Dark Souls คือเกมที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากมหาโหด ที่พร้อมจะทดสอบผู้เล่นทุกคนที่ต้องการท้าทายเกมนี้ สำหรับคนที่ไม่รู้จักเกมนี้เลย ให้อธิบายเกมนี้แบบง่ายๆ คือเป็นเกมที่ยากชวนหัวร้อนที่จะทำให้เราตายในเกมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วตอนที่ตัวเราเกิดใหม่ในเกม เหล่ามอนสเตอร์ที่เราได้กำจัดไปแล้ว ก็เกิดใหม่ตามเรามาอีก และมอนสเตอร์แต่ละตัวก็มีความยากในการเอาชนะในแบบของมัน แต่ที่น่าแปลกคือเกมซีรี่ย์นี้ยังทำเงินได้ทุกครั้งที่วางจำหน่าย และผู้คนพยายามเล่นเกมนี้ถึงแม้ว่าจะเจอความยากอันแสนปวดหัวของตัวเกม ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมาว่า “ทำไมคนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อเล่นเกมที่ทำให้ตัวเองหัวร้อน”
1 ความยากที่มาพร้อมกับ “บทเรียน” ไม่ใช่ “บทลงโทษ”
ความยากของเกมตระกูล Dark Souls นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นความยากที่ “เกือบ” ไม่ยุติธรรม คือถึงแม้ว่าศัตรูที่เราเจอจะเก่งแค่ไหนเราก็มีทางที่จะสู้มันได้ เพราะเกมนี้ใช้“ความตาย”เป็น “บทเรียน” ไม่ใช่บทลงโทษ ทุกครั้งที่เราตายแล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่ เราจะได้เรียนรู้แพทเทิร์นซึ่งเราก็สามารถนำมาใช้เอาชนะศัตรูตัวนั้นได้ ซึ่งการที่เราสามารถเรียนรู้แบบนี้มันให้ความรู้สึกที่ว่าเราได้เรียนรู้จากมันจริงๆ ทำให้ความสำเร็จของเกมนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราสมควรที่จะได้รับมันมากกว่าเป็นสคริปต์ของเกม ที่จะทำให้เรารู้สึกภูมิใจกับมันมากกว่าเหมือนเวลาเราสามารถผ่าอุปสรรคยากๆในชีวิตจริง ซึ่งการที่เรารู้สึกแบบนี้ก็เชื่อมไปถึงความคิดทางจิตวิทยาอันหนึ่งที่มีชื่อว่า delayed gratification แนวคิดนี้อธิบายว่ามนุษย์สามารถรู้สึกพึงพอใจมากขึ้นเมื่อรางวัลนั้นเกิดจากการรอคอยและความพยายาม แทนที่จะได้มาอย่างง่ายดาย
ในเกมอย่าง Dark Souls ผู้เล่นต้องเผชิญกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นหลังจากความพยายามจึงให้ความรู้สึกคุ้มค่าและน่าจดจำมากกว่าเกมที่มอบชัยชนะอย่างรวดเร็วคือการยอมรอความสุขหรือรางวัลในอนาคต แทนที่จะเลือกความพึงพอใจทันที สิ่งนี้ทำให้ความรู้สึกของชัยชนะนั้นต่างจากเกมทั่วไปในปัจจุบัน ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็ได้ผ่านประสบการณ์อันโหดร้ายของเกมตระกูล Dark Souls มาหลายภาคอย่างโชกโชน ก็สามารถบอกได้ว่าชัยชนะที่เราได้รับมาอย่างยากลำบากของเกมนี้เรียกได้ว่าวิเศษมากๆ ความยากของเกมบังคับให้เราต้องตั้งใจเล่นมัน Dopamine ที่หลั่งออกมาในร่างกายในขณะที่เรากำลังใช้ความพยายามในการเอาชนะบอสของด่าน เป็นความรู้สึกที่เหมือนร่างกายเราเข้าสู่ Flow state ซึ่งก็คือสภาวะที่คนจดจ่อกับกิจกรรมบางอย่างอย่างเต็มที่ จนลืมเวลา ลืมสิ่งรอบตัว และรู้สึกเหมือนตัวเอง “ไหลไป” กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ และเมื่อเราถึงจุดนั้น จุดที่เราสามารถเอาชนะบอสสุดยากมหาโหดได้ ความรู้สึกที่มีเสียงในหัวเราพูดว่า “เราทำได้แล้ว เราเอาชนะมันได้แล้ว” ก็เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆจนยากที่อธิบาย
ซึ่งเกมนี้จะทำให้เราเสพติดความสำเร็จนี้ ทำให้เราเล่นเกมนี้ไปเรื่อยๆ และการเผชิญความยากที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวัฏจักรแห่งความสุขที่ยากลำบากแบบที่เกมอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้ ซึ่งสิ่งนี้สามรถอธิบายในแนวคิดทางจิตวิทยาได้ในเรื่องของ competence ในกรอบของ Self-Determination Theory อธิบายว่ามนุษย์มีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองและเอาชนะความท้าทาย เมื่อผู้เล่นค่อย ๆ เรียนรู้กลไกของเกมและสามารถเอาชนะศัตรูที่เคยยากได้ ความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถมากขึ้นจะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นยังคงเล่นต่อไป
2 โลกที่ล่มสลายและการเล่าเรื่องแบบ “จิ๊กซอว์”
นอกจากความยากที่เป็นสเน่ห์ของเกมซีรี่ย์นี้แล้ว อีกสเน่ห์ที่ทำให้ผู้คนหลายคน (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย) หลงรักเกมซีรี่ย์ Dark Souls นี้มากๆ คือการเล่าเนื้อเรื่องของเกมนี้ที่ไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ แต่จะเป็นการเล่าแบบที่ให้ผู้เล่นปะติดปะต่อเรื่องราวกันเอง โดยซีรี่ย์เกม Souls ตั้งแต่เกม Demon’s Souls, Dark Souls 1-3 รวมถึง Elden Ring ก็มักจะตั้งเนื้อเรื่องไว้ในโลกยุคกลาง-แฟนตาซีที่กำลังล่มสลาย ผู้คนกลายเป็นปีศาจที่เป็นอุปสรรคต่อเรา เหล่าพระเจ้าที่เคยปกป้องมนุษย์ก็ได้ละทิ้งพวกเขาไปแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดจากตัวเกมที่มีบรรยากาศที่เน้นความเงียบและโดดเดี่ยว ฉากหลังที่มักเป็นซากอารยธรรมที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเห็นและวิเคราะห์ออกมาได้ว่านี่คือโลกที่เคยมีอารยธรรม มีสังคม และตอนนี้มันได้ล่มสลายแล้ว
โดยการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้เกิดเป็นสังคมเกมรูปแบบหนึ่งที่ผู้เล่นจะเอาทฤษฎีเนื้อเรื่องมาแบ่งปันกันและพยายามหาข้อสรุปไปด้วยกัน ในฐานะที่ผู้เขียนชอบอ่านเนื้อเรื่องเกมต่างๆ การที่ได้มาเห็นคนหลายๆ คนพยายามช่วยกันปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเกมนี้ก็เป็นสิ่งที่สวยงามบนความลึกลับของเนื้อเรื่องเกมนี้
3 สังคมของ “ผู้ร่วมทุกข์” ที่แสนอบอุ่น
ถึงแม้ว่าเกมตระกูล Dark Souls จะเน้นบรรยากาศที่โดดเดี่ยวและเงียบเหงา แต่เกมนนี้กลับสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและเหนียวแน่นได้อย่างน่าประหลาดใจ เพราะนอกจากเกมนนี้จะมีสังคมที่ผู้เล่นมาแชร์ความคิดหรือทฤษฎีของเนื้อเรื่องเกมนี้แล้ว ผู้เล่นยังช่วยแชร์วิธีการผ่านด่านต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นวิธีสู้บอสจนไปถึงศัตรูตัวเล็กๆตามด่าน หรือจะช่วยกันบอกข้อมูลของไอเทมว่าสามารถหาได้จากที่ใด นอกจากนี้แล้วในเกมยังมีระบบทิ้งข้อความไว้บนพื้นในเกมที่ผู้เล่นสามารถเขียนบอกผู้เล่นคนอื่นได้ ซึ่งเราก็สามารถเขียนอะไรลงไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเตือนว่าข้างหน้ามีศัตรูรอลอบทำร้ายเรา หรือจะเป็นการบอกทางลับต่างๆ รวมไปถึงมุขตลกหรือหลอกผู้เล่นคนอื่นไปสู่ความตาย
สิ่งเรานี้ทำให้สังคมเกม Dark Souls นั้นกว้างขวางและเหนียวแน่นเป็นอีกหนึ่งสเน่ห์ของเกมตระกูลนี้ เพราะเราได้รับรู้ถึงว่าไม่ได้มีแค่เราที่ต้องประสบความยากลำบากของเกมนี้เพียงคนเดียว แต่ก็มีผู้เล่นคนอื่นที่กำลังหัวร้อนไปพร้อมๆ กับเรา จากประสบการณ์ของผู้เขียนแล้วเรียกได้ว่าสังคมนี้ค่อนข้างอบอุ่น ผู้เล่นเก่าที่ระดับเซียนๆพร้อมที่จะให้ความแนะนำผู้เล่นใหม่ และการที่ได้ร่วมพูดคุย แชร์ประสบการณ์ถึงความยากลำบากที่ได้เผชิญในเกมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดีมากๆ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเรามีพื้นที่ที่เราสามารถร่วมแชร์กับผู้อื่นได้
4 บทสรุป (Conclusion)
สุดท้ายแล้วเกมซีรี่ย์ Dark Souls นั้น ตั้งแต่ Demon Souls จนถึง Elden Ring นั้นก็เป็นเกมที่ให้ประสบการณ์ผู้เล่นในรูบแบบที่ว่าเกมซีรี่ย์อื่นให้ไม่ได้ ความยากที่ “ยากมาก” แต่ไม่ “ยากจนไร้เหตุผล” ชัยชนะที่เราได้รับในเกมนี้เป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างสมเหตุสมผล เป็นความรู้สึกที่มีค่า เพราะมันก็คือความพยายามทำเราทำมาเพื่อเอาชนะ ผู้เขียนจำตอนที่ตนเองสามารถเอาชนะบอสตัวสุดท้ายของ Dark Souls 3 ได้ มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากๆ จนทำให้ผู้เขียนหลงรักเกมนี้ และตามซื้อเกมซีรี่ย์ Souls ภาคอื่นๆ มาเล่นจนกลายเป็นว่าได้หลงรักเกมซีรี่ย์นี้จนโงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว เกมตระกูล Souls ไม่ได้ทำให้เหล่าผู้เล่นหลงรักมันเพราะ “ความยาก” เพียงอย่างเดียวแต่ผู้คนหลงรัก ”การเอาชนะความยาก” อีกด้วย
ทั้งนี้ Dark Souls ให้รางวัลความสำเร็จในความพยายามที่ไม่ท้อถอย เหมือนกับในชีวิตจริงที่ถ้าหากว่าเรามีความพยายาม และเราไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะแพ้กี่ครั้ง ต้องต่อสู้ใหม่กี่ครั้ง เมื่อเราสามารถเอาชนะมันได้ รางวัลแห่งความสำเร็จมันก็คุ้มค่า หากไม่ทางวัตถุก็ทางใจของเรา