Table of Contents
เดนดาว NEVER DIE โดย กมลลักษณ์ สุขชัย หรือนามปากกา จิตรจงกล เป็นทั้งนักเขียนและศิลปินภาพถ่ายรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เธอจบปริญญาตรีด้านออกแบบภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และปริญญาโทด้านทัศนศิลป์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง เธอมักสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สะท้อน ประวัติศาสตร์, อัตลักษณ์, ชาติพันธุ์, ความเชื่อทางศาสนา และมายาคติทางเพศ ก่อนหน้านี้มีผลงานนิทรรศการ Red Lotus (บัวแดง) ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2563 จนมาถึง เดนดาว NEVER DIE ที่ทำให้ผู้อ่านหลายคนถึงขั้นต้องหาทิชชูมาซับน้ำตาระหว่างอ่านกันเลยทีเดียว ซึ่งบทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาและมีการสปอยล์บางส่วน
1 อาดัม No.01
นิยายเรื่องนี้เล่าถึง น้ำ โฮโมเซเปียนส์หนึ่งเดียวในท้ายสวนแหวกว่ายหาความฝันในบึงจอกแหน ที่นั่นมีบ้านสองหลัง หลังแรกทาสีเขียวมีไว้เพื่อใช้ชีวิตไปวัน ๆ ส่วนบ้านหลังสีชมพูที่บิดเบี้ยวเป็นเหมือนสถานที่เดียวที่ทำให้เขาได้เป็นตัวของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามของบุคคลภายนอก มีเพียง วิบวับ ที่ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนจะบอกว่าตนเคยเป็นเจ้าของบ้านหลังสีชมพู
น้ำเป็นลูกคนกลาง ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในราชบุรี อำเภอบ้านโป่งกับอาชีพขายปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ ที่ไม่ได้คิดจะทำและไม่เคยอยากทำ แต่ก็ต้องทำเพื่อหาเงินส่งให้น้องสาวเรียน ความฝันเคยมีแต่ก็ค่อย ๆ หายไป พอ ๆ กับเรื่องความรัก พ่อเกลียดที่เขาหน้าเหมือนแม่ หรือเกลียดที่เขาเป็นเกย์ ถึงที่สุดแล้วเพราะว่าเขาอยากเป็นศิลปิน แต่ไม่ว่าแบบไหนพ่อก็ไม่เคยยอมรับตัวตนที่เป็น เขาหนีและปกปิดตัวเองจากโลกภายนอกด้วยการ ‘ยัด’ ทุกสิ่งเข้าไปในบ้านชมพู ก่อนที่ทุกอย่างจะพังลงมา น้ำเป็นตัวละครที่ทำให้เห็นถึงปัญหาของเด็กวัยรุ่นต้องพบเจอ ครอบครัวไม่ยอมรับในสิ่งที่เป็น โชคดีหน่อยครอบครัวก็พยายามที่จะเข้าใจ หลายคนเลือกที่จะเก็บปัญหาของตนไว้คนเดียวโดยไม่บอกใคร สร้างกำแพงเล็ก ๆ ไม่ให้ใครเข้ามาเหมือนกับน้ำที่เลือกจะยัดทุกสิ่งเข้าไปในบ้านหลังสีชมพู กลับกันตัวละครอย่าง พัด เลือกที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาโดยไม่สนว่าจะมีใครเข้าใจตัวเขาหรือไม่
น้ำอาจจะหลีกหนีโลกที่ไม่ได้ดั่งใจด้วยการซุกตัวอยู่ในบ้านหลังเขียวหรือชมพู พัดอาจเลือกเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ แต่ วิบวับ ทำอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งจะหนีหรือเผชิญหน้ากับมัน แน่นอนว่าวิบวับเป็นเพียงอีกหนึ่งอัตลักษณ์ของ เส็ง ที่ถูกสร้างขึ้น แล้วถ้าวิบวับอยากหนีบ้างล่ะ มีทางไหนได้บ้าง? สำหรับเราแล้ววิบวับหนีไปไหนไม่ได้ หนีจากตัวเองคงเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะวิบวับไม่มีตัวตนตั้งแต่แรกเป็นเพียงตัวตนที่ถูกสร้างขึ้น ร่างหรือวิญญาณก็ไม่ใช่ของเขาตั้งแต่แรก เขาเป็นเพียงหนึ่งในผู้อยู่อาศัย แต่น้ำคือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีชีวิต แม้ท้ายที่สุดแล้ววิบวับจะไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำของคนอื่น ๆ แต่วิบวับเป็นทั้งความทรงจำและชิ้นส่วนที่ค่อย ๆ เต็มเติมชีวิตของน้ำ จนกระทั่งความรักและความฝันของเขากลับมาเติมเต็มอีกครั้ง
“พี่เป็นหัวใจของผมเลยนะเว้ย พี่ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมแม่งก็มีชีวิตเหมือนกัน”
-วิบวับ
(เดนดาว Never Die หน้า 322 บทที่ 24)
จากแววตาวิบวับที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของน้ำ ชีวิตที่เดียวดายจนกระทั่งการมาถึงของ วิบวับ ที่เป็นตัวละครที่สร้างอารมณ์ขันและน้ำตาให้เราไป ๆ พร้อม ๆ กัน เขามักมีนิสัยแปลก ๆ กวน ๆ ที่น้ำเองก็ยังตกหลุมรัก วิบวับมีรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์เด่น อย่าง NEVER DIE แม้ว่าตัวเขาไม่รู้ว่าตัวเองสักไปทำไม แต่เขาทำให้ผู้อ่านหลายคนฉุกคิดได้ว่า บาดแผลในใจอย่างไรก็ไม่มีวันหายไป เหมือนกับรอยสักที่แม้จะสักทับมากเท่าไหร่มันก็จะยังอยู่เสมอ แม้จะเจ็บปวดแต่อย่างน้อยก็เป็นความทรงจำ
อีกตัวละครหนึ่งที่ต้องพูดถึงเลยคือ เส็ง เป็นโรคหลายอัตลักษณ์ หรือ Dissociative Identity Disorder (DID) เกิดจากพันธุกรรมและประสบการณ์วัยเด็ก ที่อาจมีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งในเรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้เล่าถึงภูมิหลังว่าเป็นอย่างไร ทิ้งให้ผู้อ่านเป็นคนจินตนาการว่าอดีตของเส็งเป็นยังไง ทำให้หลายคนที่อ่านยิ่งอินกับตัวละครมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้เล่าที่มาที่ไปของวิบวับ ที่มาจากความรักของเส็งกับเดือนเล็กน้อยที่ทำเอาหลาย ๆ คนรวมถึงเราหาอะไรซับน้ำตาไม่ทัน
2 เมื่อศาสนาไม่ใช่สถานที่พักใจ

ผู้เขียนมีการใส่ความเชื่อทางศาสนาเข้ามา เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซ่อนเอาไว้ ในตอนหนึ่งที่น้ำตัดสินใจบวช ที่เชื่อว่าเป็นหนทางดับทุกข์ แต่ไม่ใช่เลยศาสนาไม่ได้สอนให้เราดับทุกข์ แต่เป็นเหมือนผ้าคลุมที่ซ่อนความบาปไว้อีกที หลวงลุงที่ไม่ได้บวชเพราะศรัทธาศาสนาแต่เพราะมันเป็นอาชีพ บางคนก็เลือกที่จะทำอะไรเลว ๆ ผ่านผ้าเหลือง สุดท้ายแล้วคนที่น่าสงสารก็เป็นชาวบ้านที่ยังเชื่อว่าคนเหล่านี้น่านับถือ หรืออย่างตอนที่เส็งถูกจับไปที่วัดเพราะคิดว่าผีเข้า แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงโรคอย่างหนึ่งเท่านั้น คนไทยติดอยู่กับความเชื่อมาตลอด จนบางครั้งก็ลืมไปว่าโลกของเรามันก้าวหน้าไปมากขนาดไหน หากมองมาในปัจจุบันก็จะเห็นว่า หลายคนยังหลงติดอยู่ในความเชื่อจนกลายเป็นงมงาย เช่น ข่าวพระบิดา ลัทธิประหลาดกับวิธีรักษาโรคด้วยการกินของสกปรก
Red Lotus (บัวแดง) ในนิทรรศการก็ถูกหยิบมาพูดถึงในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดย กมลลักษณ์ สุขชัย หรือ ปูนปั้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานพื้นเมือง และวรรณกรรมพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังนำเรื่องราวของตัวเองบางส่วนเข้ามาผสมกัน สร้างเป็นเนื้อเรื่องใหม่ขึ้นมา เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ลอยน้ำมาในหมู่บ้าน เธอถูกเนรเทศให้ไปอยู่กับฤาษีและนักพรตหญิงผู้ถือพรหมจรรย์ ทำให้หญิงสาวต้องนับถือพรหมจรรย์ไปด้วย จนมีอยู่วันหนึ่งที่ทำให้เธอต้องเสียพรหมจรรย์ ทำให้ต้องเข้าพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์แต่กลับเกิดเหตุการณ์คล้ายเป็นอาเพศ จนทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าตัวเธอเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว เหล่าผู้ทำพิธีและชาวบ้านโกรธแค้นและสาปแช่งเธอ ลงโทษเธอด้วยการเฉือนหน้าอกและตัดอวัยวะเพศทิ้ง เพื่อเป็นการบูชายัญเซ่นไหว้ต่อบ่อศักดิ์สิทธิ์ น้ำเชื่อมโยงชีวิตตัวเองกับเรื่องเล่านี้ที่สะท้อนถึง ความเชื่อและสังคมที่โดนประณามทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง ชีวิตที่น้ำเลือกเป็นเกย์ก็ไม่ได้ผิด แต่ต้องถูกด่า ไม่ได้การรับยอมรับ เพียงเพราะความเชื่อและสังคมมนุษย์ที่อ้างว่าตนเป็นสัตว์ประเสริฐที่ไม่ยอมรับการเป็นเกย์
3 ความรู้สึกหลังอ่าน เดนดาว NEVER DIE
หลังจากได้เล่มนี้ใช้เวลานานกว่าจะได้ฤกษ์เปิดอ่าน เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ใครที่เริ่มเข้าวงการสามารถหยิบเล่มนี้มาอ่านได้แม้ว่าไม่ได้ใช้คำศัพท์ที่ยากแต่สามารถพาอารมณ์ผู้อ่านดิ่งไปเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการเขียน ที่ทำให้เราเห็นถึงความคิดของตัวละคร เห็นถึงอารมณ์ที่อยู่ด้านในของน้ำ และการทิ้งท้ายเนื้อหาบางส่วนให้ผู้อ่านได้คิด หรือตัวละครอย่างน้ำเองก็สะท้อนใจผู้อ่านหลายคน ในด้านของการใช้ชีวิตที่ค่อย ๆ เอนลง และจมหายไปในบึงจอกแหน หรือวิบวับที่สร้างเสียงหัวเราะและน้ำตาในตอนท้าย เหมือนแม่ที่ให้ลูกอมแล้วหลอกลูกพาไปฉีดยา ช่วงแรก ๆ ที่อ่านยิ้มหน้าบาน ขำกระจาย ตลกวิบวับที่กำลังเข้าหาน้ำและน้ำที่ต้องแบ่งพื้นที่ให้กับโฮโมเซเปียนส์อีกตัว แต่พอท้ายเรื่องเริ่มยิ้มไม่ออกน้ำตาค่อย ๆ ไหลหลังจากนั้นก็เหม่อลอยไปสักพักใหญ่ ส่วนที่เราชอบที่สุดเลยคือบทสุดท้ายและบทส่งลา ผู้เขียนเล่นกับอารมณ์ของผู้อ่านได้ดีมาก ๆ เป็นการจบแบบปลายเปิดที่ให้เราเก็บไปคิดต่อ อย่างไรก็ตาม สำหรับเราแล้ววิบวับก็ยังคงนิรันดร์ เหมือนกับ NEVER DIE ที่หมายถึง นิรันดร์
แม้ความหมายนั้น…จะโคตรไม่แน่นอน
(เดนดาว Neverdie หน้า 235 บทที่ 17)










