บรรณาธิการ และภาพประกอบ โดย วัลคุ์วดี ชุมจุล อัตถิภาวะมีไว้ขาย (Existentialism)
เรื่องสั้น อัตถิภาวะมีไว้ขาย สำรวจโลกทุนนิยมที่ไม่ใช่แค่โลกที่ขายสินค้าอย่างที่เราคุ้นเคย แต่เป็นโลกที่กำลังรุกล้ำเข้ามาซื้อขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง...
ในโลกที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นหน้าตาและเครื่องวัดสถานะของเรา
แอคเคานต์ ‘ทาโก้บอย888’ จะพาไปรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “การเช่าตัวตน”
ชีวิตที่ดูดีบนหน้าฟีด อาจไม่ใช่ชีวิตของเจ้าของบัญชีเลยด้วยซ้ำ เพราะทุกวันนี้ตัวตนบนโลกออนไลน์ถูกสร้างขึ้นได้ ซื้อได้ หรือแม้แต่หยิบยืมมาใช้ชั่วคราวก็ยังได้ แล้วถ้าสิ่งที่คนอื่นเห็นคือภาพที่เราจงใจสร้างขึ้นมาทั้งหมด ตัวตนจริงๆ ของเรามันหลงเหลืออยู่ตรงไหนกันแน่?
เรื่องสั้น อัตถิภาวะมีไว้ขาย ชวนเราย้อนมองโลกทุนนิยมอีกครั้ง ไม่ใช่แค่โลกที่ขายสินค้าเหมือนที่เราคุ้นเคย แต่เป็นโลกที่กำลังค่อยๆ รุกล้ำเข้ามาซื้อขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง “ตัวตน” ของคนคนหนึ่ง เมื่อความเป็นใครสักคนถูกสร้างภาพ ตีราคา แล้วเอาออกมาแลกเปลี่ยนกันได้ เราอาจไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สินค้า” ไปเสียเอง
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทุนนิยมคอยบอกเราตลอดเวลาว่าควรเป็นใคร ควรใช้ชีวิตแบบไหน และต้องมีคุณค่ามากพอแค่ไหนถึงจะได้รับการยอมรับ คำถามจึงไม่ใช่แค่ ‘เราเป็นใคร’ อีกต่อไป แต่กลายเป็น ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ เราเลือกเองจริงๆ หรือมันคือสิ่งที่ระบบเลือกให้เรากันแน่ และในโลกที่ทุกอย่างมีราคา ตั้งแต่สินค้าไปจนถึงอัตลักษณ์ เราจะยังเป็น someone ในแบบของตัวเองได้อยู่ไหม
อัตถิภาวะมีไว้ขาย (Existentialism)
โลกคือตลาดที่ใหญ่ที่สุด ใครสักคนกล่าวไว้ ผมแม่งโคตรจะเกลียดประโยคนี้เลย ตามมาด้วย จงขายปากกาด้ามนี้ให้ผมหน่อย ประโยคอมตะที่จอร์แดน เบลฟอร์ตแสดงโดยลีโอนาร์โด้ ดิคาปริโอพูดไว้ในหนังเรื่อง The Wolf of Wall Street ผมไม่เชื่อ ต่อต้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ผมไม่ชอบการตลาด ไม่ชอบการฮาร์ดเซล ไม่ชอบตัวแทนการขายที่โทรย้ำๆ ซ้ำๆ ให้ซื้อบริการ เกลียดทุนนิยมเข้าไส้ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมตกงาน โลกจึงกลายเป็นตลาดและจงขายปากกาด้ามนี้ให้ผมหน่อยกลายเป็นจงขายตัวเองให้โลกใบนี้เสียสิ
ผมตกงานมาได้ 6 เดือน กับอีก 11 วันแล้วเห็นจะได้ ก่อนหน้านี้ผมมีการงาน แต่ไม่มั่นคง สัญญาจ้างหนึ่งปี เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก จบชีววิทยาระดับสูงในเมืองไทย ในมหาลัยระดับกลางๆ เหลือจะเชื่อที่ตอนนี้ไม่มีการมีงานมั่นคงทำ อาจเป็นเพราะผมไม่เก่งภาษาทั้งไทยและเทศ ฉอเลาะกับใครไม่เป็น หัวสูงเห็นจะได้ เลยต้องอัปเปหิตัวเองออกมาจากวงวิชาการ ไปสอนหนังสือในโรงเรียนก็ไม่ได้เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นครูเถื่อนสอนพิเศษก็เบื่อหน่ายวนซ้ำกับเนื้อหา คนเรียนก็ไม่อยากเรียน คนสอนก็ไม่อยากสอน จะสมัครงานโรงงาน พอเขาเห็นประวัติการศึกษาเขาก็ขอบาย ลาก่อน เงินเดือนวุฒินี้จ้างแรงงานเพื่อนบ้านได้อีกยี่สิบเห็นจะได้ เอาเป็นว่าตอนนี้ผมนอนอยู่เฉยๆ บนห้องคอนโดที่เช่าเขามาเดือนละหมื่นสองก็แล้วกัน ยังไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าจิปาถะอันเป็นวิสัยของคนติดสบาย เงินเก็บในบัญชีเริ่มต้นห้าแสนกว่าบาทเริ่มเคลื่อนคล้อยไต่ต่ำลงไปเป็นสองแสนในเดือนที่สามของการตกงาน และดิ่งกราวลงไปเป็นแสนห้าในเดือนที่ห้า และ… และ… และ… แม่งเฮ๊ย! ผมไม่อยากพูดแล้วว่ะ เครียดฉิบหาย
สั่งชาเขียวมากินแม่ง สามสิบนาทีต่อมา เครื่องดื่มมาส่ง แยกน้ำแยกน้ำแข็ง ผมเทสารเขียวเหนียวหนืดลงน้ำแข็งละลาย ปักหลอดกระดาษ เพราะหลอดพลาสติกฆ่าเต่าทะเล พอจะดูดขึ้นมาก็นึกได้ว่า ราคาแพงระยับ ถ่ายรูปลงโซเซียลเสียหน่อย
ดื่มเพียวมัจจ่ะ แก้เครียด (อิโมจิ ฟรุ้งฟริ้ง)
[รูปมือเรียวสวยถือแก้วมัตจะย้อนแสงให้ดูมัวๆ อาร์ตๆ เห็นขอบหน้าต่างและวิวชั้น19 ก้อนเมฆสีขาวลอยเอื่อยเกลื่อนกลางเมือง]
ไม่มีคนกดไลก์ เป็นเรื่องปกติ แต่เสียงข้อความเด้งเข้ามา หลังจากดูดเพียวมัตจะไปครึ่งแก้ว ไม่ปกติ ไม่มีใครทักหาผมมานานโคตร ลองเปิดดู ไม่ได้อยู่ในกล่องข้อความทั่วไป แปลก อาจเป็นมิจฉาชีพ แต่ผมก็คลิก และคลิก หน้าจอข้อความเปิดอ้าซ่า ผมอ่าน
สวัสดีครับคุณทาโก้บอย888 เราไม่ใช่มิจฉาชีพนะ
ทาโก้บอย888 คือชื่อแอ็กเคานต์ที่ผมเล่นอยู่ แน่ะ ลูกไม้ใหม่หรือเปล่าวะ มีบอกไม่ใช่มิจฉาชีพด้วย
คับ มีไรให้รับใช้
๐๐๐
เราเห็นว่าคุณถ่ายรูปเพียวมัทฉะลง คือว่า
๐๐๐
เราอยากจะซื้อรูปของคุณต่อได้ไหม ให้สองร้อย
ฮะ
คุณเพี้ยนปะเนี่ย
เอ่อ งั้นสามร้อย
บร๊ะ
โอนเงินมาที่พร้อมเพย์ xxxxxxxx ได้เลยครับ
เดี๋ยวผมลบรูปของผมออกแล้วส่งให้ครับ
แล้วเรื่องประหลาดก็เริ่มต้นตรงนั้น มีคนทักมาขอซื้อรูปชาเขียวที่ผมลง ด้วยเหตุผลอะไรผมไม่ทราบได้ เงินสามร้อยเข้าบัญชี ผมลบรูป กดส่งให้ลูกค้าปริศนา ผมเรียกเขาว่าลูกค้าได้ไหม นี่มันเป็นธุรกิจถูกต้องหรือเปล่า รัฐจะเก็บภาษีจากผมไหม คงไม่หรอก ผมประหลาดใจ ใช้คำนี้เป็นครั้งที่สอง เงินสามร้อย เขาไปซื้อชาเขียวเองแล้วมาถ่ายลงคงถูกกว่า งงสิครับ
เอาเป็นว่าผมมารู้ทีหลัง สิ่งนี้ มันเรียกว่า ซื้อขายไลฟ์สไตล์ ผมไม่ได้มโนเองนะ คุณไปเปิดบทความของ THE STANDARD อ่านได้เลย
มันคืออะไร ว่าง่ายๆ มันเป็นกระแสของคนรุ่นนี้ อาจจะเป็นเจนวาย หรือเจนไหน ผมไม่ทราบได้ เราใช้ชีวิตกันผ่านโซเซียล เฟซบุ๊กไว้ลงขิงข่า อินสตาแกรมไว้ฉายชีวิต ส่วนทวิตเอาไว้ด่า ติ๊กต็อกเอาไว้ซื้อของ เมื่อสังคมให้ค่ากับตัวตนบนโลกออนไลน์ เทสต์ดีจึงกลายเป็นสินค้าซื้อขายกันได้ ไลฟ์สไตล์สำคัญกว่าประสบการณ์ในชีวิตจริงไปเสียแล้ว บางคนเรียกมันว่า “การเช่าตัวตน” ประหลาดดีนะว่าไหม คนเราอยากซื้อวิวไปเที่ยวจอร์เจียมาลงเพราะเห็นใครในโซเซียลลงรูปไปเที่ยวจอร์เจียผ่านตามา ภาพดินเนอร์หรูอาหารฝรั่งเศส วิดีโอมืดๆ สิบวินาทีกลางคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟต์ที่ไม่เคยมาไทย หรือแม้กระทั่งแก้วชาเขียว
FOMO หรือ fear of missing out เป็นสิ่งที่พออธิบายเรื่องนี้ให้ผมเข้าใจได้ เกือบๆ เป็นปัญหาเชิงปรัชญาใช่ไหมวะ เพราะมีอ้างคำของฌ็อง-ปอล ซาทร์ด้วย บทความใน THE MATTER และ Wiki บอกผมว่า มันคืออาการกลัวที่จะตกกระแส กลัวพลาดสิ่งสำคัญ หรือกลัวไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นความรู้สึกกังวลใจที่มักจะเกิดขึ้นจากการเห็นคนอื่นได้รับประสบการณ์ที่ดีหรือกำลังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกโซเชียลมีเดีย ผู้ที่มีอาการนี้มักจะรู้สึกว่าต้องติดตามข่าวสารหรือกิจกรรมต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะได้ไม่พลาดอะไรบางอย่างไป ส่วนเว็บไซต์ทางการแพทย์บอกว่า FOMO สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ เช่น ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งนำไปสู่โรคซึมเศร้า นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อพฤติกรรม เช่น การตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ไตร่ตรอง หรือการหมกมุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียมากเกินไป
บร๊ะ นี่มันคือ “นรกคือคนอื่น” ชัดๆ
ดูแปลกนะ แต่ผมไม่ถือว่ะ เพราะผมได้เงิน
ก่อนที่ผมจะตกงาน ผมก็เป็นคนเที่ยวใช่ย่อย ส่วนใหญ่เป็นต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโยโกฮามา ไทเป ที่ราบในมองโกเลีย หอไอเฟลปารีส มาชูปิกชู และโรงอุปรากรซิดนีย์ ผมลืมไปแล้วเคยชอบปีนเขา มีทั้งภาพจากน้ำหนาว เขาค้อ เขาสอยดาว และยอดดอยอินทนนท์ รูปสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำนวนหนึ่งที่เคยสนใจตอนป.ตรีได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะรูปหอยทากที่ผมเคยถ่ายเป็นซีรีส์ไว้ตอนเรียนมหาลัย
แม่เจ้า! เลขบัญชีผมไม่ติดลบแล้ว ภาพถ่ายในร้านอาหารแถวพร้อมพงษ์กับอโศกกำลังได้รับความนิยม ติดอย่างเดียวผมไม่ชอบเที่ยวกลางคืน เลยมีสต๊อกรูปถือแก้วเหล้าน้อยเกินไป แต่ไม่เป็นไร โนพรอเบลม ผมเบี่ยงไปทางสายหนุ่มเนิร์ดรักการอ่าน สาย performative male โชคดีที่ผมอ่านหนังสือมา และดูหนังเยอะ เพราะว่าตอนเรียนตั๋วถูก และผมขี้เกียจเข้าหลายๆ คลาส จึงหันไปใช้เวลาชิลในโรงหนังหลังมหาลัยแทน ผมถ่ายตั๋วไว้มาก แปะเก็บไว้ในสมุดก็เยอะ จึงแค่ค้นหาแล้วถ่ายมุมใหม่ ลูกค้าส่วนใหญ่จะจัดเป็นชุด หรือไม่ก็ขอให้ผมช่วยคัสตอมให้หน่อย จะสายดรามา สายฮอลลีวูด นรกมาร์เวลหรือดีซีขอให้บอก จะอินดีก็จัดไลฟ์สไตล์ อยากเป็นไอ้หนุ่มเทสต์ดีเหรอ จัดให้ว่ะ ตามคำบัญชา
ให้ตายเถอะ ไม่คิดว่าการเป็นตัวกูของกูอย่างงี้จะขายได้ด้วย ฮ่า
มา ข้อความเด้งอีกแล้ว
๐๐๐
สวัสดีครับ
คับผม มีไรให้รับใช้
คือว่าผมอยากได้ไลฟ์สไตล์ของคุณครับ
จัดไปคับพ๋ม
เอาไลฟ์สไตล์ไหนดีครับ
หนังสือครับ แต่คือว่า
๐๐๐
ครับ ว่ามาได้เลยคับ
๐๐๐
คือผมกำลังคุยกับคนคนหนึ่งอยู่ เขาดูชอบหนังสือมาก
เลยอยากสร้างความประทับใจ
ได้เลยครับ เอาแนวไหน เดี๋ยวผมหารูปให้
ไม่ใช่ครับ คือว่า ผมอยากให้คุณช่วยคุยกับเขาผ่านผมเป็นแบบเรียวไทม์
ห่ะ
อย่าเพิ่งปฏิสธนะครับ ผมให้ชั่วโมงละพัน
ฮะ
บทสนทนาของมือที่สามจึงเริ่มต้นขึ้น โคตรแปลก แต่เอาก็เอาวะ
เธอถามว่า “คุณชอบมูราคามิไหม”
ผมควรตอบกลับว่ายังไง
๐๐๐
อืมขอคิดก่อนนะ เป็นคำถามมีเลศนัย
ให้ผมพิมพ์ตามเลยได้ไหม
ใจเย็นพ่อหนุ่ม
เดี๋ยวใส่เครื่องหมาย “-” ในข้อความไหน
คุณค่อยก๊อบไปวางคุยกับเธอ
โอเคครับ
งั้นตอบกลับไปว่า
“ถ้ามองข้ามความชายแท้
มุราคามิก็เป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอด
ทำคนอ่านติดหนึบได้จนบรรทัดสุดท้าย
แล้วคุณชอบเล่มไหน”
555
คงบอกว่าชอบไม่ได้เต็มปาก
ฉันว่ามุราคามิมองผู้หญิงเป็นวัตถุประดับตัวละครชาย
ในเรื่องมากกว่า
แต่ฉันชอบเรื่องราตรีมหัศจรรย์—After Dark นะ
แล้วคุณชอบเล่มไหน
แม่นแท้เป็นที่สุด เรื่องนั้นผมก็ชอบ
คุณไม่คิดเหรอว่าเรื่องนี้ก็มองผู้หญิงต่างด้าวเป็นวัตถุ
อ้าว
โดนย้อนซะแล้ว
มันดูเพื่อนหญิงพลังหญิงดีนะ
แต่เสียดายตอนจบไม่ได้ให้อะไรเอาไว้เลย
ก็เหมือนโลกจริง คนผิดลอยนวล
อ่า ใช่ คุณยังไม่ตอบฉันเลยว่าคุณชอบเล่มไหน
๐๐๐
อืม ผมโปรดแกะรอยแกะดาวกับแดนฝันปลายขอบฟ้านะ
เพี้ยนหลุดโลก คาบลูกคาบดอกทางศีลธรรม
เกือบเหี้ยแล้วแต่กลับมาได้
ดีกว่าด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย (NORWEGIAN WOOD)
หรือ Kafka on the Shore คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ เสียอีก
ว้าว สำนวน นพดลด้วย
แม่นแท้เป็นที่สุด 555
แล้วคุณชอบแซลลี รูนีย์หรือเปล่า
ผมภาวนาว่าคุณจะไม่ชอบนะ
เราจะได้คุยกันต่อได้ 5555
เพราะผมอ่านแค่ normal people ไปเล่มเดียวแล้วจอดเลย
ทำไมล่ะ
อืม ไม่รู้สิ ผมไม่รู้ว่าเราทนความสัมพันธ์ท็อกซิกขนาดนั้นไปทำไมล่ะ
ก็จริง 555 โชคดีที่ฉันก็ไม่ชอบ
เพอร์เฟกต์จริงนะ กลายเป็นว่าฉันชอบโอเชียน วองมากกว่า
ผมก็ชอบ หวังว่าเล่มใหม่พี่แกจะได้แปลไทยเร็วๆ
จริง
๐๐๐
คือฉันไม่คิดว่าคุณจะคุยเรื่องหนังสือกับใครได้นานขนาดนี้
เป็นเกียรติขอรับท่าน
ฉันพูดจริงนะ ไว้ค่อยคุยกันอีก
ได้เลย
กระบวนการค้าไลฟ์สไตล์ของผมดำเนินต่อไป เงินก็เพิ่มขึ้นด้วย ไอ้หนุ่มนี่ใจป้ำรักสาวหนอนหนังสือ สงสัยว่ามันยอมจ่ายขนาดนี้ ไม่ลองไปอ่านหนังสือแล้วมาคุยกับสาวบ้างเหรอไงวะ
วันนี้เริ่มเลยนะครับ
ได้เลยคับผม
เธอถามว่าอ่านนิยายไทยบ้างไหม
“อ่านสิ ผมมีคติว่าวรรณกรรมไทยซื้อเก็บ วรรณกรรมเทศยืมอ่าน”
เยี่ยม
เห็นว่าคุณใช้คำว่าวรรณกรรม
คุณว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นวรรณกรรม
นิยายวายเป็นวรรณกรรมไหม นิยายรักประโลมโลกเป็นวรรณกรรมไหม
หึ ลองภูมิกันหรือครับคุณผู้หญิง
เปล่า แค่อยากรู้ เห็นดรามาผ่านตามาหลายวันแล้ว
ผมว่าดรามาก็วนกลับมาเป็นฤดูกาลนั่นแหละ
ความเห็นของผมคืออะไรก็เป็นวรรณกรรมทั้งนั้นแหละ
คำอุทิศบนป้ายหลุมศพยังเป็นเลย
55555 โคตรจี้
จริงนะ ไม่ว่าจะนิยายเกย์ ชายหญิง หญิงหญิง การ์ตูน
นิยายเพื่อชีวิต ได้รางวัลใหญ่หรือเล็ก ไม่ได้รางวัลเลย หรือนิยายเว็บ
ล้วนเป็นวรรณกรรมทั้งสิ้น
คุณค่าของมันวัดได้ที่ตัวคนอ่าน ต่อให้มีหนึ่งคนอ่านแล้วเขารู้สึกดีต่อมัน
แค่เป็นคำโฆษณาบนกล่องยาสีฟัน ผมว่าก็ทรงคุณค่านะ
55555 คุณเป็นคนตลกนะรู้ไหม
แต่คนมักบอกว่าผมเป็นคนหม่นๆ
อืม แต่จากการคุยกับคุณเรื่องหนังสือ ฉันว่าคุณสดใสจะตายไป
๐๐๐
คุณชอบนิยายไทยเรื่องไหน เก่าใหม่ได้หมด
รวมเรื่องสั้นได้ไหม
ได้ดิ
จริงๆ เราชอบโอ้แม่มหากวีฯ โคตรๆ เลย
แต่พอนักเขียนเขาตายทางวรรณกรรมก็รู้สึกแปลกๆ
อ๊า ผมว่าเราอย่าคุยเรื่องนี้ดีกว่า…
ทำไมล่ะ
เอ่อ คุณรู้จักร้านหนังสือนกนางแอ่นที่จังหวัดพัทลุงไหม
เคยเห็นผ่านๆ
เขาก็เป็นนักเขียนเหมือนกัน แต่ว่าเขาเสียไปแล้ว
หา ตายจริงๆ ใช่ไหม
แม่นแท้ นั่นแหละประเด็น “ตายจริงๆ” ไหม
มันน่าเศร้านะ
คุณลองไปหาอ่านงานเขาได้ ชื่อเรื่อง “ระยะทางที่ห่างเหิน”
ไว้ฉันจะไปหาซื้อ
แล้วคุณชอบเล่มไหนบ้าง
ไล่ทั้งวันก็คงไม่หมด
แต่ถ้าให้เลือกเร็วๆ ก็งานเขียนของอนุสรณ์ ติปยานนท์
กับปราบดา หยุ่นละมั้ง
ผมมีงานทุกเล่มเลย อ่านซ้ำบ่อยมาก
สาวกจัสมิน หลินเหรอ
ช่าย อ่านแล้วอยากไปอ่านหนังสือแบบสมิทธิที่หอสมุดศิลปกร
เอาดิ ไว้ไปด้วยกัน
เชี่ยละ จู่ๆ ใจของผมก็เต้นตุบตับ อะไรวะ หน้าแดงระเรื่อราวกับจมูกกวางเรนเดียร์ ร้อนผ่าว ผมเห็นได้ยังไงวะ ใบหน้าตัวเองเนี่ย ผมจึงลุกจากหน้าคอมไปจ้องกระจกในห้องน้ำเพื่อเสริมสร้างความเป็นสัจนิยมในหน้ากระดาษ
๐๐๐
คุณลูกค้าพิมพ์ไปหรือยังครับ
ครับ พิมพ์ไปแล้ว
งั้นคุณโอเคที่จะไปพบกับเธอใช่ไหมครับ ต้องพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ
ไม่ต้องห่วงครับ ผมเคยพบกับเธอนอกรอบแล้ว เราเข้ากันได้
๐๐๐
ครับๆ
งั้นวันนี้ก็เท่านี้นะครับ ผมโอนเงินให้แล้ว
และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาใช้บริการผม เหม่อแดกหม่นซึมไปกันเลยครับท่านผู้ชม ผมมองบทสนทนาที่ไม่มีคนตอบ ผมไม่มีตัวตนตั้งแต่แรก ก็แค่ขายไลฟ์สไตล์ ได้เงินมาก็จบ
นี่ผมอกหักใช่ไหมวะ
ผมลบแอ็กเคานต์โซเซียลมีเดียทั้งหมด เลิกขายตัวเอง ปิดคอม กลับไปหางานและใช้ชีวิตของตัวเอง.
บันทึกหลังเขียน
พอดีได้แรงบันดาลใจมาจากการสิงทวิตเตอร์ช่วงตกงาน บังเอิญที่ช่วงนั้นมีดราม่าวงการหนังสือมากอยู่เลยจับเอามาใส่ เรื่องนี้ใช้เวลาเขียนไม่ถึงสามชั่วโมงในบ่ายวันอึมครึมหลังจากที่เจ้าของร้านหนังสือนกนางแอ่นเสียไปได้ไม่นาน (สู่สุคตินะมึง) และช่วงนั้นวงการหนังสือมันใช้การตลาดหนักมาก หนักจนน่ารำคาญ เหมือนพยายามจะขายอะไรให้ได้จำนวนมากๆ ก็นะ มันไม่ได้ผิดอะไรเลย ก็เราอยู่ในโลกทุนนิยม แต่ผมหมั่นไส้ว่ะ แค่นั้นเลย และนี่คือเรื่องสั้นแห่งความหมั่นไส้โลกนี้จ้ะ
ป.ล. ผมเอาเรื่องนี้ส่งพานแว่นฟ้า 2569 ด้วยแหละ กรรมการคัดเลือกงง เกี่ยวเฮ้ยอะไรกับการส่งเสริมประชาธิปไตย เอ่อ ผมก็งง แต่อ่านไปอ่านมาเหมือนด่าพรรคส้มกับคนขายเสียงเลย ซึ่งเชยบรม ถ้าได้รางวัลก็รู้เลยนะว่า…





No Comment! Be the first one.