1 เกริ่นนำ
“เคหาสน์มืด” (The Dark House) คือเรื่องสั้นเชิงปรัชญาโดย Sadeq Hedayat ที่จะพาผู้อ่านไปสำรวจจิตใจของชายลึกลับผู้ปฏิเสธสังคม และแสวงหาความสันโดษขั้นสูงสุด ผ่านการสร้าง “ห้อง” ปริศนาที่บุด้วยกำมะหยี่สีแดงฉาน เรื่องราวนี้จะพาเราไปตั้งคำถามกับแนวคิดเรื่อง “ความมืดมิด” “ความกลัว” และความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่
2 เรื่องสั้น “เคหาสน์มืด”
ชายคนหนึ่งสวมเสื้อกันฝนสีน้ำเงินเข้มปกปิดแบบมิดชิด ขึ้นรถบัสของเราในคืนหนึ่งระหว่างทางไปคุนซาร์ เขาจงใจจะตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก ด้วยการดึงปีกหมวกกว้างลงมาจนชิดคิ้ว ขณะเดียวกันหนีบห่อของบางอย่างเอาไว้ใต้แขน โดยใช้มือประคองอย่างระมัดระวัง
ตลอดระยะเวลาเดินทางราวครึ่งชั่วโมง เขาไม่ได้ร่วมวงสนทนาระหว่างคนขับรถ หรือผู้โดยสารคนอื่นๆ ท่าทีที่ห่างเหินของเขาส่งผลให้บรรยากาศในรถเงียบงันไป ยามใดที่แสงไฟจากรถหรือแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามา ผมจะลอบมองใบหน้าของเขา…มันซีดเซียว จมูกของเขาเล็กแต่โด่งตรง เปลือกตาปรือดูอ่อนล้าราวกับจะปิดสนิท ร่องลึกข้างมุมปากทั้งสองข้างบ่งบอกถึงจิตใจที่แน่วแน่ เหมือนใบหน้านั้นถูกสลักเสลามาจากหินผา เป็นบางครั้ง เขาจะใช้ปลายลิ้นแตะริมฝีปาก ก่อนจะกลับไปจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนดังเดิม

รถบัสของเราจอดที่เมืองคุนซาร์ ณ สถานีขนส่งมาดานี
แม้ตามกำหนดการเราต้องเดินทางกันทั้งคืน แต่ทั้งคนขับและผู้โดยสารทุกคนต่างก็ลงจากรถ ผมกวาดตามองโรงเตี๊ยมและตัวสถานี ทั้งสองแห่งดูไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไรนัก จากนั้นผมจึงเดินกลับไปที่รถ เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะพักค้างคืนที่นี่ ผมเอ่ยปากถามคนขับว่า “ดูท่าว่าคืนนี้เราจะค้างกันที่นี่สินะ!”
“ใช่แล้ว” เขาตอบ “ถนนไม่ค่อยดี เราจะค้างคืนที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่”
ทันใดนั้น ผมก็สังเกตเห็นชายในเสื้อกันฝนสีน้ำเงินเข้มคนนั้นเดินเข้ามาหา เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มแต่ทว่าสงบนิ่ง “ถ้าคุณไม่รู้จักใครแถวนี้ คืนนี้คุณคงหาที่พักที่ดีกว่านี้ได้ยาก ทำไมไม่ไปพักค้างคืนที่บ้านผมล่ะครับ?”
“ขอบคุณครับ แต่ผมไม่อยากรบกวน”
“ไม่เลยครับ ผมไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีรีตอง¹ ผมไม่รู้จักคุณ และก็ไม่ได้อยากจะรู้จัก ส่วนเรื่องชวนไปนอนที่บ้านไม่ใช่การสร้างบุญคุณอะไร ผมเพิ่งตกแต่งห้องใหม่เมื่อไม่นานนี้ ตอนนี้ห้องเก่าของผมก็ว่างอยู่ ผมคิดว่ามันน่าจะสบายกว่าที่โรงเตี๊ยม”
ถ้อยคำที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาของเขาสะกิดใจ ทำให้ผมตระหนักว่า ไม่ได้พูดคุยอยู่กับคนธรรมดาสามัญ ผมจึงตอบ “ตกลงครับ ไปกัน!”
โดยไม่ลังเลใดๆ ผมก็เริ่มเดินตามเขาไป เขาหยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋าเสื้อและเปิดมัน ลำแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เราเดินผ่านตรอกซอกซอยหลายสายที่คดเคี้ยวไประหว่างกำแพงดิน ทุกสิ่งนิ่งสนิท…นิ่งเสียจนแทรกซึมเข้ามาในห้วงความรู้สึก บ่อยครั้งเราได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่วๆ จนสามารถสัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดปะทะใบหน้า แล้วผมก็สังเกตเห็นแสงไฟที่ส่องสว่างจากบ้านสองสามหลังที่อยู่ไกลออกไป
ผมเดินคู่ไปกับเขาอย่างเงียบๆ เราไม่ได้พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อทำลายความอึดอัด ผมจึงเริ่มชวนสหายผู้ไม่คุ้นเคยคนนี้สนทนา “ที่นี่คงจะเป็นเมืองที่สวยน่าดูนะครับ”
เขาจะสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงของผม ครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้น “ผมชอบคุนซาร์มากกว่าเมืองอื่นๆ ทั้งหมดที่ผมเคยไปเยือนในอิหร่าน ไม่ใช่เพียงเพราะที่นี่มีทุ่งหญ้าและสวนผลไม้มากมาย แต่เพราะมันยังคงรักษามนต์เสน่ห์แบบโบราณเอาไว้ได้…ท่ามกลางกำแพงดิน ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้สูงใหญ่ ตามตรอกซอกซอยยังคงบรรยากาศแบบยุคกลางไม่เสื่อมคลาย
มันมีความเป็นมิตรที่จับต้องได้ จนทำให้ผู้คนรู้สึกสำราญใจเวลาสัญจรไปในทางเดินเล็กๆ เฉกเช่นเดียวกับผู้ที่เคยอยู่อาศัยในอดีตเคยรู้สึก พื้นที่ทั้งหมดนี้เป็นเอกเทศ…ปัจจัยทั้งหลายนี้สร้างรสชาติอันเป็นบทกวีให้แก่ที่นี่…ที่สำคัญมันอยู่ห่างไกลจากสื่อหนังสือพิมพ์ รถยนต์ เครื่องบิน และรถไฟ
โดยเฉพาะรถยนต์ นอกจากเสียงแตรอันหนวกหู ยังสร้างฝุ่นควันฟุ้งตลบ รถยนต์ยังนำพา ‘ผู้นำทางจิตวิญญาณ’ ไปสู่หมู่บ้านที่เล็กที่สุดของแผ่นดิน มันยัดเยียดความคิดใหม่ๆ ที่ยังไม่ตกผลึกเข้ามา ทั้งความเห็นที่บิดเบือน และตามแห่แต่เรื่องอันโง่เขลา เข้าไปในทุกซอกทุกมุมเท่าที่จะนึกได้ นี่คือสิ่งที่มารังควานศตวรรษนี้”
เขาสาดแสงไฟฉายไปที่หน้าต่างของบ้านบางหลัง แล้วพูดว่า “ดูสิครับ ที่นี่มีหน้าต่างพร้อมงานไม้ที่งดงามและบ้านเรือนที่สร้างขึ้นอย่างอิสระ คุณจะได้กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าอัลฟัลฟ่าที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ๆ รวมถึงกลิ่นอื่นที่ไม่น่าพิสมัยนัก คุณจะได้ยินเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว วิถีการทำงานที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาดของผู้อยู่อาศัยที่นี่ มันชวนให้นึกถึงโลกที่สูญหายไป…โลกที่อยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายของพวกเศรษฐีใหม่”
เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ว่า เขาเชิญผมมาที่บ้าน ชายคนนั้นจึงถามขึ้น “คุณทานอาหารเย็นหรือยังครับ?”
“ทานแล้วครับ เราทานกันที่โกลปายกาน”
เราเดินข้ามลำธารหลายสาย จนในที่สุด เมื่อมาถึงบริเวณใกล้ภูเขา เขาจึงเปิดประตูรั้วของสวนแห่งหนึ่ง จากนั้นเราก็ก้าวเข้าไป เดินมาถึงเคหาสน์ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่หลังหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปในห้องเล็กๆ ซึ่งมีเตียงแบบพับเก็บได้ โต๊ะอีกหนึ่งตัว พร้อมด้วยเก้าอี้ที่มีเท้าแขนสองตัว
เขาจุดตะเกียงน้ำมัน แล้วเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ติดกัน สองสามนาทีต่อมา เขากลับออกมาในชุดนอนสีชมพู เขายกตะเกียงอีกดวงเข้ามาและจุดไฟ จากนั้น ก็คลี่ห่อของที่เขาหนีบติดตัวมา ภายในห่อนั้นคือโป๊ะตะเกียงสีแดง ซึ่งเขานำไปสวมเข้ากับตะเกียงดวงที่เขายกมาจากอีกห้องหนึ่ง
หลังจากหยุดไปครู่ใหญ่ โดยไม่แน่ใจว่าควรจะเอ่ยปากดีหรือไม่ เขาก็กล่าวขึ้น “คุณอยากจะไปชมห้องส่วนตัวของผมไหมครับ?”
เขาหยิบตะเกียงที่สวมโป๊ะสีแดงขึ้นมา นำทางผ่านโถงทางเดินอันมืดมิดและซับซ้อนราวกับเขาวงกต เพดานเป็นทรงโค้ง ส่วนพื้นปูด้วยเสื่อผ้าสีแดงเข้ม
จากนั้นเขาก็เปิดประตูอีกบาน เราก้าวเข้าไปในห้องที่มีลักษณะคล้ายกับด้านในของฟองไข่ ดูเหมือนว่าห้องนี้จะไม่มีช่องทางใดๆ เปิดสู่โลกภายนอกเลย…แน่นอนว่า…ยกเว้นเพียงประตูบานที่เชื่อมกับโถงทางเดินเมื่อครู่ ห้องนี้ปราศจากรูปทรงเรขาคณิตใดๆ ผนังด้านในโค้งเว้า เพดาน และพื้น…ทั้งหมดถูกบุด้วยกำมะหยี่สีแดงฉาน
เมื่อสูดกลิ่นหอมอบอวลที่ตลบอยู่ในห้อง ผมรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย
เขาวางตะเกียงลงบนโต๊ะ นั่งลงบนเตียงซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้ผมนั่งพักบนเก้าอี้ข้างโต๊ะ บนโต๊ะมีแก้วหนึ่งใบพร้อมด้วยเหยือกใส่ ดุก (duq)²
ผมมองไปรอบตัวด้วยความตะลึงพรึงเพริด พลางคิดในใจว่าชายผู้นี้ต้องสติไม่สมประกอบแน่ๆ และห้องนี้ก็คงเป็นห้องทรมานของเขา…ผมคิดว่า ผนังเหล่านี้เป็นสีเลือดก็เพื่อใช้พรางรอยเลือดของเหยื่อ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ถูกจับได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้ไม่มีช่องทางเปิดสู่โลกภายนอกเลย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนี้…อย่าว่าแต่จะเข้ามาช่วยเหลือเลย
ผมเฝ้ารอ…ไม่ว่าจะเป็นกระบองที่ฟาดลงบนศีรษะจากที่ใดที่หนึ่ง หรือรอให้ชายผู้นี้จู่โจมด้วยมีดหรือขวาน…แต่เขากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็นเช่นเคย

“คุณคิดว่าห้องของผมเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“ห้องหรือครับ? ขอโทษทีนะ แต่นี่มันเหมือนเข้ามาอยู่ในถุงพลาสติกมากกว่า”
เขาไม่แสดงทีท่าว่าสนใจสิ่งที่ผมพูดแม้แต่น้อย แล้วพูดต่อ “อาหารของผมคือนมครับ จะรับหน่อยไหม?”
“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ ผมทานมื้อเย็นมาแล้ว”
“นมสักแก้วก็ดีต่อสุขภาพนะครับ”
เขาพูดเช่นนั้นพลางเลื่อนเหยือกนมมาตรงหน้า แม้จะไม่อยากดื่มเลย แต่ผมก็รินมาแก้วหนึ่งแล้วดื่มมัน จากนั้น เขาก็รินนมที่เหลือทั้งหมดลงในแก้วของเขา แล้วเริ่มจิบทีละน้อย เป็นพักๆ เขาจะใช้ลิ้นแตะริมฝีปากให้เปียกชื้น
ริมฝีปากของเขาเป็นมันแวววาว และเปลือกตาก็ปรือลงเกือบปิดสนิท…ราวกับกำลังค้นหาความทรงจำอันไกลโพ้น ภายใต้แสงสีแดง ใบหน้าที่ซีดเซียวและอ่อนเยาว์ จมูกเล็กแต่โด่งตรง ริมฝีปากที่อวบอิ่มนั้น…ช่างดูเปี่ยมราคะน่าดึงดูดใจ เส้นเลือดดำใหญ่เส้นหนึ่งปูดนูนบนหน้าผากกว้างของเขา ผมสีน้ำตาลยาวสลวยของเขาปกคลุมบ่าทั้งสองข้าง
เหมือนพูดกับตัวเอง เขาเอ่ยขึ้น…
“ผมไม่เคยมีส่วนร่วมในความสุขเกษมของผู้อื่น มีแต่ความรู้สึกที่ถูกรบกวนจิตใจ…ความรู้สึกอันเกิดจากโชคร้าย…มักมาคั่นกลางระหว่างความสุขกับผมเสมอ ความรู้สึกโชคร้ายนี้มันเกิดจากความเจ็บปวดของการมีชีวิต ความยากลำบากในการรับมือสิ่งต่างๆ แต่ที่สำคัญที่สุด…คืออันตรายที่ต้องข้องเกี่ยวกับผู้คน ชะตากรรมของสังคมที่เสื่อมทราม ความจำเป็นที่ต้องมีอาหารไปจนถึงเครื่องนุ่งห่ม…สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ขัดขวางการเบ่งบานของตัวตนที่แท้จริงของเรา
ในอดีต ผมเคยเข้าไปในโลกของคนธรรมดาและเลียนแบบวิถีชีวิตอันน่าสมเพชของพวกเขา แต่ไม่นานผมก็ตระหนักว่ากำลังกลายเป็นตัวตลก ผมสำรวจความสุขเกษมทั้งปวงของพวกเขาแล้ว แต่ก็พบว่ามันช่างไม่น่าอภิรมย์เลย
ผมรู้สึกมาโดยตลอดว่าผมถูกทอดทิ้ง…ถูกปล่อยให้อยู่ลำพัง…เป็นคนนอกในโลกของพวกเขา คุณอาจพูดอย่างนั้นก็ได้ ผมไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายใดๆ ระหว่างผมกับพวกเขา ผมไม่สามารถทำให้ชีวิตสอดคล้องไปกับชีวิตของพวกเขาได้เลย ผมบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ‘ผมจะละทิ้งสังคมนี้ จะไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านเล็กๆ ไปยังสถานที่ห่างไกลเต็มไปด้วยความสันโดษ’
แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้ความสันโดษนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ผมไม่ได้ต้องการอยู่ใต้การชี้แนะของใคร หรือเลียนแบบใคร ทั้งหมดที่ผมปรารถนาคือการหาสถานที่ที่ผมสามารถสำรวจตนเองได้…สถานที่ซึ่งความคิดของผมจะไม่ฟุ้งกระจายเลือนหายไป
ผมเกิดมาขี้เกียจ โดยผมเชื่อว่าการทำงานเป็นเรื่องของพวกที่ไม่เคยเติมเต็ม…พวกที่ปรารถนาจะเติมเต็มความพร่องที่พวกเขารู้สึกอยู่ภายใน การทำงานเป็นเรื่องของพวกขอทาน พวกต่ำต้อย บรรพบุรุษของผมก็รู้สึกถึงความว่างเปล่านี้เช่นกัน แต่พวกเขาทำงานหนัก คิดหนัก และเฝ้าสังเกตการณ์ ในเมื่อความต้องการเหล่านั้นไม่ได้รบกวนพวกเขาอีกต่อไป…ภาระแห่งความเกียจคร้านที่สะสมมาจึงตกอยู่บนบ่าของผมอย่างเต็มเปา ผมไม่ได้ภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของผม อีกอย่าง ผู้คนในประเทศนี้ก็ไม่ได้มีการสืบเชื้อสายที่ชัดเจนแน่นอนเหมือนกับผู้คนในชาติอื่นๆ
ลองไปวิเคราะห์วงศ์ตระกูลของพวก ‘เดาลา’ หรือ ‘ซัลตานา’³ พวกนี้ดูสิ ย้อนกลับไปแค่สองช่วงอายุคน แล้วคุณจะเห็นว่าพวกเขาก็เป็นแค่ขโมย โจรปล้นนักเดินทาง ตัวตลกในราชสำนัก หรือพวกรับแลกเงิน
และถ้าเราจะดึงดันขุดคุ้ยบรรพบุรุษของผม…ก็เหมือนกับของคนอื่นๆ…เราจะไม่ย้อนไปถึงกอริลลาและชิมแปนซีหรอกหรือ?
ประเด็นคือ ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงาน
พวกเศรษฐีใหม่ดูเหมือนจะเป็นพวกเดียวที่สามารถอ้างสิทธิ์ในการดำรงอยู่ได้ พวกเขาสร้างสังคมที่สอดรับกับความโลภและตัณหาของตนเอง
ส่วนคนอื่นๆ…ทำเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าแม้เพียงก้าวเล็กๆ…ก็จำต้องก้มกลืนกฎเกณฑ์ที่พวกนั้นยัดเยียดให้ ราวกับกำลังกลืนยาเม็ด พวกเศรษฐีใหม่ตั้งชื่อให้การรับใช้เยี่ยงทาสนี้ว่า ‘การทำงาน’ และทุกคนต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการไปขอทานที่หน้าประตูบ้านของพวกเขา
มีเพียงกลุ่มโจร พวกโง่เขลาไร้ยางอาย และคนป่วยเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้
ส่วนคนที่ไม่เหมาะกับการขโมยหรือความเลวทราม คนที่ไม่ชอบการประจบสอพลอ ก็จะถูกตราหน้าว่า ‘ไม่เหมาะกับการมีชีวิตอยู่!’
พวกเขาไม่เข้าใจความเจ็บปวดของผม พวกเขาไม่รู้สึกถึงภาระของมรดกที่ผมต้องแบกรับจนตัวงอ! ความเหนื่อยล้าของบรรพบุรุษอยู่ในตัวผม จนผมสัมผัสได้ถึงความโหยหาอดีตของพวกเขา
ผมอยากจะหาโพรงสักแห่งในพื้นดิน เหมือนกับสัตว์จำศีล…ผมอยากจะจมหายเข้าไปในตัวตนของตัวเอง ด้วยวิธีนี้ ผมถึงจะค้นพบภายในจิตใจได้
มันมีหลายสิ่งหลายอย่างในตัวมนุษย์ที่อ่อนโยนและซ่อนเร้น…ถูกกดทับด้วยน้ำหนักของภาระประจำวัน ความเร่งรีบของชีวิต แต่เมื่อมีโอกาส แง่มุมเดียวกันนี้กลับสามารถปรากฏตัวขึ้นมาได้…เช่นเดียวกับภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในถาดน้ำยาล้างรูปของช่างภาพ…มันจะปรากฏแก่เราในความมืดมิด
ความมืดมิดนี้อยู่ภายในตัวผม แต่ผมกลับพยายามอย่างเปล่าประโยชน์ที่จะทำให้มันสลายไป ผมเสียใจที่เคยไปคลุกคลีกับผู้คน…แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
ตอนนี้ผมตระหนักแล้วว่า ส่วนที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผมก็คือความมืดมิดและความเงียบสงัดที่มาพร้อมกันนี้เอง
ความมืดมิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของทุกชีวิต แต่จะไม่ปรากฏแก่เราจนกว่าจะถึงเวลาที่เราละทิ้งโลกแห่งปรากฏการณ์ภายนอก ผมพร้อมจมดิ่งลงไปในตัวเอง แน่นอนว่า…คนทั่วไปพยายามหลีกหนีความโดดเดี่ยวและความมืดมิดนี้ พวกเขาพยายามอุดหูตัวเองเพื่อที่จะไม่ได้ยินเสียงเรียกแห่งความตาย…พยายามทำลายล้างตัวตนของตัวเองท่ามกลางเสียงอึกทึกของชีวิต
ผมไม่เหมือนพวก ซูฟี 4 ที่เฝ้ารอ ‘แสงแห่งสัจธรรมรุ่งอรุณ’ ตรงกันข้าม…ผมกำลังรอคอยให้ปิศาจมาเยือนต่างหาก ผมต้องการปลุกตัวตนอย่างที่เป็นขึ้นมา คำพูดที่สว่างไสวแต่ว่างเปล่าของพวกผู้รู้แจ้งทำให้ผมขยะแขยง ผมไม่ต้องการสูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเอง ด้วยการไปขอทานจากฝูงโจร นักลักลอบขนของเถื่อน และพวกคนโง่ที่บูชาทองคำ…เพื่อเลี้ยงชีพ
ในห้องนี้เองที่ผมสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในตัวเองได้ โดยที่พลังงานของผมไม่ถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า ผมต้องการความมืดมิดนี้และแสงสีแดงนี้ ผมไม่สามารถนั่งในห้องที่มีหน้าต่างอยู่ด้านหลังได้ ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ความคิดของผมจะฟุ้งซ่าน ยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่ชอบแสงสว่าง
ในแสงแดด ทุกสิ่งดูไร้สาระและธรรมดาสามัญ…ในขณะที่ความกลัวและความมืดมิดต่างหาก คือบ่อเกิดที่แท้จริงของความงาม
ยกตัวอย่างเช่น แมว ในตอนกลางวัน มันก็ดูเป็นสัตว์ที่คุ้นเคยดี แต่ในยามค่ำคืน ดวงตาของมันกลับเรืองแสง ขนของมันเป็นประกาย ท่วงท่าการเคลื่อนไหวก็ดูลึกลับ พุ่มไม้ที่กำลังออกดอกอย่างร่วงโรย เต็มไปด้วยใยแมงมุม ก็กลับมีรัศมีที่พิเศษและลึกลับในยามค่ำคืนเช่นกัน
แสงสว่างปลุกทุกชีวิตให้ตื่น ทำให้พวกเขาระแวดระวังตัว พวกเขาจะรอบคอบมากขึ้น แต่ในยามค่ำคืน ในความมืดมิดต่างหาก ที่สิ่งธรรมดาทุกอย่างจะพัฒนาความลึกลับขึ้นมา
เมื่อนั้น ความกลัวที่ซ่อนเร้นและหลงลืมไปแล้วก็จะตื่นขึ้น คนเราสามารถนอนหลับในความมืด…แต่ยังคงได้ยินเสียงสิ่งต่างๆ…คนเรายังคงตื่นอยู่ ชีวิตที่แท้จริงเริ่มต้นเมื่อนั้น สัญชาตญาณดิบรวมถึงความนึกคิดโง่ๆ จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง มนุษย์จะก้าวเข้าสู่มิติทางจิตวิญญาณ เขาจะหวนรำลึกถึงสิ่งที่ไม่เคยรู้ หรือแม้กระทั่งไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน”
หลังจากถ้อยคำอันคมคายนั้น เขาก็เงียบไป เหมือนกับว่าให้การบรรยายอันยืดยาวนี้ เป็นจุดประสงค์เพื่ออธิบายตัวตนของเขา
เขาเป็นเพียงลูกเศรษฐีที่เบื่อหน่ายชีวิต หรือกำลังป่วยด้วยโรคประหลาดบางอย่างกันแน่? ไม่ว่ากรณีใด เขาไม่ได้คิดเหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไป
ผมรู้สึกสับสนงุนงง จะตอบสนองต่อเรื่องทั้งหมดนี้อย่างไรดี? ร่องลึกข้างริมฝีปากของเขาดูแข็งเกร็งขึ้น เส้นเลือดดำปูดนูนบนหน้าผาก ยามที่เขาพูด ปีกจมูกของเขาก็บานออก ภายใต้แสงสีแดง ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขาดูเหนื่อยล้าและหม่นหมอง…แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับใบหน้าที่ผมเห็นบนรถบัส เมื่อเขาก้มศีรษะลง รอยยิ้มจางๆ ก็ฉายผ่านริมฝีปากของเขา
ทันใดนั้น เขาเหลือบมองผมอย่างเย้ยหยัน เขาก็พูดว่า “คุณอยู่ระหว่างการเดินทาง คงจะเหนื่อยแล้ว ผมกลับพูดอยู่ฝ่ายเดียวเสียนาน!”
“เราทุกคนต่างก็พูดถึงตัวเอง” ผมตอบ “เราคือสัจธรรมเดียวที่เคยมีอยู่จริง เราพูดถึงตัวเองโดยไม่ตั้งใจอยู่แล้ว แม้ในยามที่เราแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นผ่านคำพูดของคนอื่น สิ่งที่ยากที่สุดคือการแสดงตัวตนออกมา ด้วยถ้อยคำที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริงต่างหาก”
สิ่งที่พูดออกไปนั้นช่างไร้ความหมาย ไร้ประโยชน์ ผิดที่ผิดทางสิ้นดี ผมหวังว่าตัวเองจะไม่เผลอตอบโต้กลับไปอีก ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพยายามจะพิสูจน์อะไร บางทีอาจกำลังเยินยอเจ้าบ้านคนนี้ทางอ้อมอยู่ก็เป็นได้
แต่เขา…ไม่สนใจอะไรเลย…กลับจ้องเขม็งมาทางผมด้วยแววตาเจ็บปวด เปลือกตาของเขาปิดลงอีกครั้ง ไม่ต่างจากอยู่ในอีกโลกหนึ่ง…ไม่สนใจผมโดยสิ้นเชิง…เขาใช้ลิ้นเลียริมฝากที่ชุ่มชื้นของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาพูดว่า “ผมอยากจะออกแบบ อยากสร้างสถานที่ของผมเองมาโดยตลอด บ้านและห้องที่คนอื่นสร้างมันไม่ถูกใจผม ผมอยากอยู่ตามลำพัง เพื่อเจาะลึกลงไปในตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ผมเปลี่ยนทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีให้เป็นเงินสด แล้วผมก็มาที่นี่ สั่งสร้างห้องนี้ตามแบบที่ต้องการทุกอย่าง ผมนำผ้าม่านกำมะหยี่ทั้งหมดนี้ติดตัวมาด้วย ผมลงมือสร้าง ใส่ใจทุกรายละเอียดในห้องนี้ด้วยตัวเอง
สิ่งเดียวที่ผมลืมไปก็คือโป๊ะตะเกียงสีแดง ผมส่งแบบและขนาดไปที่เตหะราน พวกเขาทำมาให้ผมอันหนึ่ง วันนี้ผมก็ไปรับมันมา นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องเดินทาง มิฉะนั้นแล้ว ผมไม่ออกจากห้องและพยายามจะไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนเลย
ส่วนเรื่องอาหาร ผมกำหนดให้ตัวเองกินแต่นมเป็นอาหาร ในเมื่อผมจะดื่มมันในท่านั่งหรือท่านอนก็ได้ ผมจึงไม่ต้องลำบากเตรียมอาหาร
ผมควรจะบอกด้วยว่า ผมได้สาบานไว้ว่าจะปลิดชีวิตตัวเองทันทีที่เงินหมด หรือทันทีที่ผมรู้สึกว่าต้องกลับไปสู่สังคมอีกครั้ง
นี่คือคืนแรกที่ผมจะได้นอนในห้องของผมเอง…ในที่สุด
ผมคือชายผู้โชคดีคนนั้น ที่ทุกความปรารถนาอันแรงกล้าได้รับการเติมเต็ม…ชายผู้โชคดี! ช่างยากเย็นเหลือเกินที่จะจินตนาการถึงการดำรงอยู่เช่นนั้น ผมไม่เคยนึกภาพสภาวะนี้ออกเลย แต่ทว่า…ณ เวลานี้…ผมคือชายผู้โชคดี!”
ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอีกครั้ง
เพื่อทำลายความเงียบ ผมจึงพูดขึ้น “สภาวะที่คุณกำลังแสวงหานั้น คือสภาวะของทารกในครรภ์มารดา ที่ซึ่ง… ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน ประจบสอพลอ หรือรับมือกับสิ่งใด…คนเราสามารถนอนนิ่งอยู่ในอวัยวะอันอบอุ่นสีแดงฉานนั้น เติบโตด้วยเลือดของมารดา เพลิดเพลินกับความปรารถนา ความต้องการทุกอย่างมักถูกเติมเต็มโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
หรือบางทีคุณกำลังแสวงหาสรวงสวรรค์ที่สาบสูญซึ่งพักพิงอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน…สถานที่ซึ่งทุกคนใช้ชีวิตอยู่โดยลำพังและอยู่แต่ในตัวเอง หรืออีกที…บางทีคุณอาจกำลังมองหา ‘การตายโดยสมัครใจ’ แบบนั้นหรือ?”
บางทีเขาไม่คาดคิดว่าจะมีใครมาขัดจังหวะการสนทนาส่วนตัวนี้ เขากวาดตามองผมอย่างเย้ยหยัน และพูดว่า
“คุณกำลังเดินทาง คุณควรจะไปนอนพักผ่อนได้แล้ว!”
เลยเที่ยงคืนมาแล้ว เขาหยิบตะเกียงขึ้นมา เดินมาส่งผมจนถึงสุดโถงทางเดิน ชี้ให้ผมดูห้องที่เราเข้ามาในตอนแรก
ผมสูดอากาศบริสุทธิ์ รู้สึกราวกับว่าเพิ่งจากสถานที่อันหนาวเหน็บชวนป่วยไข้มา ดวงดาวพร่างพราวอยู่บนท้องฟ้า ผมกำลังครุ่นคิดว่า ตกลงแล้วผมกำลังรับมือกับชายที่หมกมุ่นกับความสะอาด หรือเป็น ‘บุรุษผู้ไม่ธรรมดา’ กันแน่
***
วันรุ่งขึ้น ผมตื่นนอนราวสิบโมง
เพื่อจะกล่าวลาเจ้าบ้าน ผมจึงเดินเข้าไปในโถงทางเดิน…เคาะประตูเบาๆ ราวกับคนนอกศาสนาที่กำลังเข้าใกล้วิหารศักดิ์สิทธิ์ โถงทางเดินนั้นมืดเงียบสงัด ผมแอบย่องเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ
ตะเกียงบนโต๊ะยังคงลุกโชน เจ้าบ้านของผมยังคงอยู่ในชุดนอนสีชมพู เขานอนขดตัวในท่าทารกในครรภ์ มือทั้งสองข้างของเขากำลังปิดใบหน้า
ผมเดินเข้าไปหา เขย่าที่หัวไหล่…
ร่างของเขาแข็งทื่อไปแล้วในท่านั้น
ผมตกใจกลัวสุดขีด รีบออกจากห้องแล้วตรงไปที่สถานีขนส่ง…ผมไม่อยากตกรถ
เป็นเพราะเงินของเขาหมด อย่างที่พูดไว้หรือเปล่า?
หรือเพราะเขากลัวความโดดเดี่ยวที่พร่ำสรรเสริญมันนักหนา จนในคืนสุดท้ายนั้น เขาปรารถนาที่จะมีใครสักคนอยู่ด้วย?
หรือบางที…เขาอาจเป็นชายผู้โชคดีอย่างที่ว่า…ผู้ที่ต้องการเก็บโชคดีนั้นไว้กับตัวเอง…และสถานที่แห่งนี้คือห้องในอุดมคติของเขาจริงๆ!
3 เชิงอรรถ
¹ คำว่า “ta’arof” (ทาอารอฟ) ที่ปรากฏในต้นฉบับ เป็นธรรมเนียมการปฏิบัติตามมารยาทสังคมที่ซับซ้อนของชาวอิหร่าน (เปอร์เซีย) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการแสดงความถ่อมตนหรือการปฏิเสธข้อเสนออย่างสุภาพในตอนแรก การที่ชายคนนั้นพูดว่า “I hate ta’arof” จึงเป็นการเน้นย้ำความตรงไปตรงมาและจริงใจของเขาอย่างชัดเจน
² “ดุก” (Duq หรือ Doogh) คือเครื่องดื่มโยเกิร์ตแบบดั้งเดิมของอิห่านและตะวันออกกลาง รสชาติเค็มและมักมีส่วนผสมของมิ้นต์
³ ‘เดาลา’ (Dowla) และ ‘ซัลตานา’ (Saltana) คือ ส่วนท้ายของยศถาบรรดาศักดิ์ หรือราชทินนาม (Honorific Titles) ที่พระมหากษัตริย์ (ชาห์) ในยุคเปอร์เซีย (อิหร่าน) โดยเฉพาะในสมัย ราชวงศ์กอญัร (Qajar dynasty) (ค.ศ. 1789–1925) พระราชทานให้กับขุนนางชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ หรือเสนาบดีผู้มีอำนาจ
Dowla (เดาลา หรือ เดาเลห์ – الدوله)
- ความหมายดั้งเดิม: มาจากคำว่า “Dowlat” (เดาลัต) ซึ่งแปลว่า “รัฐ”, “รัฐบาล” หรือ “ความมั่งคั่ง”
- การใช้งาน: เป็นยศที่พบบ่อยมากสำหรับ เสนาบดี, นายกรัฐมนตรี, หรือผู้ว่าการรัฐ ที่มีอำนาจในการบริหาร เช่น “Moshir al-Dowleh” (ที่ปรึกษาแห่งรัฐ) หรือ “Etemad al-Dowleh” (ผู้เป็นที่ไว้วางใจแห่งรัฐ)
Saltana (ซัลตานา หรือ ซัลตาเนห์ – السلطنة)
- ความหมายดั้งเดิม: มาจากรากศัพท์เดียวกับ “สุลต่าน” (Sultan) หมายถึง “อำนาจอธิปไตย”, “การปกครอง”, “อาณาจักร”
- การใช้งาน: มักเป็นส่วนหนึ่งของยศที่มอบให้กับ เชื้อพระวงศ์ระดับสูง หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ เช่น “Zell-e Soltan” (เงาแห่งกษัตริย์) หรือ “Yamin al-Saltaneh” (มือขวาแห่งอาณาจักร)
4 Sufis (ซูฟี) ในที่นี้หมายถึง นักบวชหรือผู้ปฏิบัติตนในนิกายซูฟี (Sufism) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในศาสนาอิสลามที่เน้นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณและแนวทางรหัสยนัย (Mysticism) Sufis (ซูฟี) แสวงหา “แสงสว่าง” ซึ่งหมายถึง สัจธรรม ความดีงาม ปัญญา หรือการเข้าถึงพระเจ้า ตัวละครเอก ปฏิเสธแนวทางนั้น และเลือกที่จะจมดิ่งลงใน “ความมืดมิด” ซึ่งเขามองว่าเป็นบ่อเกิดของความงาม ความจริงแท้ และเป็นหนทางในการค้นพบตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาสังคมหรือสัจธรรมภายนอก ดังนั้น การที่ตัวละครพูดถึง “ซูฟี” ก็เพื่อเน้นย้ำว่าปรัชญาของเขาแตกต่างและสวนทางกับแนวทางการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
4 เรื่องย่อและบทวิเคราะห์ “เคหาสน์มืด”
เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าผ่านผู้บรรยาย (“ผม”) ที่กำลังเดินทางด้วยรถบัสไปยังเมืองคุนซาร์ เขาสังเกตเห็นชายลึกลับคนหนึ่งสวมเสื้อกันฝนสีน้ำเงินเข้มที่พยายามตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก เมื่อรถบัสจำเป็นต้องจอดค้างคืนที่คุนซาร์อย่างกะทันหัน ชายลึกลับคนนั้นก็เสนอให้ผู้บรรยายไปพักที่บ้านของเขา โดยเน้นย้ำว่าเขาไม่ชอบพิธีรีตอง (ta’arof)
ระหว่างทางเดินไปยังบ้าน ชายคนนั้นได้แสดงทัศนะที่รังเกียจโลกสมัยใหม่ แต่ชื่นชมความโบราณและสันโดษของเมืองคุนซาร์
เมื่อถึงบ้าน ชายคนนั้นได้พาผู้บรรยายไปยัง “ห้องส่วนตัว” ของเขา ห้องนี้เป็นห้องประหลาดที่ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีรูปทรงเรขาคณิต บุผนังจรดเพดานด้วยกำมะหยี่สีแดงฉานทั้งหมด ทำให้ผู้บรรยายรู้สึกหวาดกลัวในตอนแรกว่าอาจเป็นห้องทรมาน
ณ ห้องสีแดงแห่งนี้ ชายเจ้าของบ้านได้เริ่มอธิบายปรัชญาชีวิตของตนเองให้ผู้บรรยายฟัง:
-
การปฏิเสธสังคม: เขาเกลียดชังการทำงาน สังคมของ “พวกเศรษฐีใหม่” และความจำเป็นในการข้องเกี่ยวกับผู้คน
-
การแสวงหาความมืดมิด: เขาเชื่อว่า “ความมืดมิด” และ “ความกลัว” คือบ่อเกิดที่แท้จริงของความงาม เป็นหนทางเดียวที่จะค้นพบตัวตนที่แท้จริง ในขณะที่แสงสว่างทำให้ทุกอย่างดูธรรมดาสามัญ เขาถึงกับบอกว่าเขารอคอย “ปิศาจ” ไม่ใช่ “แสงแห่งสัจธรรม” แบบพวกซูฟี
-
เป้าหมายของห้อง: เขาสร้างห้องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ในการจมดิ่งลงไปในตัวเอง เขาใช้ชีวิตโดยกินเพียงนมเป็นอาหาร และเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปรับ “โป๊ะตะเกียงสีแดง” ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่ทำให้ห้องนี้สมบูรณ์
-
คำสาบาน: เขาประกาศว่าคืนนี้เป็นคืนแรกในห้องที่สมบูรณ์แบบของเขา ทำให้เขากลายเป็น “ชายผู้โชคดี” โดยได้สาบานไว้ว่าจะปลิดชีวิตตัวเองทันทีที่เงินหมด หรือทันทีที่รู้สึกว่าต้องกลับไปสู่สังคมอีกครั้ง
ในวันรุ่งขึ้น ผู้บรรยายตื่นสาย และเข้าไปในห้องสีแดงเพื่อกล่าวลา เขาพบว่าชายเจ้าของบ้านเสียชีวิตแล้วในชุดนอนสีชมพู ร่างของเขาแข็งทื่อ ขดตัวอยู่ใน “ท่าทารกในครรภ์”
ผู้บรรยายรู้สึกตกใจกลัวอย่างสุดขีด รีบหนีออกจากบ้านหลังนั้นเพื่อไปให้ทันรถบัส เรื่องราวทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ผู้บรรยายครุ่นคิดว่า ชายคนนั้นตายเพราะเหตุใด: เพราะเงินหมดตามที่พูดไว้ เพราะเขากลัวความโดดเดี่ยวที่ตัวเองโหยหา หรือเพราะเขาบรรลุความปรารถนาสูงสุดในฐานะ “ชายผู้โชคดี” ได้สำเร็จแล้ว
5 ประเด็นน่าสนใจ: ปรัชญาความมืดมิด และ ห้องสีแดง
สภาวะทารกในครรภ์ (Womb-like State)
1. สถานที่: “ห้องสีแดง” คือมดลูกที่สร้างขึ้น
ตัวห้องที่ชายคนนั้นสร้างขึ้น ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะทางกายภาพที่เลียนแบบสภาวะในครรภ์มารดาอย่างชัดเจน
-
สีและแสง: ห้องทั้งหมด “ถูกบุด้วยกำมะหยี่สีแดงฉาน” แสงสว่างเดียวในห้องมาจาก “โป๊ะตะเกียงสีแดง” สภาพแวดล้อมที่เป็นสีแดงและมืดสลัวนี้ สะท้อนถึง “อวัยวะอันอบอุ่นสีแดงฉาน” อย่างที่ผู้บรรยายกล่าวถึง
-
รูปทรง: ห้องนี้ “ปราศจากรูปทรงเรขาคณิตใดๆ” มี “ลักษณะคล้ายกับด้านในของฟองไข่” และมี “ผนังด้านในโค้งเว้า” ซึ่งเป็นการปฏิเสธ “โลกภายนอก” ที่เต็มไปด้วยมุมและเหลี่ยม แต่จำลองสภาวะที่โอบอุ้มอย่างไร้ขอบเขต
-
การตัดขาดจากโลก: นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด ห้องนี้ “ไม่มีช่องทางใดๆ เปิดสู่โลกภายนอกเลย” มันคือระบบปิดที่สมบูรณ์แบบ (Closed System) ที่ซึ่งสิ่งเร้าภายนอก (แสงแดด, เสียง, ผู้คน) ไม่สามารถทะลุทะลวงเข้ามาได้ เช่นเดียวกับทารกในครรภ์ที่ถูกปกป้องจากโลกภายนอก
2. ปรัชญา: การปฏิเสธการดิ้นรนและการพึ่งพาตนเอง
สภาวะทารกในครรภ์ คือสภาวะที่ไม่ต้อง “พยายาม” ชายเจ้าของบ้านจึงออกแบบการใช้ชีวิตของเขาให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้
-
การปฏิเสธการทำงาน (ความพยายาม): ผู้บรรยายสรุปสภาวะในครรภ์ว่า “ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน ประจบสอพลอ หรือรับมือกับสิ่งใด” ซึ่งตรงกับปรัชญาของชายเจ้าของบ้านที่เกลียดชัง “การทำงาน” และมองว่ามันเป็นเรื่องของ “พวกที่ไม่เคยเติมเต็ม” เขาต้องการสภาวะที่หลุดพ้นจากความพยายามและการแข่งขัน
-
การได้รับสารอาหารโดยไม่ต้องแสวงหา: ผู้บรรยายกล่าวว่าทารกในครรภ์ “เติบโตด้วยเลือดของมารดา” และ “ความต้องการทุกอย่างมักถูกเติมเต็มโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ” ชายเจ้าของบ้านแก้ปัญหานี้โดยการ “กำหนดให้ตัวเองกินแต่นมเป็นอาหาร” ซึ่งเป็นอาหารที่สมบูรณ์ในตัวเอง (เหมือนทารก) และทำให้เขา “ไม่ต้องลำบากเตรียมอาหาร”
-
การปฏิเสธสังคม: เขาต้องการ “จมหายเข้าไปในตัวตนของตัวเอง” และหลีกเลี่ยง “อันตรายที่ต้องข้องเกี่ยวกับผู้คน” สภาวะในครรภ์คือความสันโดษที่สมบูรณ์แบบที่สุด “สถานที่ซึ่งทุกคนใช้ชีวิตอยู่โดยลำพังและอยู่แต่ในตัวเอง”
3. จุดจบ: การบรรลุสภาวะโดยสมบูรณ์ (ท่าทารกในครรภ์)
ฉากสุดท้ายของเรื่อง คือการยืนยันบทวิเคราะห์นี้อย่างทรงพลังที่สุด
เมื่อผู้บรรยายกลับเข้าไปในห้องในตอนเช้า เขาพบร่างที่ไร้วิญญาณของเจ้าบ้าน ในสภาพที่ “นอนขดตัวในท่าทารกในครรภ์”
นี่คือภาพที่ตอกย้ำว่า ในที่สุดเขาก็ได้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของเขาแล้ว เขาได้กลับคืนสู่ “สภาวะทารกในครรภ์” ที่เขาโหยหาอย่างสมบูรณ์ “เคหาสน์มืด” ที่บุด้วยกำมะหยี่สีแดงได้ทำหน้าที่เป็น “มดลูก” และ “สุสาน” ไปพร้อมๆ กัน นำเขาไปสู่สิ่งที่ผู้บรรยายเรียกว่า “การตายโดยสมัครใจ” ซึ่งก็คือการกลับไปสู่สภาวะแห่งการ “ไม่ดำรงอยู่” (Non-existence) หรือการหลุดพ้นจากการ “มีชีวิต” ที่เขาเกลียดชังนั่นเอง
6 เกี่ยวกับผู้เขียน

ซาเดก เฮดายัต (Sadeq Hedayat) (ค.ศ. 1903 – 1951) ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 และเป็นบิดาแห่งเรื่องสั้นยุคใหม่ของอิหร่าน
เฮดายัตเกิดในครอบครัวชนชั้นสูงในกรุงเตหะราน และไปศึกษาต่อที่ยุโรป (ฝรั่งเศสและเบลเยียม) ที่นั่น เขาได้สัมผัสกับวรรณกรรมตะวันตกสมัยใหม่ โดยเฉพาะผลงานของนักเขียนอย่าง ฟรานซ์ คาฟคา, เอ็ดการ์ อัลลัน โพ และ ไรเนอร์ มาเรีย ริลเค ซึ่งมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่องานเขียนของเขา
ผลงานของเฮดายัตมักสำรวจธีมของความแปลกแยก, ความทุกข์ระทม, ความไร้จุดหมายของชีวิต และการต่อต้านอำนาจทางสังคมและการเมือง งานเขียนชิ้นเอกของเขาคือ “The Blind Owl” (นกฮูกตาบอด) ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ตลอดชีวิต เฮดายัตต้องต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความรู้สึกสิ้นหวัง เขาจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายในอพาร์ตเมนต์ที่ปารีส เมื่อปี 1951








