สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน คอลัมนี้มิลอยากนำเสนอบทความที่จะทำให้ผู้อ่านทำลายกองดองได้อย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าจะมีหนังสือในกองกี่ร้อยเล่มเราจะมี วิธีอ่านหนังสือ ให้จบได้โดยอ่านรู้เรื่อง จดจำได้ และนำไปใช้งานเช่นการเขียน ไม่ว่าจะทำรายงาน สรุปย่อ ไม่ใช่เพียงอ่านเฉยๆ แล้วผ่านไปนะคะลองมาดูว่า เคล็ดลับในการอ่าน มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ
Table Of Content
อาจจะต้องอ่านหลายเล่มพร้อมกัน

การอ่านหนังสือ 2-3 เล่ม พร้อมกัน ไม่ว่าจะในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน หรือดูไม่เกี่ยวกันเลย บางครั้ง ก็ทำให้เรามีแบบแผนของความความคิดสร้างขึ้นมาในหัว ซึ่งช่วยให้เราต่อยอดหนังสือในแต่ละเล่มออกมาได้ ประโยชน์อีกประการหนึ่งก็คือ มันจะทำให้เรามีความหลากหลายในการอ่าน บางครั้งเล่มนึงกำลังมาถึงจุดน่าเบื่อ เราสามารถอ่านอีกเล่มได้ในทันที ดังนั้นการติดหนังสือเอาไว้กับตัวสองสามเล่มทั้งในกระเป๋า หรือบนหัวนอนทำให้เราเลือกได้ว่าวันนี้จะอ่านอะไร อารมณ์แบบไหนที่จะอ่านหนังสือแนวไหน ผู้อ่านลองทำตามวิธีนี้ดูนะคะ
บางทีอาจจะเลือกประเภทวรรณกรรมหลายๆ แบบ เช่นแนวสังคม คู่กับรหัสคดี หรือเนวรักกับบทกวี บทความสารคดี กับนวนิยายแปลเกาหลีที่สร้างแรงบันดาลใจ การ Mix ไม่จำเป็นต้อง Match แต่ต้องการการอ่านที่สามารถนำพาเราไปได้ ตัวอย่างเช่น อย่าอ่านโมบี้ดิก กับ พี่น้องคารามาซอฟ ไปพร้อมๆ กัน เพราะสองเรื่องนี้นอกจากจะทำให้ผู้อ่านมึนแล้ว อาจจะทำให้ไม่อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้เลยก็ได้ ลองหารายชื่อหนังสือที่น่าจะสนุก การอ่านไม่จำเป็นต้องซีเรียส มีนวนิยายสนุกๆ ที่น่าอ่านมากมาย หรือนวนิยายไซไฟที่ตื่นเต้นเร้าใจก็จับคู่กับวรรณกรรมได้
อ่านในหลายฟอร์แมต
เป็นหนังสือเล่มจริงๆ บ้าง ซื้อมาเป็นกองๆ อยู่แล้ว – อ่านอีบุ๊กบ้าง – อ่านบทความในมือถือบ้าง มีคนอ่านหนังสือในมือถือจบเยอะมากเลยนะคะ! เพื่อกลบข้ออ้างที่ว่า “ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ” หรือถ้าคิดว่าไม่มีเวลาจริงๆ ก็ลองใช้วิธีฟังออดิโอบุ๊กแทนก็ได้ แต่สำหรับมิล เวลาฟังออดิโอบุ๊กแล้วจะจำไม่ค่อยได้! จริงๆ แล้วมือถือนี่แหละทำให้เราอ่านอะไรได้เร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะนวนิยายที่มีเนื้อหาไม่ซับซ้อน หรือพวกข่าวสั้นๆ
อ่านสารบัญก่อนอ่าน หรืออ่านก่อนอ่าน

ไม่งงนะคะว่าอ่านก่อนอ่านคืออะไร เดี๋ยวเราไปอธิบายกัน
หลังๆ ถ้าจะอ่านหนังสือ “เพื่อไปใช้งาน” เช่น เขียนคอลัมน์หรืออ่านเพื่อเอาข้อคิด เอาความรู้บางอย่าง วิธีที่เวิร์กมากวิธีนึงคืออ่านสารบัญก่อน เพื่อดูว่าสิ่งที่เราต้องการรู้มันอยู่ตรงไหน หรือหนังสือเล่มนี้มีวิธีเขียนอย่างไร เช่น อาจจะเขียนโดยเอาปัญหาขึ้นก่อน แล้วบอกว่าปัญหานั้นสำคัญอย่างไร ค่อยไปหาทางแก้ตอนหลังของหนังสือ
เช่นเดียวกับบทความของเรา เราจะมีสารบัญ หรือ Table of contents เพื่อทำให้ผู้อ่านประหยัดเวลา อย่างน้อยก็สามารถสแกนคร่าวๆ ได้ว่าเราจะอ่านอะไรตรงไหนก่อน
อีกวิธีหนึ่งคือใช้วิธี pre-read คืออ่านแบบข้ามๆ ก่อนหนึ่งครั้ง เพื่อที่ว่า “อย่างน้อยก็อ่านจบแล้วนะ” เหมือนสำรวจแผนที่แบบคร่าวๆ แล้วค่อยอ่านจริงจังอีกครั้ง จะได้กำหนดความเร็วในการอ่านแต่ละบทให้ถูก ต้องเช่น ถ้ารู้ว่าตอนไหนผู้เขียนเริ่มเยิ่นเย้อ พูดเกี่ยวกับตัวเองมากเกินไปโดยอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาก็จะได้อ่านเร็วๆ อ่านข้ามๆ นี่แหละค่ะคืออ่านก่อนอ่าน ไม่ต้องห่วงแบบนี้มีเยอะจากนักเขียนทั่วโลก จากนักเขียนดังๆ ทำกันทั้งนั้นไม่ต้องห่วงว่าเราจะพลาดอะไรไป ถ้าพลาดไปจริงๆ ค่อยกลับมาอ่านซ้ำ
เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน
จริงๆ เป็นวิธีที่เหมือนตอนเด็กเลยค่ะ แต่พอโตมา ก็ยังพบว่ายังใช้ได้อยู่ คือการเขียนสิ่งที่จำได้หลังอ่านจบ อาจจะเขียนในทันที หรืออาจจะรอให้หนังสือมันฝังเข้าไปในสมองก่อนค่อยเขียนก็ได้ เช่น หลังอ่านจบไปแล้ว 2 วัน พอได้รำลึกว่า “อะไรที่ยังอยู่กับเราหลังอ่านจบ” สิ่งนั้นก็จะอยู่กับเรานานขึ้นเมื่อเขียน
วิธีที่ดีที่สุดหลังอ่าน สักสองสามวันลองเขียนบันทึกถึงสิ่งที่อ่านจบ อาจจะเป็นโน๊ตสั้นๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ชอบตรงไหน ไม่ชอบตอนใด หรือมีโควตที่น่าจดจำในหน้าไหนบ้าง เวลาบันทึกแบบนี้เวลากลับมาอ่านนอกจากช่วยให้เราจำหนังสือเล่มนั้นๆ ได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นความคิดของตัวเองว่าเติบโตแค่ไหน เวลากลับไปอ่านโน๊ตบางทีเราอาจจะมองว่า โห โควตนี้ ตอนนั้นคิดอะไรหว่าทำไมถึงจดลงในบันทึกเลยหรือ
อย่าเสียเวลากับหนังสือที่อ่านแล้วไม่ชอบ เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าหน้าปกน่าสนใจ ชื่อเรื่องชวนน่าอ่าน คนเขียนก็ไม่ธรรมดา สำนักพิมพ์ก็รสนิยมดี แต่การอ่านเป็นเรื่องส่วนบุคคล
ไม่ต้องอ่านหนังสือที่รู้สึกว่า “น่าเบื่อ” ให้จบ
ตรงนี้แล้วแต่คน บางคนบอกว่าหนังสือที่น่าเบื่อก็อาจให้ความรู้ในเรื่องใหม่ๆ กับเรา หรืออาจทำให้เราอดทนมากขึ้น ฯลฯ แต่วิธีหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า หลังๆ มา คือถ้ารู้สึกว่าหนังสือเล่มนั้นน่าเบื่อ แต่หัวข้อที่พูดน่าสนใจ ก็อาจจะไปถามคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ว่า ในหัวข้อนี้ หนังสือที่พูดได้ดีที่สุดคือเล่มไหน หรือใช้วิธีดูรีวิวจาก Amazon หรือ Goodreads เอา เพื่อหาเล่มที่อธิบายเรื่องเดียวกันได้ดีกว่า อัพเดทกว่า หรือลึกกว่า
อย่าเสียเวลากับหนังสือที่อ่านแล้วไม่ชอบ เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าหน้าปกน่าสนใจ ชื่อเรื่องชวนน่าอ่าน คนเขียนก็ไม่ธรรมดา สำนักพิมพ์ก็รสนิยมดี แต่การอ่านเป็นเรื่องส่วนบุคคล ความชอบแต่ละคนไม่เท่ากัน มิลคิดว่าเรื่องพวกนี้แล้วแต่ทางใครทางมัน วางหนังสือแล้วค้นหาเล่มที่ชอบต่อไปกันค่ะ
เคล็ดแต่ไม่ลับ วิธีการอ่าน
ฉันรู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ช่วยเสริมสร้างความรู้และเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ แต่บางครั้งอาจพบว่าการอ่านหนังสือจบเล่มเป็นเรื่องที่ท้าทาย นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้สามารถอ่านหนังสือให้จบเล่มได้:
- เลือกหนังสือที่คุณสนใจ: การเลือกหนังสือที่น่าสนใจและเข้ากับตัวเราจะช่วยให้มีความกระตือรือร้นในการอ่านและตั้งใจจนทำให้อ่านไปจนจบเล่มได้ง่ายขึ้น
- วางแผนการอ่าน: กำหนดเวลาและทำแผนการอ่านที่เหมาะสม เช่น เริ่มด้วยการอ่านวันละหน้า หรือหน้าต่อหน้า หาสถานที่ที่เงียบสงบไม่มีสิ่งที่จะทำรบกวนในระหว่างการอ่าน
- กำหนดเป้าหมายการอ่าน: กำหนดเป้าหมายว่าต้องการอ่านกี่หน้าหรือกี่บทในแต่ละวัน เป้าหมายชัดเจนจะช่วยให้มีความกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นในการอ่านหนังสือ
- สร้างบรรยากาศที่ดี: บรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับการอ่านคือ ความไม่วุ่นวาย ความเงียบ และอากาศปลอดโปร่ง
- ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน: การอ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ เช่น อ่านหนังสือในขณะที่คุณเดินทางสายรถไฟใต้ดินในเวลาเดินทางกลับบ้าน หรืออ่านหนังสือก่อนนอนเป็นระยะเวลาครึ่งชั่วโมง
- เล่าเรื่องราวหรือแบ่งปันความรู้: เมื่อเราอ่านหนังสือที่ชอบและเพลิดเพลินกับเนื้อหา เราสามารถเล่าเรื่องราวหรือแบ่งปันความรู้กับเพื่อนหรือผู้อื่นได้ เป็นการสร้างความสนใจและความตั้งใจในการอ่าน
อย่าลืมอ่านทุกวัน
การอ่านทุกวันช่วยสร้างนิสัยในการอ่าน อยากให้ทุกวัน เป็นวันคนรักหนังสือ (Book Lovers Day) และอย่าลืมอ่านหนังสือทุกวัน การอ่านเป็นนิสัยช่วยให้อ่านหนังสือได้หลากหลายแนว หลากหลายนักเขียน และหลายๆ เล่ม ไม่มีวันใดที่จะรู้สึกว่าขาดหนังสือไม่ได้ ต้องมีหนังสืออยู่รอบตัวที่พร้อมอ่านแม้จะยุ่งแค่ไหนความต้องการที่จะอ่านไม่เคยหยุด นั่นเป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ ขอให้สนุกกับการอ่านและสุขสันต์วันคนรักในทุกๆ วันนะคะ



[…] อย่างไรก็ตาม คนอ่านที่ใกล้ชิดจะเปลี่ยนต้นฉบับของเราได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อ ผู้เขียนลงมือแก้ไขข้อบกพร่องด้วยตนเองแล้ว ผู้อ่านที่ใกล้ชิดควรจะได้อ่านต้นฉบับร่างสอง ไม่ใช่ต้นฉบับร่างแรก การส่งต้นฉบับร่างแรกให้พวกเขาในทันทีไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง บางครั้งเราอาจจะยังไม่พร้อมกับคำติชม ยิ่งนักเขียนใหม่ เพิ่งเขียนจบเป็นเรื่องแรก คำติชมอาจจะทำให้ผู้เขียนสั่นคลอน กลายเป็นความไม่มั่นใจในตัวเองไปเลยก็ได้ […]
[…] Massachusetts ของ Bee Gees ก็ดังขึ้น ทำให้ผมคิดถึงนวนิยายเรื่องหนึ่งของมูราคามิ […]