12 เจ้าหญิงเริงระบำ : ความเป็นผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีเพียงแบบเดียว
บาร์บี้ ใน 12 เจ้าหญิงเริงระบำ ฉีกภาพจำเดิมที่มักมีตัวละครหลักเพียง 1-2 คน ด้วยการนำเสนอเจ้าหญิง 12 คาแรกเตอร์...
เมื่อพูดถึงความเป็นผู้หญิง แอนิเมชันที่ครองใจเด็กสาวทั่วโลกอย่าง “บาร์บี้” คือหนึ่งในภาพแทนที่ทรงพลัง ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงามหรือแฟชั่นที่โดดเด่น แต่เพราะบาร์บี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ Empowerment การส่งเสริมพลังให้ผู้หญิงกล้ามีความฝัน กล้ายืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งความอ่อนโยนที่ติดตัวมา
Table Of Content
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอนิเมชันบาร์บี้ถูกผลิตออกมาในหลากหลายพล็อตเรื่อง ตั้งแต่เจ้าหญิงในเทพนิยาย เรื่องราวการสลับตัวหรือพลัดพราก นางเงือกและเวทมนตร์ ไปจนถึงโลกแฟชั่นและการทำงานในยุคสมัยใหม่ แต่ละเรื่องต่างสะท้อนภาพความเป็นผู้หญิงในมุมที่แตกต่างกันออกไป
หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอคือ Barbie in the 12 Dancing Princesses (2006) หรือ บาร์บี้ ใน 12 เจ้าหญิงเริงระบำ ซึ่งฉีกภาพจำเดิมของการ์ตูนบาร์บี้ที่มักมีตัวละครหลักเพียง 1-2 คน ด้วยการนำเสนอเจ้าหญิงถึง 12 คาแรกเตอร์ในเรื่องเดียว ความหลากหลายของสีผิว หน้าตา และทรงผมของเจ้าหญิงทั้ง 12 คน ทำให้ “บาร์บี้” ไม่ได้ถูกผูกติดอยู่กับภาพของหญิงสาวผมบลอนด์ทองเพียงแบบเดียวอีกต่อไป แต่เปิดพื้นที่ให้เด็กผู้หญิงหลากหลายภูมิหลังได้เห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในตัวละคร
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นยิ่งขึ้นคือการนำเสนอความชอบงานอดิเรกของเจ้าหญิงแต่ละคน ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่งานเย็บปักถักร้อยตามแบบแผนความเป็นผู้หญิงในเทพนิยายดั้งเดิม เจ้าหญิงทั้ง 12 คนต่างมีความสนใจที่แตกต่างกันไปตามตัวตนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา หรือธรรมชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงพวกเธอทุกคนเข้าด้วยกันคือ “การเต้นรำ” ความหลงใหลร่วมกันที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและการแสดงออกซึ่งตัวตน
ดินแดนมหัศจรรย์ : พื้นที่ที่พวกเธอเลือกเอง
บาร์บี้ ใน 12 เจ้าหญิงเริงระบำ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระราชาแรนดอล์ฟ (King Randolph) พระราชาม่ายของเจ้าหญิงทั้ง 12 องค์ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของดัชเชสโรเวนา (Duchess Rowena) ญาติผู้พี่ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมเข้ามาควบคุมจนนำไปสู่คำสั่งห้ามการเต้นรำในพระราชวัง ทว่าเบื้องหลังห้องนอนของเจ้าหญิงทั้ง 12 กลับซ่อนความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ นั่นคือประตูสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ที่พวกเธอสามารถหลบหนีไปเต้นรำได้อย่างอิสระในทุกค่ำคืน
จุดเริ่มต้นของการผจญภัยเกิดขึ้นบนพื้นห้องนอนที่ปูด้วยกระเบื้องลายวงกลมเรียงกันเป็นวง แต่ละแผ่นสลักด้วยลวดลาย ‘ดอกไม้ประจำตัว’ ของเจ้าหญิงแต่ละองค์ เมื่อทั้ง 12 เต้นรำเหยียบลงบนแผ่นกระเบื้องตามจังหวะและลำดับที่ถูกต้อง กระเบื้องเหล่านั้นจะเปล่งประกายและเปิดประตูทางลับสู่ดินแดนวิเศษ
รายละเอียดเล็กๆ นี้จึงน่าสนใจไม่น้อย เพราะประตูสู่โลกมหัศจรรย์ไม่ได้ปรากฏขึ้นจากเวทมนตร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากเจ้าหญิงทั้ง 12 ก้าวเท้าตามจังหวะของตัวเอง ราวกับเรื่องกำลังบอกว่า อิสรภาพไม่ได้อยู่ไกลตัว หากซ่อนอยู่ในตัวตนของเราเอง เพียงแต่เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปค้นหามัน
12 เจ้าหญิง 12 ตัวตน : ไม่มีใครต้องเหมือนใคร
ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่การให้พื้นที่แก่ตัวละครแต่ละคนได้แสดงตัวตนของตนเองอย่างชัดเจน แม้จะมีเจ้าหญิงมากถึง 12 องค์ในเรื่องเดียว
หัวใจของเรื่องราวทั้งหมดคือ เจเนวีฟ (Genevieve) เจ้าหญิงพี่คนกลางผู้รับบทเป็นตัวละครเอก สง่างาม มีชีวิตชีวา และเปี่ยมด้วยความรักในการเต้นรำ สำหรับเธอการเต้นรำไม่ใช่เพียงงานอดิเรกหรือความบันเทิงยามว่าง แต่เป็นภาษาที่เธอใช้บอกว่าเธอเป็นใคร เมื่อดัชเชสโรเวนาสั่งห้ามเต้นรำ สิ่งที่ถูกพรากไปจึงไม่ใช่เพียงความสนุก หากคือพื้นที่ในการแสดงออกถึงตัวตนของเธอเอง การตัดสินใจลุกขึ้นต่อต้านของเจเนวีฟจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการเอาชนะผู้มีอำนาจ แต่เกิดจากการไม่ยอมสูญเสียสิ่งที่ทำให้เธอเป็นตัวของตัวเอง ถึงอย่างนั้นเจเนวีฟเลือกที่จะไม่ยอมจำนน เธอกลายเป็นผู้นำที่พาพี่ๆน้องๆ ทั้ง 11 คนเดินทางผ่านประตูเวทมนตร์ไปเต้นรำอย่างอิสระในทุกค่ำคืน แม้จะรู้ดีว่าเสี่ยงต่อการถูกจับได้และลงโทษ
ความเป็นผู้นำของเจเนวีฟไม่ได้มาจากตำแหน่งพี่คนกลางหรืออำนาจใดๆ แต่มาจากความกล้าหาญที่จะปกป้องสิ่งที่เธอเชื่อมั่น ทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อพี่สาวน้องสาวทุกคน เธอคือสะพานที่เชื่อมโยงความฝันส่วนตัวของแต่ละคนให้กลายเป็นพลังร่วมกัน และเมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดที่ความลับใกล้แตก เธอกลับยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งผ่านการเผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยตัวเอง แทนที่จะรอให้ใครมาช่วยเหลือ แม้จะมีเจ้าชายเดเร็ก (Prince Derek)เป็นเพื่อนคอยสนับสนุนอยู่เคียงข้าง แต่บทบาทของเขาก็เป็นเพียงผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้กอบกู้ที่เข้ามาแก้ปัญหาแทนเธอ
การที่เรื่องราวเลือกให้ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นต่อต้านด้วยความรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น แทนที่จะใช้กำลังหรืออำนาจในการเอาชนะ สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ความเป็นผู้นำของผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับความแข็งกร้าว หากสามารถเกิดขึ้นจากความอ่อนโยน ความกล้าหาญ และความเชื่อมั่นในตัวเองได้เช่นกัน เจเนวีฟจึงไม่ได้เป็นเพียงเจ้าหญิงผู้ลุกขึ้นมาทวงคืนอิสรภาพให้กับตนเองและพี่น้อง แต่ยังเป็นตัวแทนของแนวคิด Empowerment ที่บาร์บี้ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนว่า ผู้หญิงสามารถยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อและกำหนดเส้นทางของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้แข็งกระด้างเพื่อให้มีพลัง
ถัดจากเจเนวีฟ ก็ยังมีตัวละครอื่นๆ ที่แสดงตัวตนความหลากหลายไม่แพ้กัน คอร์ตนีย์ (Courtney) เจ้าหญิงผู้ผูกพันกับหนังสือ เธอเป็นตัวแทนของสติปัญญาและความใฝ่รู้ สะท้อนว่าความเป็นเจ้าหญิงไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ความฉลาดและการเรียนรู้ก็เป็นคุณค่าที่น่าภาคภูมิใจเช่นกัน
ความแตกต่างยังปรากฏชัดผ่าน แฮดลีย์ (Hadley) และ ไอลา (Isla) ฝาแฝดนักกายกรรม ผู้ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือแสดงออกผ่านการทรงตัวบนไม้ต่อขาและท่ากายกรรมที่ท้าทาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางกายภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นผู้หญิงได้เช่นกัน ไม่ต่างจากความอ่อนหวานหรือความสง่างามที่มักถูกยกให้เป็นคุณสมบัติหลักของเจ้าหญิงในเทพนิยายทั่วไป
แม้แต่ในกลุ่มแฝดสามน้องเล็กสุด ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเพียง “เด็กเล็ก” ที่ยังไม่มีตัวตนชัดเจน เรื่องนี้ก็ยังให้พื้นที่แก่พวกเธอได้แสดงความสนใจเฉพาะตัวไม่ต่างจากพี่ๆ เจเนสซา (Janessa) พี่สาวคนโตในกลุ่มแฝดสาม มีความสนใจที่แตกต่างจากเจ้าหญิงองค์อื่นอย่างชัดเจน นั่นคือการสะสมแมลง งานอดิเรกที่ไม่ได้ดูอ่อนหวานหรือ “สมกับความเป็นเจ้าหญิง” ตามขนบเดิม แต่กลับสะท้อนความช่างสังเกตและความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว การที่ตัวละครเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งสนใจแมลงแทนที่จะเป็นตุ๊กตาหรือเครื่องประดับ ก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดเล็กๆ ที่ท้าทายภาพจำเดิมของความเป็นเด็กผู้หญิงได้อย่างแยบยล
ส่วน แคธลีน (Kathleen) หนึ่งในแฝดสามเช่นกัน เป็นเด็กซุกซนที่หลงใหลในการสร้างสรรค์งานศิลปะ แม้จะมักทำเลอะเทอะอยู่เสมอ แต่ความเลอะเทอะนั้นกลับไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่เป็นเครื่องหมายของอิสระทางความคิดและจินตนาการที่ไม่ถูกจำกัดกรอบ ตัวละครแคธลีนสื่อสารว่าความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเรียบร้อยหรือสมบูรณ์แบบเสมอไป การกล้าทำเลอะ กล้าลองผิดลองถูก ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาตัวตนด้วยเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ เนื้อเรื่องไม่ได้พยายามทำให้เจ้าหญิงทั้ง 12 มีบุคลิกเหมือนกันเพื่อให้เข้ากับภาพจำของคำว่า “เจ้าหญิง” ตรงกันข้าม แต่ละคนกลับมีความสนใจ ความสามารถ และนิสัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่คนที่รักการอ่าน ชื่นชอบกีฬา หลงใหลการขี่ม้า ไปจนถึงคนที่สนใจสิ่งเล็กๆ อย่างแมลง ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้คำว่า “เจ้าหญิง” ในเรื่องไม่ได้มีความหมายเพียงหญิงสาวผู้สง่างามในชุดกระโปรง แต่หมายถึงผู้หญิง 12 คนที่สามารถมีความฝันและเป็นตัวของตัวเองในแบบที่แตกต่างกันไป แม้แต่เจ้าหญิงที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็ยังมีตัวตนและความสนใจเป็นของตัวเอง ไม่ต่างจากพี่ๆ ที่โตกว่า
และความหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในตัวเจ้าหญิงทั้ง 12 คนนี้เอง ที่ทำให้คำสอนหนึ่งของราชินีอิซาเบลลา พระมารดาผู้ล่วงลับ ยังคงดังก้องอยู่ในใจลูกสาวทุกคนแม้พระนางจะจากไปแล้วก็ตาม
“ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวโต” คำสอนที่ยังร่วมสมัย
“ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวโต ก็มีความแตกต่างเฉพาะตัวกันทั้งนั้น”
คำพูดของคนเป็นแม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง กลายเป็นการปฏิเสธแนวคิดเรื่องลำดับขั้นหรือการเปรียบเทียบระหว่างพี่น้องไปในตัว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงองค์โตอย่างแอชลิน (Ashlyn) ที่สุขุมรอบคอบ หรือน้องเล็กที่สุดอย่างเลซีย์ (Lacey) ที่ยังเรียนรู้โลก ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องเทียบกับใคร
คำสอนนี้จึงเปรียบเสมือนหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่ราชินีทิ้งไว้ให้ลูกสาวยึดถือ แม้พระนางจากไปแล้ว ก็ยังคงเป็นพลังใจให้เจ้าหญิงทั้ง 12 กล้าเป็นตัวเองต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันจากดัชเชสโรเวนาที่พยายามบีบบังคับให้พวกเธออยู่ในกรอบเดียวกัน
นัยของโควทนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกของเทพนิยาย แต่ยังส่งสารถึงเด็กผู้หญิงที่ดูอยู่หน้าจอด้วยว่า ตัวตนของแต่ละคนมีคุณค่าเฉพาะตัวเสมอ ไม่ว่าอายุ รูปร่าง หรือความสนใจจะแตกต่างจากคนรอบข้างมากเพียงใดก็ตาม
หากมองย้อนมาสู่สังคมปัจจุบัน คำพูดนี้ยิ่งทวีความหมายมากขึ้น ในโลกที่ผู้หญิงมักถูกวางไว้ให้เปรียบเทียบกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่วิถีชีวิตที่ ‘ควรจะเป็น’ ตามมาตรฐานที่สังคมกำหนดไว้ โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่เปรียบเทียบตัวตนแบบไม่รู้ตัว ภาพชีวิตที่ถูกคัดสรรมาอย่างสมบูรณ์แบบของคนอื่นสามารถบั่นทอนความมั่นใจของผู้หญิงคนหนึ่งได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว คำสอนของราชินีอิซาเบลลาจึงทำหน้าที่เหมือนเสียงเตือนสติที่ยังคงร่วมสมัย นั่นคือ ‘ความแตกต่าง’ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาตัดสินว่าใครดีกว่าใคร แต่คือสิ่งที่ทำให้แต่ละคนมีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง
นอกจากนี้ คำสอนนี้ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเปลี่ยนมุมมองจากการแข่งขันระหว่างผู้หญิงด้วยกัน ไปสู่การสนับสนุนและเฉลิมฉลองความแตกต่างของกันและกัน เห็นได้ชัดจากความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงทั้ง 12 ที่แม้จะมีบุคลิกและความสนใจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กลับไม่มีใครถูกตัดสินว่าด้อยกว่าใคร ทุกคนเต้นรำไปด้วยกัน สนับสนุนกันและกันในโลกที่พยายามปิดกั้นพวกเธอ นี่คือภาพสะท้อนของแนวคิด “sisterhood” หรือความเป็นพี่น้องผู้หญิงที่ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นพันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่สังคมยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงกล้าเป็นตัวเองโดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน
ท้ายที่สุด คำสอนสั้นๆ ของราชินีอิซาเบลลาจึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำปลอบโยนในเทพนิยาย หากยังเป็นแนวคิดที่มีความหมายต่อการเลี้ยงดูและส่งเสริมเด็กผู้หญิงในโลกปัจจุบัน เพราะความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่เราต้องพยายามแก้ไขหรือทำให้ทุกคนเหมือนกัน หากเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยอมรับและมีพื้นที่ให้เติบโตอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเอง
12 Dancing Princesses : บทเรียนที่มากกว่าเทพนิยาย
Barbie in the 12 Dancing Princesses จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวแฟนตาซีเบาสมองสำหรับเด็กที่เล่าถึงเจ้าหญิง การเต้นรำ และดินแดนมหัศจรรย์เท่านั้น หากภายใต้เรื่องราวเหล่านั้นยังซ่อนแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ร่วมสมัยเอาไว้ว่า ความเป็นผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบแบบแผนเดียว ผู้หญิงทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกและตัดสินใจบนเส้นทางของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความฝัน ความสนใจ หรือแม้แต่รูปลักษณ์ภายนอก
เจ้าหญิงทั้ง 12 ไม่จำเป็นต้องชอบสิ่งเดียวกันหรือมีบุคลิกเหมือนกัน เช่นเดียวกับเจเนวีฟที่ไม่จำเป็นต้องแข็งกร้าวเพื่อพิสูจน์ว่าเธอเข้มแข็ง ความกล้าที่จะเป็นตัวเองและยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่น ก็เป็นพลังในอีกรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวของ 12 เจ้าหญิงเริงระบำยังคงน่าหยิบยกกลับมาดูอีกครั้ง แม้กาลเวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปี สิ่งที่พวกเธอตามหาอาจไม่ใช่เพียงประตูสู่ดินแดนมหัศจรรย์ หากคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่
การที่แอนิเมชันสำหรับเด็กเรื่องหนึ่งกล้านำเสนอแนวคิดเรื่องความหลากหลายและการเป็นตัวของตัวเองตั้งแต่ปี 2006 จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในฐานะสื่อสำหรับผู้ชมรุ่นเยาว์ นอกจากจะมอบความสนุกผ่านโลกแฟนตาซีแล้ว ยังชวนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่าง ทั้งของผู้อื่นและของตัวเอง และท้ายที่สุดแล้ว การเต้นรำที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การเต้นตามจังหวะของใคร แต่คือการกล้าที่จะเต้นไปตามจังหวะของตัวเอง






No Comment! Be the first one.