือนผีตองเหลือง’ บรรณาธิการเขาก็กลัวประโยคนี้มันไม่ pc ซึ่งเราก็มาเถียงกันได้ว่าประโยคมันเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เพราะว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเขานะ หรือที่มันไม่ pc เพราะมันเป็นการเรียกเขาด้วยชื่อที่ไม่ดีหรือเปล่า มันไม่ได้ถึงขั้นจำกัดจินตนาการขนาดนั้น แต่มันทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น
4 การรับมือกับคำวิจารณ์
รับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรบ้าง มีวิจารณ์แบบไหนที่รับหรือไม่รับไหม
มีบางเรื่องที่วิจารณ์ดีก็ตัดไป มีบางเรื่องที่เขาตำหนิว่าอันนี้ไม่ดี แต่ถ้าเขาเขียนมาเป็นภาษาสุภาพชน เรารับได้ เขาไม่ชอบเพราะตัวละครไม่สมเหตุสมผล เวลาเราเขียนเรื่องถัดไปเรา concern ตรงนี้มากขึ้น หรือบางทีเพื่อนสนิทเราก็จะเป็นคนมาพูดเองด้วยความหวังดีเพราะอยากให้เล่มต่อไปดีขึ้น เราก็รับมาพิจารณา
แต่มันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ถึงขั้นเป็นคำหยาบคาย แต่อ่านคอมเมนท์แล้วดูรู้เลยว่า user นี้เป็นคนแปลก เขาต้องจับจดกับอะไรเป็นพิเศษ เป็นคนพิเศษกว่าปรกติ ถ้าเรารู้สึกว่า user นี้เป็นคนแบบนั้น เราก็จะปล่อยให้เขาอยู่ในโลกของเขาไป แล้วเราก็อยู่ในโลกของเรา เพราะเรารู้สึกว่าเขามีความคิดและวิธีการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเราแน่นอน มันมีจริงนะคนประเภทนี้ เวลาเพื่อนส่งมาให้ดูว่าคนๆ นี้วิจารณ์แย่มาก พอเราเห็นเราก็จะจำได้ทันทีว่าคนนี้เคยวิจารณ์เรานี่ เขาดูแปลก ดูหลอนมากเลย เพื่อนนักเขียนคนอื่นก็จะพูดว่าฉันเคยเห็นคนนี้เหมือนกัน เราก็จะสรุปทันทีว่าปัญหามันอยู่ที่ตัวเขาแล้วล่ะ ไม่ใช่ที่ตัวเรา
ลี้รู้สึกว่าไม่ใช่แค่วงการเรา พี่สาวลี้ที่ทำงานอยู่ร้านขายของก็เคยบอกว่าลูกค้าเดี๋ยวนี้แปลกมาก เหมือนตั้งใจมาเพื่อวีนพนักงานบริการ เหมือนอยู่บ้านแล้วเหงา ตั้งใจมาเพื่อจับผิดหรือถามอะไรวกวนไปมา คนเดี๋ยวนี้ป่วยด้วยโรคที่ฝรั่งเรียกว่า “โรคระบาดแห่งความเหงา” เขาไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร เขาไม่ได้อยากทำร้ายเรา เขาแค่พยายามที่จะทำตัวเขาให้รู้สึกดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
คนเดี๋ยวนี้ป่วยด้วยโรคที่ฝรั่งเรียกว่า “โรคระบาดแห่งความเหงา” เขาไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร เขาไม่ได้อยากทำร้ายเรา เขาแค่พยายามที่จะทำตัวเขาให้รู้สึกดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เป็นชื่อเรื่องหนังสือได้เลยนะ ‘โรคระบาดแห่งความเหงา’
ลี้ดูคลิปฝรั่งเยอะ ช่วงนี้มันเป็นคำที่เขาฮิตกัน ‘loneliness epidemic’

แล้วคิดอย่างไรกับการวิพากษ์แบบจับผิด
บางทีลี้อ่านรีวิวหรือแม้แต่ตัวลี้เองที่รีวิวงานให้เพื่อน ลี้บอกว่าเราไม่ชอบแนวนี้นะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่ดี สมมติตัวลี้เองไม่ชอบอ่านนิยายตลก แต่เพื่อนเอานิยายตลกมาให้อ่าน ลี้ก็จะบอกเพื่อนอยู่ดีว่าแกต้องเอาไปให้คนที่ชอบนิยายตลกอ่านมากกว่านะ เขาจะได้ชอบ ลี้อ่านรีวิวของบางเล่มในอินเตอร์เน็ตที่ไม่ใช่ของลี้ บางคนด่าหนังสือเยอะมาก ทั้งที่ประเด็นคือเขาไม่ชอบนิยายแนวนั้น ถ้าพวกแกแค่ไม่ชอบนิยายแนวนี้เฉย ๆ แกก็แค่ไม่ต้องอ่าน
หรือบางเรื่องเป็นเพราะรสนิยมส่วนตัวของลี้เอง เช่น ลี้ไม่ชอบตัวเอกกวนๆ ซนๆ ที่ไปสร้างเรื่องเข้าแล้วพระเอกเย็นชาต้องมาคอยช่วย แต่บางคนชอบไง เราไม่ชอบตัวเอกแบบนี้เอง แต่เราดันไปนั่งอ่านแล้วเราก็มาโมโหเอง ทำไมถึงไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น มันเป็นปัญหาที่ตัวเราเองทั้งนั้น
บางทีก็อาจจะเป็นเรื่องของความ subjective?
เราไม่ใช่ทั้งหมดของโลก บางคนวิจารณ์เหมือนกับว่าตัวเองคือทั้งหมดของโลก ถ้าฉันไม่ชอบทุกคนก็ต้องไม่ชอบ ซึ่งมันไม่แน่นอนไง มันอาจจะมีคนบางคนที่ชอบก็ได้ โลกไม่ได้ฟังความคนข้างเดียว
พูดถึงความชอบ แล้วมีงานเขียนแนวไหนที่ชอบเขียนเป็นพิเศษไหม
ชอบเขียนเรื่องที่มีความ controversial ในช่วงเวลานั้นๆ เป็นเรื่องที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่มีอยู่จริง อย่างเช่น ผู้ชายที่ชอบดอกไม้ อาจดูเป็นตุ๊ดแต่ไม่ได้เป็น เป็นผู้ชายหวาน แล้วโดนคนทั่วไปเหมารวมว่าอีนี่เป็นกะเทยแน่เลย แต่เขาเป็นแค่ผู้ชายหวาน หรืออย่างเรื่อง ‘My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์’ ผู้หญิงคนนี้มันอยากมีเมียน้อย เป็นเลสเบี้ยนที่อยากมีเมียน้อย ลี้รู้สึกว่ามันเป็นมีความแปลกไปจากทำนองปรกติเล็กน้อย แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เราก็จะอยากพูดถึงอะไรแบบนี้
แล้วแนวที่ไม่ชอบเขียน?
ไม่เชิงไม่ชอบ ลี้เขียนสืบสวนหักมุมหรือสืบหลักฐานอะไรแบบนี้เขียนไม่ค่อยเก่ง ลี้เขียนไปเล่มหนึ่ง แต่ว่าตลอดเวลาที่เขียน ลี้ต้องเปิดข้อกฎหมายอ่านตลอดเวลาทั้งๆ ที่ลี้ไม่ชอบกฏหมาย ต้องหาว่าอันนี้เข้าข่ายบุกรุกไหม หรือมันเป็นบุกรุกแล้วทำร้ายร่างกาย อันนี้ชิงทรัพย์หรือลักทรัพย์ โจรกรรมหรือจี้ปล้นทรัพย์
ตั้งใจเขียนเองหรือว่าสำนักพิมพ์ให้ลอง?
ตอนนั้นเขียนเพื่อส่งประกวดโครงการที่เป็นละครทีวี เรื่องละ 24 ตอน ตอนละชั่วโมง มันจะมาเป็นแนว ‘หว่องๆ’ แบบยืนคุยกัน 24 ตอนไม่ได้ มันไม่มีใครดู มันต้องมีการฆ่ากันภายในตระกูล ต้องซ่อนสมบัติ ซึ่งลี้ก็พยายามอย่างเต็มที่ ถึงขนาดใช้ microsoft excel ในการเช็คทุกอย่างว่าวันไหนศพอยู่ที่ไหน หัวสมองจะปวด ช่องก็บอกอีกว่าไม่ซื้อ ส่งไปอีกสำนักพิมพ์เขาก็บอกว่าไม่พิมพ์ให้
5 มุมมองในวงการหนังสือ
วงการหนังสือเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากเลย
ใช่ ยิ่งกับวงการนิยายรักยิ่งมีความเปลี่ยนแปลงเยอะ คนหันมานิยมลงขายเป็นอีบุ๊ค บางคนแค่ขายอีบุ๊คอย่างเดียวก็ได้เดือนเป็นล้านแล้ว แต่ความจริงคือมันส่งผลต่อเนื่องมาจากนิสัยการอ่านของผู้อ่านนิยายรักส่วนใหญ่ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนด้วย คือคนอ่านนิยายรักเขาจะอ่านไวมาก บางทีเขาอ่านนิยายรักเล่มนึง อ่านวันเดียวจบด้วยซ้ำ แล้วเขาก็จะทยอยซื้อรูปเล่มมาอ่านต่อเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่บ้าน เขาก็เลยนิยมหันมาอ่านอีบุ๊คกันแทนเพราะว่าอีบุ๊คมันไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ
วงการหนังสือเล่มก็เลยมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ บางคนขายอีบุ๊คได้เงินเยอะมาก แต่ขายรูปเล่มได้นิดหน่อย รูปเล่มกลายเป็นของสะสมให้คนที่อยากเก็บจริงๆ มากกว่า สายอีบุ๊คมันง่ายกว่าเพราะไม่ต้องมานั่งลำบากห่อส่งไปรษณีย์ บางทีเราต้องตีกลับรูปเล่มส่งโรงพิมพ์อีกเพราะปัญหายิบย่อย หน้าปกสีตกอะไรอย่างนี้ แต่อีบุ๊คสบาย ขึ้นดราฟท์แปบเดียวก็ approve ส่งลิ้งค์ไปให้ทุกคนในโลก คนอ่านนิยายรักบางคนเป็นภรรยาฝรั่งอยู่เมืองนอก เขาก็อ่านงานไทยผ่านอีบุ๊คได้เลย ไม่ต้องส่งไปรษณีย์
ได้เดือนละล้าน?
มันมีจริง นิยายวายที่เปิดตัวขายโดยเด็กนักศึกษา เรื่องเดียวขายได้สองล้านเลย มันสุดยอดมาก คนรวยมันมีจริง แล้วคนที่ขายได้เป็นล้านๆ นี่ไม่ได้มีคนเดียวด้วยนะ
แต่ขายผ่านอีบุ๊คในตอนนี้อาจไม่ง่าย
มันยากกว่าเดิมเยอะมาก ลี้เคยขายนิยายรักเล่มละ 45 บาทตอนก่อนโควิด ลงไปเล่มเดียวมีคนซื้อเป็นร้อย ขนาดไม่ได้ประชาสัมพันธ์นะ แต่เดี๋ยวนี้พอหลังช่วงโควิดมา คนเข้ามาทำงานในวงการนี้เยอะมาก บางคนเขาอาจจะทำเป็น side hustling เป็นงานเสริมเพราะทำงานอยู่บ้านมากขึ้น ปีสองปีนี้ตลาดกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย บางคนเขียนยังไม่ใช้อัญประกาศด้วยซ้ำก็เริ่ม monetize แล้ว เริ่มตีพิมพ์แล้ว แต่ถ้าเขาเขียนตลก เขียนสนุกจริงก็ขายได้ คนชอบก็ซื้อ แต่พอคนมันเยอะมาก โอกาสที่วันแรกจะขายได้เยอะเท่าเดิมก็อาจจะน้อยลง
โอกาสที่วันแรกจะขายได้เยอะเท่าเดิมก็อาจจะน้อยลง
แล้วชอบแบบไหนมากกว่ากัน หนังสือที่เป็นเล่มหรืออีบุ๊ค
ถ้าให้ลี้อ่าน ชอบแบบเป็นรูปเล่มมากกว่า เพราะแบบอีบุ๊คอ่านแล้วไม่มีสมาธิ เหมือนเล่นโทรศัพท์อยู่ พอเพื่อนทักมาเราก็จะไปตอบ ไปเล่นกับเพื่อน แล้วเราก็จะ ‘เอ๊ะ เมื่อกี้ทำอะไรอยู่นะ’ โทรศัพท์คือปัญหาของยุคนี้ ถ้าอ่านหนังสือเป็นเล่ม เราจะเอาโทรศัพท์ไปวางไกลๆ อยู่ๆ ก็นั่งอ่านได้ 50 หน้า 100 หน้า แต่ถ้าเป็นอีบุ๊คก็อาจจะดูเฟซบุ๊คแปบหนึ่ง เผื่อบางคนพูดอะไร เผื่อมีข่าว ต้องเช็คทวิตเตอร์ ชาวทวิตว่าไง ทำให้ไม่ได้กลับไปอ่าน ค้างอยู่อย่างนั้น
ตอนน้ำท่วม บ้านลี้ไม่ท่วมนะ แต่ลี้ขนหนังสือในบ้านจากชั้นหนึ่งไปชั้นสามด้วยความกลัว ตอนขนก็นึกได้ว่าทำไมไม่ซื้ออีบุ๊ค อีบุ๊คบางทีมันทำให้เราไม่รู้สึกถึงความหนา ลี้ไปดาวน์โหลด สังหารจอมทัพอัศวิน ที่เป็นอีบุ๊ค sample มา อ่านๆ ไปก็รู้สึกว่าชิว สนุกดีนี่หว่า เดี๋ยวไปซื้อเล่มมาอ่านดีกว่า พอไปเห็นเล่มก็อึ้งเลยเพราะมันหนามาก ลี้รู้สึกว่าพอมันอยู่ในรูปแบบอีบุ๊ค เราจะอ่านที่ไหนก็ได้ แต่เราไม่สามารถพกรูปเล่มหนาๆ แบบนี้ไปนั่งอ่านบนรถไฟฟ้าได้
ถ้าการ์ตูนเป็นอีบุ๊คก็น่าจะสะดวกมากกว่า?
ถ้าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่มันเป็นช่องๆ บางทีถ้าอ่านในมือถือ มันต้องซูมเพราะช่องคำพูดมันเล็ก เลื่อนอ่านลำบาก เดี๋ยวนี้มันมีอีกประเภทที่เป็นการ์ตูนเกาหลีที่เป็นช่องๆ ต้องเลื่อนขึ้นลงอย่างเดียว เวลาอ่านก็จะสบายมากกว่า แต่ลี้ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่าไง
ขอวนกลับมาเรื่องชีวิตการเป็นนักเขียน ตอนนี้ทำงานเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวเลยใช่ไหม
ใช่ ทำเต็มเวลา
ครอบครัวสนับสนุนการทำอาชีพนักเขียนไหม
สมัยตอนเราอยู่มหาลัย เราบอกที่บ้านว่าเขียนหนังสือ เขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะการเรียนเราก็ยังทำได้ดี เขามองว่ามันคืองานอดิเรกมากกว่า พอตอนที่เราใกล้จะเรียนจบ เราทำหนังสือทำมือขาย ซึ่งมันก็ไม่ได้เงินเยอะอะไร ขายได้เงินนิดๆ หน่อยๆ เขาก็มองว่า เอ้อ นี่เป็นงานอดิเรกที่ทำเงินได้นะ ทีนี้ ตอนเราลาออกจากงานที่บริษัทมาอยู่บ้าน เราก็แพ็คหนังสือขายต่อ ห่อหนังสือ เขียนหนังสือส่งประกวดได้รางวัลอะไรประมาณนี้ เขาก็เลยไม่ได้ว่าอะไรอีก แม่ยังมาช่วยแพ็คหนังสือด้วยซ้ำ คือเขาเห็นแล้วว่าเราทำงานตรงนี้ได้จริงๆ มันผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว เราไม่ได้ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ
การเป็นนักเขียนมันอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจยากเหมือนกันนะ
ลี้ว่าของลี้มันเร็วด้วยแหละ ลี้ได้รางวัลตั้งแต่ก่อนเรียนจบ มันเลยมีหลักประกันอยู่แล้ว แต่บางคนเขาเรียนจบแล้ว start จากหนึ่งเลย อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่บ้านจะมองเห็นว่าเราทำงานด้านนี้นะ
การได้รับรางวัลซีไรต์มีอิทธิพลมากแค่ไหนในการตัดสินใจประกอบอาชีพนักเขียนเต็มตัว
ลี้ได้ซีไรต์ปี 60 แต่ลี้ออกมาเขียนหนังสือจริงจังก่อนหน้านั้นได้ปีสองปีแล้ว เราทำงานเป็นนักเขียนเต็มตัวก่อนได้ซีไรต์
เคยรู้สึกท้อจนอยากเปลี่ยนอาชีพบ้างไหม
เอาจริงๆ เราไม่เคยรู้สึกจนถึงขั้นอยากเปลี่ยนอาชีพนะ แต่มันเป็นความ struggle บางอย่าง เช่น ไม่รู้จะเขียนอะไร มีช่วงหนึ่ง เราอยากเขียนให้เป็นซีรีส์มาก พยายามเขียนเอาใจนายทุน ซึ่งนายทุนทีวีเขาไม่เหมือนนายทุนสำนักพิมพ์นะ เราก็ต้องไปเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น มีรู้สึกท้อทรมานบ้าง แต่ไม่เคยคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ เรามองว่ามันเป็นปัญหา ณ จุดๆ หนึ่งที่ต้องเผชิญมากกว่า คือเรายอมรับเลยนะว่าอาชีพนี้ ถ้าเทียบกับอาชีพอื่นๆ ที่ต้อง commute ไปทำงาน เราอยู่สบายกว่ามาก ทำงานอยู่บ้าน เบื่อก็พัก ถ้าให้เราไปทำงานอย่างอื่น เราทำไม่ไหวแน่
การเป็นนักเขียนไม่มีเวลาเข้าออกทำงานชัดเจนเหมือนอาชีพอื่นๆ เคยรู้สึกกดดันว่าตัวเองต้องทำงานตลอดเวลาจนไม่มีเวลาพักผ่อนบ้างไหม
คือลี้เป็นคนบ้างานอยู่แล้ว ลี้ออกงานเยอะมากเลยทำงานอยู่เกือบตลอด แต่ลี้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เพราะการทำงานที่บ้าน แต่เป็นเรื่องของนิสัยมากกว่า ซึ่งนิสัยของเราก็คือ ถ้าวันไหนที่เราไม่ทำงาน เราจะรู้สึกว่าตัวเองทำผิด ตัวเองไม่ดีละ หลังๆ เลยต้องท่องเลยนะว่าการพักผ่อนไม่ใช่ privilege แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ก็ทำกัน ปัญหาเลยไม่ใช่การทำงานได้ตลอดเวลา ปัญหาอยู่ที่มุมมองของเราที่มีต่อเวลา
เคยวางแผนอนาคตการเป็นนักเขียนไว้ไหม
เราไม่มีแผนโดยสิ้นเชิง เรามองว่าแผนมันทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะสมัยนี้โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก อย่างเช่น สมัยก่อนคนนิยมอ่านแนวแฮร์รี่ พอตเตอร์กันเป็นสิบๆ ปี แต่ตอนนี้แนวโรงเรียนเวทมนต์อาจจะฮิตกันอยู่แค่แปดเดือน หลังจากนั้นคนก็เปลี่ยนไปอ่านแนวอื่นกันแล้ว
เคยมีช่วง Writer’s block ไหม จัดการตัวเองยังไงตอนหมดไฟจนเขียนไม่ออก
Writer’s block เป็นคำที่เราใช้บ่อยมากตอนอยู่มหาลัย จนเรารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นบ่อย แต่พอโตขึ้นเราก็ไม่ได้ใช้คำนี้บ่อยมากแล้ว เราก็เลยรู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยเกิดขึ้น คำมันมีพลังมากนะ การเขียนไม่ออกมันมีสาเหตุหลายอย่าง หนึ่งคือเขียนไม่ออกเพราะไม่มีพล็อต ก็ต้องไปคิดพล็อตให้จบเรื่องก่อน อีกกรณีก็คิดพล็อตไว้จบเรื่องแล้ว แต่เขียนเหตุการณ์ไม่ได้ อันนี้ก็ต้องมานั่งคิดว่าเหตุการณ์มันไม่สมเหตุสมผลจนเขียนต่อไม่ได้หรือเปล่า สองคือภาษา ภาษายังไม่เข้มแข็งมากพอ ก็ต้องเขียนเยอะๆ ฝึกสกิลกันไป สามคือคุณแค่เหนื่อย เหมือนที่ลี้หยุดงานเพราะลี้ทำงานมาตลอด ร่างกายมันเหนื่อยแล้วและมันบอกเราผ่านการเขียนไม่ออก ความเหนื่อยมีอยู่จริง แม้ระบบทุนนิยมจะบอกว่ามันไม่มีจริง แต่ความเหนื่อยมีจริง อย่าด้อยค่าความเหนื่อยของเรา
มีคำแนะนำถึงคนที่อยากจะเขียนหนังสือจริงจังไหม
เราไม่กล้าแนะนำในเชิงการตลาดเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกว่าโลกมันหมุนเร็วมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องเขียนงานให้จบ บางทีสิ่งที่สำคัญมันอาจไม่ใช่ที่หน้าปก การตลาด หรือปัจจัยอื่นๆ อะไร แต่ถ้าคุณไม่มีงานที่จบ ไม่ว่าจะวางขายเป็นรูปเล่มหรืออีบุ๊ค มันจะขายไม่ได้ มันอาจจะเบื่อหน่อยระหว่างทางที่เขียน แต่งานที่จบคือสิ่งที่สำคัญที่สุดและจะไม่มีอะไรทดแทนมันได้
มีมุมมองเกี่ยวกับวงการหนังสือของบ้านเราในอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไรบ้าง
ความใหม่ๆ ในช่วงนี้คงเป็นการที่เราได้ทุนจาก THACCA ในการแปลหนังสือเป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษ การมีต้นฉบับภาษาอังกฤษจำนวนนึงไปเสนอขายในต่างประเทศเป็นการเปิดประตูที่ไม่เคยเปิดมาก่อนให้วงการหนังสือไทย เจ้าหน้าที่และคนในวงการที่กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่ก็เป็นคนรุ่นเราที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ แม้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตอนนี้มันจะไม่ได้ตูมตามอะไร แต่เรากำลังเดินทางอยู่
อยากให้วงการหนังสือบ้านเราพัฒนาไปทางไหน
เหมือนที่ตอบไปในคำถามเมื่อกี้เลย ตอนนี้เราอยากให้หนังสือของเราแปลเป็นภาษาต่างประเทศ อาจจะไม่ต้องเริ่มต้นจากภาษาอังกฤษก่อนก็ได้ เพราะคนที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเขามีตลาดหนังสือที่เป็นภาษาแม่ของเขาเยอะมากแล้ว เขาไม่ค่อยอ่านหนังสือภาษาอื่นที่แปลมาเป็นภาษาอังกฤษ เราอาจจะต้องเริ่มจากภาษาอื่นก่อน เราอยากให้หนังสือไทยเคลื่อนที่ออกไปนอกประเทศได้ อย่างไต้หวันเขาก็ค่อนข้างเปิดรับหนังสือจากบ้านเราเยอะอยู่
เราอาจจะต้องเริ่มจากภาษาอื่นก่อน เราอยากให้หนังสือไทยเคลื่อนที่ออกไปนอกประเทศได้
จากบรรดาผลงานนิยายทั้งหมดที่เขียนมา มีเรื่องไหนที่ตัวเองรู้สึกชอบเป็นพิเศษจนอยากแนะนำให้คนอื่นอ่านไหม
มันแล้วแต่บุคคล งานของลี้ค่อนข้างมีหลากหลายประเภท คนแต่ละบุคคลก็แตกต่างกัน หนังสือบางเล่มที่เราชอบที่สุดมันอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน
6 เจาะลึกเบื้องหลัง ‘My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์’

เข้ามาร่วมทำโปรเจค “เธอทำลาย เธอกล่าว” ได้ยังไง?
คุณวิวัฒน์ (บรรณาธิการของ เธอทำลาย, เธอกล่าว) ทักมาถามว่ามีงานนี้นะ รับงานไหม เราก็ถามหัวข้อกับเดดไลน์ ถ้าหัวข้อโอเค เราเขียนทันเดดไลน์ เราก็รับงาน เราไม่ถามเงินด้วยนะ (หัวเราะ)
นักเขียนตีความธีมหรือชื่อ “เธอทำลาย, เธอกล่าว” อย่างไร
ลี้เห็นโปรเจ็คนี้มาตั้งแต่เล่มแรกซึ่งก็คือ ทำลาย, เธอกล่าว สำหรับเล่มแรก ลี้รู้สึกว่าชื่อหนังสือของเล่มแรกมันพูดคำว่า “ทำลาย” ในเชิง infinitive คือเป็นคำสั่ง ประมาณว่าให้มันพังไปเสีย ไปโจมตีมันเลย แต่เล่มสองที่เป็น เธอทำลาย, เธอกล่าว มันไม่ได้เป็นคำสั่งให้ไปทำ action อะไร แต่เป็นคำกล่าวหาผู้หญิงอีกคนหนึ่งว่าคุณสร้างความแตกร้าวอะไรบางอย่างขึ้น แล้วลี้ก็ใส่ประโยคนี้ลงไปในเรื่องด้วย ให้ตัวเอกพูดว่าเธอทำลายชีวิตคู่ที่แสนเพอร์เฟ็คของฉัน
อ่านตัวอย่าง เธอทำลาย, เธอกล่าว
อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรื่อง “My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์”?
ต่อยอดมาจากประโยค เธอทำลาย เธอกล่าว เลย คือผู้หญิงอีกคนมาทำลายชีวิตแต่งงานของเรา เรารู้สึกว่ามันเป็นประโยคที่เมียหลวงพูดกับเมียน้อย แล้วเราก็เริ่มสำรวจความรู้สึกที่เมียหลวงกับเมียน้อยมีต่อกัน ซึ่งตัวลี้เองเคยมีความคิดมานานแล้วว่าอยากเขียนพล็อตที่เมียหลวงด่าสามีว่า “แกมีเมียน้อย ฉันยังสงสารเมียน้อยแกเลย” เราก็เริ่ม develop จากพล็อตตรงนี้เลยว่าความสัมพันธ์หรือโครงสร้างเชิงอำนาจที่เกิดขึ้นมันจะออกมาในรูปแบบไหน
ทำไมต้องเป็น “My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์” มีเหตุผลเบื้องหลังในการตั้งชื่อเรื่องเช่นนี้ไหม
ไม่มี ลี้กะว่าเมียน้อยเขาไม่ใช่คนรักที่อยู่ด้วยทุกวันอยู่แล้ว คือเป็นคนรักที่มีตัวตนอยู่แค่ช่วงระยะเวลานึง เป็น holiday lover หรือ sunday lover ที่ไปหาได้แค่สัปดาห์ละครั้งหรือช่วงวันหยุด เราก็เลยตั้งชื่อภาษาอังกฤษว่า my sunday lover ไว้ก่อน แล้วพอเขียนไปสักพักเราก็รู้สึกว่าตัวละครเมียน้อยเขามีลักษณะคล้ายหมาดี ชื่อไทยว่าหมาน้อยวันอาทิตย์ก็เลยตามมา
“หมา” เหมือนจะเป็นสัญญะที่สำคัญของเรื่องสั้นนี้ ทำไมต้องเป็น “หมา” “หมา” มีความเกี่ยวพันอย่างไรกับเนื้อเรื่อง
ลี้แค่รู้สึกว่ามนุษย์มีสองแบบ คือมนุษย์แบบหมากับมนุษย์แบบแมว แล้วตัวละครเมียน้อยในเรื่องก็เป็นมนุษย์แบบหมา เขาร่าเริงสดใส ไม่คิดอะไรมาก ถ้าเมียน้อยเป็นมนุษย์แบบแมวนี่เรื่องนี้จะออกมาเศร้าเลยนะ
ลี้แค่รู้สึกว่ามนุษย์มีสองแบบ คือมนุษย์แบบหมากับมนุษย์แบบแมว
ถ้าเป็นหมาจะเชื่อฟังและทำตามคำสั่งทุกอย่าง?
ใช่ ถ้าเป็นแมวก็จะพยศ มีแผนการของตัวเอง รอหักหลังอะไรอย่างนี้ด้วย
“ความรัก” ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่เรื่องสั้นเรื่องนี้พูดถึงบ่อย นักเขียนมีความตั้งใจหรือเหตุผลเบื้องหลังในการถ่ายทอด “ความรัก” ออกมาในรูปแบบดังที่ปรากฏในเรื่องสั้นไหม
ในความสัมพันธ์ของ LGBTQ+ จริง เขาจะไม่ได้แบ่งชัดว่าใครเป็นรุกเป็นรับชัดเจนขนาดนั้น โดยเฉพาะเลสเบี้ยน แต่ในเรื่องสั้นนี้มันจะแบ่งค่อนข้างชัดว่าใครเป็น dominant ใครเป็น submissive แล้วลี้รู้สึกว่าลี้อยากเขียนตัวละครผู้หญิงที่เป็น dominant เป็นคนควบคุมความสัมพันธ์บ้าง ซึ่งในความสัมพันธ์ชายหญิง ผู้หญิงบางคนเขาก็จะเป็นใหญ่แบบคุมผัว เป็นคนดุอะไรอย่างนี้ ทีนี้ลี้ก็อยากถ่ายทอดโครงสร้างอำนาจนี้ในความสัมพันธ์เลสเบี้ยนบ้าง แบบผู้หญิงคนนี้อยากบริหารอำนาจโดยการกดหัวผู้หญิงอีกคนให้อยู่ใต้เขา ยิ่งเขาโดนผู้ชายกดหัวมาอีกทีมากเท่าไหร่ เขาเลยยิ่งอยากกดหัวผู้หญิงอีกคนมากขึ้น ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีนะ มัน toxic มาก ถ้าถามว่ามันคือความรักไหม ก็คือรัก เป็นความรู้สึกประมาณว่าเราชอบที่เรามีคนคนนี้อยู่ในชีวิตแต่เป็นในฐานะที่ไม่เท่าเทียมกันกับเรา อาจเรียกว่าเป็นความหมกมุ่นอย่างหนึ่งก็ได้
อยากพูดถึงตัวละครตัวไหนในเรื่องสั้นเป็นพิเศษไหม
เราชอบตัวละครเฟรนด์นะ เราไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนอื่นจะรู้สึกแบบเดียวกันไหม แต่เรารู้สึกว่าผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารัก น่าเอ็นดู เวลาเราเห็นผู้หญิงทำตัวน่ารัก เราก็อยากเปย์ อยากมีเงินไปเลี้ยงดูเขา มาเป็นลูกสาวของฉันไหม แล้วอีกอย่างนึงคือ ผู้ชายเวลาพาเมียน้อยไปเสริมสวย เขาก็ไม่อินด้วยไง เขาก็นั่งรอเฉยๆ ไป แต่ถ้าผู้หญิงเป็นคนพาไป เขาก็จะสนุก ได้ไปแต่งตัวด้วยกัน ได้ไปทำเล็บด้วยกัน ได้มีเพื่อนไปทำกิจกรรมร่วมกัน อะไรประมาณนี้
เจออุปสรรคอะไรไหมในระหว่างเขียนเรื่องนี้
ไม่มีนะ เพราะมันเป็นเรื่องสั้นด้วย ลี้เขียนไม่นาน ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก มีแค่คอมเม้นท์จากคุณวิวัฒน์ว่าอยากให้เขียนชัดเจนขึ้นหน่อยว่าตกลงแล้วเรื่องจะไปในทางรักหรือแก้แค้น
ลองโฆษณาเรื่องสั้นของตัวเองหน่อย
ช่วงหลังๆ เรื่องสั้นของลี้หลายๆ เรื่องจะเกี่ยวกับผู้ชายที่อยากมีเมียน้อย พอมาโปรเจ็คนี้ในที่สุดเราก็ได้เขียนตัวละครผู้หญิงที่มีเมียน้อยบ้าง สำหรับคนที่อ่านเรื่องสั้นอื่นๆ ของลี้แล้วเจอผู้ชายมีเมียน้อยมาเยอะก็อยากฝากเรื่องสั้นเรื่องนี้เอาไว้ อยากให้อ่านกัน
อยากให้ฝากผลงานในอนาคตหน่อย
งานหนังสือที่ใกล้จะถึงนี้มีรวมเรื่องสั้นสามเล่มที่กำลังจะออกคือเล่ม เธอทำลาย, เธอกล่าว อีกเล่มเป็นธีมเกี่ยวกับแมว แล้วก็เล่มที่สามจะเป็นแนวออกจิตวิทยานิดนึงของสำนักพิมพ์เปิดใหม่ ส่วน novella หรือเรื่องสั้นขนาดยาวที่หวังว่าจะทำให้ทันออกงานหนังสือก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์เลสเบี้ยนเหมือนกัน ตัวละครเอกเป็นไบเซ็กชวล เคยมีแฟนเก่าเป็นผู้หญิง ปัจจุบันมีแฟนเป็นผู้ชาย ซึ่งเราก็ไม่เคยเจอพล็อตแบบนี้ในนิยายยูริเท่าไหร่ เพราะปรกติเขาจะให้แฟนเก่าเป็นผู้ชายแล้วแฟนคนปัจจุบันเป็นผู้หญิงมากกว่า ในเรื่องของเราก็คือแฟนเก่าเป็นผู้หญิงที่ suicide ไปแล้ว ตัวเอกก็พยายามจะรักษาจิตใจจากบาดแผลตรงนี้ ส่วนตัวละครผู้ชายก็เป็นไบเซ็กชวลเหมือนกัน เราก็ยังคงเขียนตัวละครที่มีความลื่นล้มทางเพศอยู่ต่อไป (หัวเราะ)
การพูดคุยกับจิดานันท์ในครั้งนี้ไม่เพียงทำให้รู้จักเส้นทางการเป็นนักเขียนอาชีพของเธออย่างเดียว แต่เรายังได้แลกเปลี่ยนแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการหนังสือไทยในยุคปัจจุบันอีกมากมาย สุดท้ายนี้ นอกจากผลงานเรื่อง “My Sunday Lover หมาน้อยวันอาทิตย์” ในรวมเรื่องสั้นจากปลายปากกาของบรรดานักเขียนหญิง เธอทำลาย เธอกล่าว จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมแล้ว ผู้สัมภาษณ์ก็อยากเชิญชวนผู้อ่านมาร่วมเฝ้ามองและติดตามการเดินทางของหนังสือไทยออกสู่ต่างประเทศดั่งที่จิดานันท์กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์เช่นเดียวกัน
ร่วมสัมภาษณ์: นิวัต พุทธประวาท และดาริน เกษกุล









