Table of Contents
จวบจนสิ้นแสงแดงดาว เป็นนวนิยายที่ได้รับความนิยมมากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงภัยสงครามในช่วงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในพนมเปญ หลายคนคงคิดว่าสงครามเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากมองย้อนกลับไปโลกของเราเกิดสงครามขึ้นอยู่บ่อยครั้งและไม่มีท่าทีว่าจะหายไป การเรียนประวัติศาสตร์คือการเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตเพื่อย้อนกลับมาดูปัจจุบันจริง ๆ หรือ ดังนั้นเราจะมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และปริศนาที่ซ่อนไว้ในนวนิยายจากตัวละครรุธิระและอุทิศจากนวนิยายเรื่องจวบจนสิ้นแสงแดงดาวกันค่ะ
นวนิยายเรื่องนี้อยู่ในช่วงยุคสมัยของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดงในพนมเปญ “รุธิระ ธีรวงศ์” ชายหนุ่มจากตระกูลชั้นสูง เป็นผู้พิการทางสายตาและ “อุทิศ” เด็กหนุ่มที่เปรียบเสมือนดวงตาของรุธิระและคอยอยู่รับใช้เขาเสมอ เมื่อภัยสงครามเข้าประชิดตัว จากสีแดงสด ค่อย ๆ จืดจางลง ทั้งสองนายและบ่าวต้องระหกระเหเร่ร่อนหนีภัยสงครามไปยังเขตแดนฝั่งประเทศไทย ระหว่างทางพบเจอความหวัง และสิ้นหวังไม่สิ้นสุด แม้ภัยสงครามจะยุติลงแต่นั่นไม่ได้หมายถึงความรู้สึกนั้นจะหายไป
1 ย้อนรอยประวัติศาสตร์กัมพูชา: จุดเริ่มต้นของฝันร้ายปี พ.ศ. 2510
ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของฝันร้าย ในปีพ.ศ.2510-2518 เกิดสงครามกลางเมืองในกัมพูชา นายพล ลอน นอล ก่อรัฐประหาร โค่นล้มสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระองค์ได้จับมือกับจีน เวียดนามเหนือ และเขมรแดง เพื่อตึงกำลังให้กับเขมรแดง
ท้ายที่สุดในปีพ.ศ. 2518 เขมรแดงก็สามารถยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จ และทำการปฏิรูปสังคมกัมพูชาขั้นสุด อุดมการณ์ของพวกเขาคือการสร้างสังคมเกษตรกรรมคอมมิวนิสต์ที่ไร้ชนชั้น บังคับอพยพชาวเมืองไปยังชนบทและถูกบังคับให้ทำการเกษตร หากใครขัดขืนจะถูกสั่งประหารทันที อีกทั้งยกเลิกระบบเงินตรา ตลาด โรงเรียน และวัด ส่วนเด็กถูกฝึกให้เป็นทหาร สำหรับเขมรแดงแล้วคนเมือง คนรุ่นใหม่ คนมีความรู้ หรือพูดภาษาต่างประเทศได้ ถือเป็นศัตรูของการปฏิวัติ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ใส่แว่นตา ถูกกวาดล้างอย่างไร้อารยะ พวกเขากำจัดสิทธิทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรมี ศาสนา ภาษา หรือแม้กระทั่งความคิด
ในนวนิยายทำให้เห็นถึงการโดนกวาดล้างของครอบครัวที่คิดจะต่อต้านกับเขมรแดง ตัวละครอย่าง “สิวง” เด็กสาววัยเจ็ดขวบ วัยที่เป็นดั่งดอกไม้เบ่งบานกับ “สุนิม” หญิงชราที่ไม่นานดอกไม้ในตัวก็เหี่ยวแห้งไปเหลือเพียงร่องรอยของการอยู่ กลับถูกคร่าชีวิตอย่างไร้ปราณี เพียงเพราะมั่นใจและยืนหยัดในสิทธิของตน
การเดินทางหนีภัยของรุธิระและอุทิศ เห็นทั้งความหวังจากเด็กตัวน้อยที่วาดฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ชาวบ้านที่หวังเพียงได้อยู่ในบ้านของตน ทำอาหาร และมีความสุข รุธิระที่ดิ้นรนหวังเพียงจะมีชีวิตอยู่ กับความสิ้นหวังของการเป็นสุข สิ้นหวังกับประชาธิปไตย ท้ายสุดกลิ่นไอจากสสงครามทำให้เหลือเพียงแต่กลิ่นคาวเลือด
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้ คร่าชีวิตประชากรกัมพูชาราว 1.7-2 ล้านคน สงครามในครั้งนี้ส่งผลกระทบให้กับกัมพูชามหาศาลจากการเสียบุคลาการมากการศึกษา การสูญเสียของอีกหลายครอบครัว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ตอกลึกลงรากความรู้สึกให้กับใครหลายคนที่พบเจอ เป็นสิ่งที่เตือนใจพวกเขาให้นึกถึงโศกนาฏกรรม หลายคนไม่อาจหลุดจากฝันร้ายของสงครามได้ยังคงหวาดผวากับเสียงปืน เสียงกระจก เสียงระเบิด หลับ ๆ ตื่น ๆ กลางดึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท้ายสุดแล้วประวัติศาสตร์สงครามย้ำเตือนไม่ให้หลงเดินตามรอยอีกครั้ง หวาดผวาและหวาดกลัวกับความไร้ซึ่งมนุษยธรรม จริงหรือ แล้วทำไมปัจจุบันยังเกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง หรือแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่เคยตระหนักและเข้าใจถึงการสูญเสียเลย
2 เมื่อ “สี” คือ “กลิ่น”: การตีความความหมายผ่านสายตาของผู้พิการ
ถ้าทุกคนต้องอธิบายสีให้กับผู้พิการทางสายตาจะอธิบายยังไงกันคะ หลายคนคงเปรียบสีกับวัตถุต่าง ๆ ใช่ไหมคะ แต่สำหรับอุทิศแล้วเลือกที่จะอธิบายผ่านความรู้สึกและกลิ่น
สีเขียวเปรียบกับ กลิ่นอายของหญ้า
สีเหลืองคล้ายกลิ่นขนมปังอบใหม่ หอม และอ่อนนุ่ม
“สีแดงคือความหวังครับคุณธีร์” คำตอบจากอุทิศเมื่อรุธิระถามถึงลักษณะของสีแดง เมื่อไปเปิดความหมายของคำว่ารุธิระ มีความหมายว่า สีแดง และเมื่อผูกเข้ากับเนื้อเรื่องคือจึงหมายถึงความหวัง รุธิระไม่ต่างอะไรกับเหล่าผู้มีการศึกษา คนรุ่นใหม่ หรือเด็ก ที่เป็นความหวังของประเทศ ความหวังของครอบครัว แต่กลับถูกกำจัดทิ้งเพียงเพราะเผด็จการที่สุดโต่ง
การบอกสีให้กับผู้พิการทางสายตามีหลายวิธี Alfonso Caramazza ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สีถูกมองเป็นเหมือนแนวคิดเชิงนามธรรมซึ่งผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าใจในเชิงของความหมายและคำ ในขณะที่บางคนใช้รูปธรรมในการเปรียบสี ซึ่งผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนรู้สีได้จากชีวิตประจำวันได้ เช่น สีแดงเหมือนอาหารรสเผ็ด กลิ่นของส้มนั้นเปรียบเสสมือนสีส้ม อีกหนึ่งวิธีที่ใช้อธิบายสีคือการนับตัวเลข ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้ผู้พิการทางสายตาเข้าใจถึงสีได้มากขึ้น แต่ในประเทศไทยยังขาดแคลนอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้พิการทางสายตาเข้าใจสีได้มากขึ้น
3 Easter Eggs ในจดหมาย: รหัสลับ “หนีไปไทย” ที่ซ่อนอยู่
มีจดหมายหลายฉบับที่ส่งให้กับรุธิระ หรือรุธิระส่งจดหมายหาครอบครัว มักจะอธิบายสภาพอากาศ สถานการณ์ในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีความหมายซ่อนอยู่ในเนื้อความด้วย ผู้เขียนซ่อน easter egg ไว้เยอะมากให้ลองค้นหา แต่ทุกคนพอจะทราบไหมคะว่าจดหมายแต่ละฉบับซ่อนความหมายไว้ตรงไหนบ้าง
แดงดอกไม้ ถูกยกมาเขียนในจดหมายบ่อยครั้ง บ้างก็เสมือนเป็นดอกไม้แต่บ้างก็อาจเปรียบเป็นสิ่งอื่น แดงดอกไม้บางครั้งจึงถูกโยงคู่กับเขมรแดง เพื่ออธิบายสถานการณ์บ้านเมือง จดหมายจากพ่อแม่ถึงรุธิระให้ปลูกแดงดอกไม้ตามรั้วบ้าน ในขณะที่รุธิระส่งจดหมายกลับเนื้อความข้างในเขียนถึงการปลูกดอกไม้ แต่ซ่อนความหมายถึงสถานการณ์ของเขมรแดงในพนมเปญ
จดหมายฉบับสุดท้ายจากพ่อและแม่ที่ส่งให้กับรุธิระ เป็นข้อความที่สั่งให้เขาลี้ภัย ซึ่งซ่อนความหมายใต้ข้อความ “อยู่อย่างสงบเช่นนี้แหละรุธิระ หนีไม่ได้ ไปไม่ไกล ไทยก็ด้วย” พอจะเดาออกกันมั้ยคะว่าซ่อนความหมายไว้ตรงไหน หากอ่านแค่คำแรกของประโยคจะได้ความว่า หนีไปไทย ทำให้รุธิระต้องรีบเก็บของพร้อมกับอุทิศเพื่อหนีไปยังเขตแดนประเทศไทย
“สิวง” ตัวละครเด็กผู้หญิงวัยเจ็ดขวบที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของผู้หญิงในสมัยนั้นรวมถึงการศึกษาที่ไม่ได้รับการสนับสนุน ในยุคนั้นยังคงถูกมองว่าการศึกษาไม่เหมาะกับสตรี เพราะไม่ได้สำคัญอะไรมากส่วนใหญ่จึงเรียนจบไม่สูงและต้องออกมาช่วยครอบครัวทำงาน หากแต่การศึกษานั้นกลับเป็นรากฐานชั้นดีของการพัฒนาประเทศ ความคิด รวมถึงชีวิตของคน ค่านิยมจึงที่ถูกเปลี่ยนไปตามยุคสมัยพร้อม ๆ กับความก้าวหน้าของสังคม
4 บทเรียนจากสงคราม: มนุษย์เรียนรู้อะไรจากการสูญเสีย?
แม้โศกนาฏกรรมครั้งนี้จะกินเวลากว่าห้าสิบปีมาแล้ว แต่กลิ่นไอความเจ็บปวดไม่อาจบรรเทาลง แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแต่มีอีกหลายคนที่ไม่อาจตื่นจากฝันร้ายครั้งนี้ ยังคงวนเวียนอยู่ใต้ความคิดและความรู้สึกราวกับว่าเหตุการณ์พึ่งผ่านพ้นไปไม่นาน การสูญเสียสมาชิกในครอบครัวที่ไม่อาจหวนกลับ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้แต่ก็รับรู้ได้ถึงความทุกข์ สงครามไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่ก็ทำให้เห็นถึงความผิดพลาดที่มนุษย์ทำร้ายกันเองเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผิดพลาดแล้วจึงไม่ควรกลับไปเหยียบรอยเดิม ท้ายสุดแล้วมนุษย์ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดครั้งนี้หรือไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลย