ดายดวงดอกสนหล่นโรย นิยายเกย์ขมที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความโรแมนติกที่ซ่อนอยู่ในคราบน้ำตา ทำเอาหัวใจเกย์ตัวน้อย ๆ อย่างเราหวั่นไหว เมื่อความรักก่อตัวท่ามกลางความสั่นไหวของประเทศ และความกดดันที่บีบให้ทุกตัวละครดิ้นรนมีชีวิต ทำให้ผู้อ่านหลายคนเสียน้ำตาไปหลายลิตรเลยทีเดียว อีกทั้งยังหยิบยกเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
นิยายเรื่อง ดายดวงดอกสนหล่นโรย พึ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ จากนักเขียนชื่อดัง กิตติศักดิ์ คงคา มีสไตล์งานเขียนสืบสวน ฆาตรกรรม เช่น กาสังอังฆาต และ เบญจทีรฆันดร ที่นักอ่านหลายคนเลือกที่จะหยิบมาอ่าน ซึ่งงานเขียนหลายเรื่องถูกยกให้เป็นงานเขียนที่ใช้ภาษาได้สละสลวย เนื้อหาที่แน่นแฝงด้วยความรู้และสะท้อนสังคมหลายด้านไม่เพียงแต่อ่านเพื่อความสนุกแต่ยังชวนขบคิดประเด็นต่างๆ อีกด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีผลงานอย่าง จวบจนสิ้นแสงแดงดาว และอื่นๆ
เรื่องราวของ ดายดวงดอกสนหล่นโรย เริ่มต้นขึ้นเมื่อ หลวงสมัญญาวิลาศที่พบเด็กหนุ่มร่างกายเปลือยเปล่าในสวนขวัญหลังบ้านอันเป็นที่ปลอดภัยจากทุกสรรพสิ่ง เขาเลือกที่จะเก็บเด็กหนุ่มมนุษย์ต่างดาวคนนี้ไว้ข้างกาย และตั้งชื่อว่า ซอมพอ หลวงสมัญญาวิลาศ ไม่เพียงแต่รับเลี้ยงมนุษย์ต่างดาวแต่สอนให้เขาใช้ชีวิตในโลกที่ไม่คุ้นชิน กลับกันมนุษย์ต่างดาวก็สอนให้เขาเข้าใจความรักที่ไม่มีคำกำจัดความ ในขณะที่ไทยถูกญี่ปุ่นยกพลเข้ามาในประเทศ ทำให้สถานการณ์ประเทศตกอยู่บนปากเหว จอมพล ป. พิบูลสงคราม เลือกให้ไทยอยู่กับฝ่ายอักษะ ทำให้เกิดการจัดตั้งขบวนการเสรีใต้ดิน ที่นำโดย ปรีดี พนมยงค์ และหนึ่งในสมาชิกฝ่ายเสรีไทย คือ หลวงสมัญญาวิลาศ
เนื้อหาของเรื่องนี้บอกเล่าถึงสถานการณ์ในประเทศไทยก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเน้นที่ขบวนการเสรีไทยเป็นส่วนใหญ่ มีการพูดถึงสมาชิกในพรรคและแทนกันด้วยนามสมมติ เช่น ปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ถูกเรียกว่า รู้ธ หรืออีกคนคือ เบตตี้ ที่เรียกแทนในนาม พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส วัตถุประสงค์ของกระบวนการเสรีไทย ประการแรกการต่อต้านญี่ปุ่น ประการที่สองปฏิบัติการเพื่อรับรองว่าไทยไม่เป็นศัตรูต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ประการที่สามปฏิบัติการเพื่มรับรองว่าไทยจะไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม โดยขบวนการเสรีไทยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ขบวนการในไทย กลุ่มสองขบวนการในสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายกลุ่มเสรีไทยสายอังกฤษ ซึ่งหลวงสมัญญาวิลาส จัดอยู่ในกลุ่มขบวนการในไทย มีหน้าที่ในการติดต่อกับชาติพันธมิตร แต่เนื่องจากต้องติดต่อกับชาติพันธมิตรอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก การติดต่อจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้พ้นสายตาญี่ปุ่นได้ ในหนังสือเล่มนี้เราจะได้เห็นวิธีการติดต่อโดยใช้ช่องทางธรรมชาติอีกด้วย
อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นมุมมองการเมืองไทยในปัจจุบัน ในเรื่องของอำนาจประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของ แต่กลับได้รับแค่ในนาม คำพูดจาก พีท หนึ่งในสมาชิกขบวนการเสรีไทย “ผู้ปกครองจะทำให้ประเทศดูเหมือนมีประชาธิปไตย ยินยอมให้เกิดการเลือกตั้ง ผู้ปกครองจะทำเหมือนกับว่าประชาชนได้รับสิ่งที่สมควรจะได้ แต่กลับใช้อำนาจทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งไปตามต้องการ ด้วยอำนาจรัฐ ด้วยอำนาจเงิน หรือด้วยอำนาจเหนืออธิปไตยใดก็แล้วแต่” การโกงผลเลือกตั้งไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่อ้างว่าตนปกครองด้วยประชาธิปไตย ในขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งควรเป็นผู้สุจริตและเที่ยงธรรมกลับเป็นผู้กระทำผิด ย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งที่ได้ชื่อว่า สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันที่ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นการเลือกตั้งหลังสิ้นสุดตามวาระของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้อำนาจ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ประชาชนเลือกผู้สมัครจาก พรรคเสรีมนังคศิลา ภายหลังการเลือกตั้งเกิดการทำรัฐประหารขึ้น ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500
“แต่ชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติ มนุษย์จะฆ่ากันเพื่อสิ่งสมมติไปทำไม”
เมื่อเรามองว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน สงครามจึงไม่ต่างอะไรจากกระบวนการทำร้ายและฆ่าคนอื่นโดยไม่รู้สึกผิด สงครามที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความขัดแย้งบางส่วนแต่กลับมีผลกระทบโดยกว้าง หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดสงครามแต่ยังสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนที่ถูกบังคับให้ต้องฆ่าฟันกันเอง อย่างเช่น ซอมพอและพ่อที่ถูกจับให้เป็นสายลับฝ่ายอักษะ หรือ หลวงสมัญญาวิลาศที่เลือกจะยืนฝ่ายตรงข้ามกับพ่อและแม่ หรือแม้แต่พระราชบัญญัติ ว่าด้วยกำหนดหน้าที่ของคนไทยในเวลารบ พุทธศักราช 2484 ที่ทำให้ประชาชนเองไม่มีสิทธิใด ๆ โดยเฉพาะมาตราที่เจ็ด “หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 4 หรือ มาตรา 5 มีความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ทรัพย์สมบัติส่วนตัวของผู้กระทำผิดตามวรรคก่อนให้ริบเสียสิ้น”
“ความรักคือคอมมิวนิสต์หรือไม่โตนโซน”
คำถามที่ไร้คำตอบ มนุษย์ต่างดาวที่สงสัยความรักสุดแสนประหลาดของมนุษย์ ความรักคือคอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร แนวคิดนี้มาจากงานของนักปรัชญาฝรั่งเศส Alain Badiou เขาเสนอว่า ความรักคือรูปแบบพื้นฐานของคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ในที่นี้หมายถึง การเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งปรัชญาของเขามักอยู่บนความเป็นซับเจ็ค (sujet) ความจริง (verité) และเหตุการณ์ (événement) Alain Badiou เชื่อว่า การพบกันโดยบังเอิญไม่อาจก่อเกิดความรักดั่งนิยายเพ้อฝัน แต่ความรักนั้นเกิดด้วยการสร้าง ใช้เวลาพัฒนาความสัมพันธ์จึงเกิดเป็นความรัก เหมือนกับตัวละครในเรื่องนี้ที่พบกันโดยบังเอิญในสวนหลังบ้าน และได้พัฒนาความสัมพันธ์จนก่อเกิดเป็นความรัก
หน่วยคอมมิวนิสต์ที่เล็กที่สุดคือความรัก
–Alain Badio
ความรู้สึกหลังอ่าน
เราเลือกหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพราะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น เกย์ขม ขมจริงเหมือนที่นักเขียนเขียนพูดเลยค่ะ ความรักที่เริ่มต้นจากสวนขวัญหลังบ้านที่เติมเต็มให้กันและกันจนก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์และจบด้วยโศกนาฏกรรม อารมณ์ที่ค่อย ๆ ดิ่งลงจนถึงจุดสิ้นสุดของเรื่องและปล่อยให้ผู้อ่านได้จินตนาการฉากจบเอง ตอนที่เราอ่านก็ตกตะกอนความรู้สึกอยู่พักใหญ่ ประกอบกับความสัมพันธ์ของทั้งสองที่แทรกซึมในใจโดยไม่รู้ตัว ความรักของมนุษย์ซับซ้อนเหมือนที่ซอมพอบอกจริงๆ ด้วยค่ะ รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็หมดบ่อแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบในนิยายเรื่องนี้คือการสอดแทรกบทกวีที่อยู่ในเรื่อง พอได้ลองกลับไปอ่านอีกรอบก็ได้รู้ว่านักเขียนซ่อนปริศนาไว้ในบทกวีเยอะพอสมควรอีกทั้งยังซ่อนความหมายดีๆ มีการหยิบยกบุคคลและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ส่วนภาษาและเนื้อหาที่แน่นทำให้ซึมซับอารมณ์ของตัวละครเหมือนว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ประหนึ่งกล้องวงจรปิด สำหรับใครที่ชอบแนวอิงประวัติศาสตร์ และชอบความขมที่กลืนไม่ได้คายก็ไม่ลง ดายดวงดอกสนหล่นโรย เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้ได้ลองชิม