Table of Contents
เมฆหลากสีลอยเกลื่อนจนเอื้อมคว้า ผลงานจากปลายปากกาของกวีวัธน์ นิยายวายแนวอบอุ่นหัวใจที่เล่าเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ และเซ็กซ์แบบร่วมสมัย หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปสัมผัสกับบรรยากาศเรียบง่ายท่ามกลางมวลเมฆที่ผันแปรฉับไวเหนือกาญจนบุรี จังหวัดที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ภูเขาสูงตระหง่าน และวิถีชีวิตผู้คนคล้ายกับเมฆลอยเอื่อยอยู่บนผืนฟ้ากว้างใหญ่ หัวใจที่ถูกบดบังด้วยกำแพงเมฆสูง รอยยิ้มจางเหมือนหมอกเช้า และเมฆหลากสีที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อาจกำลังรอให้ใครสักคนเอื้อมมือไขว่คว้า
Trigger Warning : Domestic Violence, Homophobia, Pedophilia, Child Abuse, Child Grooming
มีเนื้อหาบางส่วนที่กล่าวถึงโรคใคร่เด็กและการล่วงละเมิดเด็กซึ่งเป็นอาชญากรรม โดยไม่ได้เขียนเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การกระทำนั้น ๆ
1 เมฆหลากสีลอยเกลื่อนจนเอื้อมคว้า
ผมปฏิบัติกับตัวเองราวกับต้องการให้มันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่กักเก็บความเศร้า โดยไม่เคยเปิดโอกาสให้มันได้เดินหน้าเพื่อพบเจอบางสิ่งที่สว่างไสวกว่า ราวกับกลัวว่าความเจิดจ้าจะเผาไหม้ตัวเองในวันใดวันหนึ่ง ทั้งที่ความเปล่าดายอาจทำให้เราไร้ชีวิตไปตลอดกาล
(กวีวัธน์, 2569, ห.183)
เอ็ม ชายหนุ่มผู้กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในตำบลม่วงชุม จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยจังหวะเวลาที่เดินช้ากว่าในเมืองใหญ่ ผู้คนยังคงพึ่งพาอาศัยกันอย่างใกล้ชิด ทว่าวิถีชีวิตที่ไม่คุ้นเคยกลับผลักไสให้เขารู้สึกแปลกแยก คล้ายเมฆที่ลอยตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวจากกลุ่มเมฆก้อนอื่น ท่ามกลางความฝัน ความทรงจำ และความคาดหวังของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็ทำให้เขาไม่สามารถปล่อยวางความเศร้าได้ จนกระทั่งได้พบกับ โจ เด็กหนุ่มในหมู่บ้านที่เพิ่งปลดประจำการจากทหารเกณฑ์ ตัวตนที่เหมือนกับเมฆหลากสีเคลื่อนผ่านเข้ามาในท้องฟ้าสีอ่อนจางหลังพายุฝน เอ็มพบกับประกายความสดใสที่หายไปจากแววตาของตัวเองในดวงตาของโจ เมื่อระยะห่างระหว่างคนสองคนลดลง หัวใจที่ถูกบดบังด้วยกำแพงเมฆสูงจึงเริ่มพังทลายทีละน้อย
นิยายวายเล่มนี้จะพาคุณเอื้อมคว้าความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้ามาไว้ในอ้อมกอด สัมผัสความชุ่มฉ่ำของสายฝนที่พัดพาความสับสนซาบซ่านมาทักทายตอนบ่ายคล้อย และดื่มด่ำไปกับความเปลี่ยวเหงาเมื่อพระอาทิตย์ตกยามโพล้เพล้ ด้วยการร้อยเรียงสำนวนภาษาอย่างสละสลวย เนื้อเรื่องกระชับฉับไวคล้ายสภาพอากาศที่ยากจะคาดเดาในแต่ละวัน ฉายภาพความเป็นชนบท ความรู้สึกของผู้เป็น LGBTQ+ และความหมายเกี่ยวกับชีวิต เพราะทุกข์ไม่จีรัง สุขไม่ยั่งยืน มนุษย์ผันแปรง่ายดายราวกับเมฆบนฟ้า ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาค่อย ๆ ก้าวผ่านความเจ็บปวดเพื่อกอดประคองหัวใจขึ้นมาเยียวยากันและกัน
หากอยากรู้ว่าชีวิตคนคนหนึ่งเดินฝ่าพายุฝนเหล่านั้นมาได้อย่างไร นิยายวายเล่มนี้คือสิ่งที่คุณควรเอื้อมหยิบมาลองอ่านดูสักครั้ง
2 โจ & เอ็ม: ภายใต้ผืนฟ้าสีวานิลลาสกาย
เมื่อบ้านไม่ได้เป็นสถานที่เฝ้าฟูมฟักแต่เพียงความรักความอบอุ่นเท่านั้น แต่หลายครั้ง มันเป็นสถานที่บ่มเพาะความอึดอัดระหว่างกันด้วย
(กวีวัธน์, 2569, ห.83)
เมฆที่อยู่สูงเทียมฟ้าใครเล่าจะเอื้อมคว้าลงมาได้ เมื่อครั้งเยาว์วัยเราต่างมีความฝันมากมายวาดไว้อยู่บนกระดานของจินตนาการ ทว่าเมื่อความฝันเหล่านั้นไม่ได้ก่อร่างขึ้นมาเป็นความจริงจึงถูกเรียกว่าเป็นเพียงความเพ้อฝัน เหมือนกับเมฆที่ก่อตัวในยามลมพัดแรงกระหน่ำก่อนเคลื่อนคล้อยลอยหายไปทีละน้อยจากผืนฟ้า ยากจะเอื้อมคว้ามาเป็นของตน
เมื่อการชอบเพศเดียวกันกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่สร้างความไม่ลงรอยระหว่างเอ็มกับคนในครอบครัว เขาจึงตัดสินใจไปเรียนไกลบ้านเพื่อหลีกหนีความอึดอัดเหล่านั้น ความฝันของการเป็นนักเขียนและผู้กำกับหนังถูกพับเก็บไว้ในกล่องความทรงจำ ก่อนเอ็มจะกลับมาใช้ชีวิตที่กาญจนบุรีด้วยอาชีพข้าราชการในวัยใกล้แตะเลขสี่ บ้านเกิดที่เหมือนจะคุ้นเคยแต่กลับไม่เคยเป็นส่วนหนึ่ง ผู้เขียนรู้สึกว่าเอ็มเป็นคนที่มีฝนตกกลางใจตลอดเวลา อึมครึมและหม่นเศร้าจากการผ่านเรื่องราวมามากมาย ทว่าวันหนึ่งเจ้าพระอาทิตย์ดวงจ้านามว่าโจกลับโผล่เข้ามาเติมเต็มความสดใส คล้ายช่วงฝนตกตอนแดดออกแล้วเกิดรุ้งกินน้ำหลากสี โจมักโคจรแวะเวียนอยู่รอบตัวเอ็มเหมือนลูกหมาที่เดินตามเจ้าของต้อย ๆ แต่บางครั้งผู้เขียนก็รู้สึกว่าเดาใจเจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้เลย
หากเปรียบถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ คงเหมือนกับการแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีวานิลลาสกาย (Vanilla Sky) ที่จะเกิดขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ลาลับจึงจะปรากฏภาพของท้องฟ้าสดใสค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู บ่อยครั้งหลายคนรู้สึกฮีลใจจากการได้ทอดสายตามองเพียงชั่วครู่ ในขณะเดียวกัน กว่าเราจะได้สัมผัสกับสีสันยามเย็นสุดละมุนนุ่มนวลนี้ เราต้องรอคอยให้ผ่านช่วงเวลาในแต่ละวันที่อาจมีทั้งแดดจ้าและฝนโปรย เหมือนกับชีวิตคนที่เผชิญทั้งเรื่องดีและร้ายสลับกันไป ตอนเด็กเอ็มไม่เคยได้รับการยอมรับจากครอบครัวเรื่องตัวตนของเขา ความสัมพันธ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาก็เรียกอย่างเต็มปากไม่ได้ว่าเป็นคนรัก เมื่อเอ็มได้พบกับโจจึงเหมือนกับเอื้อมคว้าได้ถึงความสุข ภายใต้ผืนฟ้าสีวานิลลาสกายที่มีก้อนเมฆหลากสีคอยปลอบโยนจิตใจนั่นเอง
3 ความรู้สึกหลังอ่าน: ฟ้าหลังฝน (ไม่ได้) งดงามเสมอ
“ฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอ” เป็นคำพูดที่เรามักได้ยินอยู่บ่อยครั้งหลังเวลามีพายุหรืออุปสรรคปัญหาผ่านพ้นไป ความสดใสและสิ่งที่ดีกว่าจะรอเราอยู่ ทว่าในความจริงแล้วอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป บางวันหลังฝนตกอาจไม่มีสายรุ้ง ไม่มีแสงแดด แต่อาจจะมีพายุฝนอีกลูกกำลังก่อตัวอยู่ก็ได้
ขอเกริ่นก่อนว่านิยายแนวสไลซ์ออฟไลฟ์ (Slice of Life) น้อยครั้งมากที่ผู้เขียนจะหยิบขึ้นมาอ่าน เพราะส่วนใหญ่นอนอยู่ในกองดอง (แต่ถ้าเล่มไหนที่มีกลิ่นหมาเด็กจะเปิดอ่านแบบทันที) นิยายเกย์เล่มนี้ให้ภาพความเป็นชนบทซึ่งรีเลทกับผู้เขียนมาก ในฐานะเด็กต่างจังหวัดที่เมื่อก่อนวิ่งเล่นตามคันนา เท้าเหยียบโคลนเอาขาจุ่มน้ำตามลำคลอง ได้เห็นถึงสังคมและสภาพความเป็นอยู่ที่บีบบังคับให้วัยรุ่นต้องรีบโตเป็นผู้ใหญ่ มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไปมากมาย มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย
ในขณะเดียวกัน เอ็มซึ่งเคยมีความฝันมีตัวตนที่สดใสแต่ต้องกลับมาอยู่บ้าน สอบเป็นข้าราชการ คณะศิลปะที่เรียนมาก็หากินกับประเทศนี้ได้ยาก แถมเมื่อก่อนสังคมก็ไม่ได้เปิดกว้างกับ LGBTQ+ มากนัก การเล่าช่วงชีวิตการเติบโตของตัวละครหนึ่ง ทำให้ครุ่นคิดตลอดเวลาว่าเราได้ทำตัวตนของตัวเองหล่นหายไปเหมือนกับเอ็มบ้างรึเปล่า ผู้คนมากหน้าหลายตาหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต บ้างเข้ามาพิงพักอยู่ถาวร บ้างเข้ามาทำความรู้จักก่อนห่างหาย ทุกความสัมพันธ์มีทั้งเรื่องน่าจดจำและไม่น่าจดจำปะปนกันไป ถ้าฟ้าหลังฝนไม่ได้งดงามเสมองั้นก็หยุดมองฟ้าสักพัก แล้วหันมา “ยิ้มเยอะ ๆ” เหมือนที่โจบอกกับเอ็มดีกว่าไหมนะ
แต่ความรักมันควบคุมได้ง่ายขนาดนั้น หรือไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น กับความเศร้า ความเหงา หรือในหลายความรู้สึก เราเฝ้ามองและควบคุมมันได้แค่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่นอกจากนั้น เราต้องปล่อยให้มันลอยเคลื่อนไม่ต่างจากกลุ่มเมฆตามแต่ฤดูกาล
(กวีวัธน์, 2569, ห.196-197)



















