บรรณาธิการ และภาพประกอบ โดย วัลคุ์วดี ชุมจุล วันหมดอายุ
โลกในเรื่องสั้น “วันหมดอายุ” อาจดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเรา แต่ถ้าลองมองดูให้ดีโลกอนาคตแห่งนี้กลับไม่ได้แตกต่างจากโลกปัจจุบันมากนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเครื่องจักร...
เมื่อการพัฒนาตัวเองกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่เสมอ เรายังมีชีวิตเพื่อใช้ชีวิต หรือเพียงพยายามยืดเวลาของตัวเองออกไป
“นลัน” ชวนให้นึกถึงตัวละครที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร สิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด แต่กลับต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่คล้ายถูกกำหนดโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้า บนร่างกายของพวกเขามีตัวเลขปริศนาปรากฏขึ้น ราวกับเครื่องหมายที่คอยบอกว่าเวลาของชีวิตกำลังนับถอยหลัง และหนทางที่จะยืดเวลานั้นออกไปได้ก็คือการพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
โลกในเรื่องสั้น “วันหมดอายุ” อาจดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเรา แต่ถ้าลองมองดูให้ดีโลกอนาคตแห่งนี้กลับไม่ได้แตกต่างจากโลกปัจจุบันมากนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเครื่องจักร ต่างก็ถูกคาดหวังให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง และก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หยุดนิ่ง
นลันเคยเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตสดใส เขามีการศึกษา มีงานทำ และได้รับความไว้วางใจจากองค์กร ทว่าความสามารถและความทุ่มเทกลับไม่อาจรับประกันความมั่นคงในชีวิตได้ เมื่อวันหนึ่งเขาถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเป้าหมายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเหนื่อยล้า ความเฉื่อยชา และความรู้สึกไร้จุดหมาย ราวกับเมื่อเขาไม่อาจทำหน้าที่ในระบบได้อีกต่อไป ตัวตนที่เคยมีอยู่ก็พลอยสูญเสียความหมายตามไปด้วย
การปรากฏขึ้นของตัวเลขบนร่างกายและกระบวนการที่เรียกว่า “การยกระดับ” จึงไม่ได้เป็นเพียงกลไกของโลกสมมติ แต่ยังชวนให้เราตั้งคำถามกับสังคมที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องเพิ่มพูนความสามารถเพื่อให้เป็นที่ต้องการ และต้องรักษาประสิทธิภาพของตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้จะพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่มีหลักประกันว่าวันหนึ่งเราจะไม่กลายเป็นสิ่งที่ระบบมองว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นจึงอาจไม่ใช่การที่มนุษย์กำลังกลายเป็นเครื่องจักร แต่เป็นการที่เราค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อตัวเองไม่ต่างจากเครื่องจักร พยายามซ่อมแซมข้อบกพร่อง เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับความสามารถอยู่เสมอ โดยแทบไม่มีโอกาสหยุดถามตัวเองว่า เรากำลังทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร
ท้ายที่สุดแล้ว “วันหมดอายุ” ไม่ได้ชวนให้เราคิดถึงความตายในฐานะจุดสิ้นสุดของชีวิตเท่านั้น แต่ยังชวนให้เรามองชีวิตที่ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ว่าเราใช้มันไปเพื่อให้ตัวเองยังทำงานได้ ยังเป็นที่ต้องการ และยังมีประโยชน์ต่อระบบต่อไปหรือเปล่า เมื่อการพัฒนาตัวเองกลายเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด และการอยู่รอดต้องแลกด้วยเวลาที่เราอาจอยากใช้กับสิ่งอื่น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่คือในเวลาที่เหลืออยู่ เราได้ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้จริงๆ หรือเปล่า
วันหมดอายุ
1
นลันยังไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีชีวิตอยู่เช่นกัน ม่านหมอกที่เกาะกุมประสาทสัมผัสกำลังสลายตัว ควันลอยคว้างพัดพากลิ่นฉุนฟุ้งไปทั่วบริเวณ เศษซากวัตถุที่เคยเป็นอนาคตโถมทับร่างจนไม่สามารถขยับตัวได้ เขาพยายามร้องขอความช่วยเหลืออย่างเปล่าประโยชน์ แทบไม่มีเสียงหลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เงารางๆ วูบไหวไปมา ก้มลงค้นหาอะไรบางอย่าง หยุดนิ่ง และเดินเข้ามาอย่างทะมัดทะแมง ค่อยๆ ยกเอาโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ตกยุคออกไป
“มาดูนี่ดิ” คนงานตะโกนเรียกกลุ่มคนด้านล่าง
“อะไรวะ”
พวกเขาทยอยปรากฏรอบตัว คนงานหยิบอะไรบางอย่างออกมา…
2
นั่นคือภาพสุดท้ายก่อนที่นลันจะสะดุ้งตื่น หายใจหอบเอาชีวิตที่เกือบหลุดลอยไปกลับมาเมื่อวัตถุปลายแหลมแทงร่าง กวาดตามองรอบห้อง นาฬิกาบอกเวลาเกือบหกโมงเช้า
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นลันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่กระตือรือร้นเหมือนเคย ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ช้าลง ความเหนื่อยล้าค่อยๆ กัดกินชีวิตไปทีละนิด บรรยากาศรอบตัวคล้ายปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน เขามักตื่นขึ้นมากลางดึกและไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ พลิกตัวไปมานานหลายชั่วโมงจนถึงเช้า นาฬิกาในร่างกายของเขาคงแปรปรวนจนวงจรพิการ ทุกอย่างกลับหัวกลับหางไปหมด
แสงแดดยามเช้าสาดลงมาบนกลุ่มอาคาร เสียงเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ไปทั่วบริเวณ นลันเดินผ่านสมาชิกนั่งรถเข็นที่สนามหญ้า แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีขาวจะคอยส่งเสียงกระตุ้น พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าจนแทบไม่มีการตอบสนอง ท่าทางทำให้นลันนึกถึงแม่ หลังจากพ่อแยกทางไปมีครอบครัวใหม่ เขาอยู่กับแม่ในคอนโดห้องเดิม ทุกอย่างดำเนินไปจนกระทั่งเกิดแม่เริ่มแสดงอาการเหนื่อยล้า เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีขาว ผิวหนังเหี่ยวย่น ร่างกายค่อยๆ ถดถอยอย่างไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้อีก นั่นคือครั้งแรกที่เขาเรียนรู้ว่ามนุษย์มีจุดสิ้นสุด แต่แม่บอกว่านลันจะไม่ประสบชะตากรรมเช่นนั้น เขาแตกต่างจากคนอื่น
ความเชื่อเช่นนั้นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเลี้ยงดูนลันเป็นอย่างดี คอยสนับสนุนให้เขาได้รับการศึกษาในวิชาที่สนใจ แม่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อใครๆ ต่างชื่นชมเขา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หน้าที่การงาน ความประพฤติ แม้จะไม่เข้าใจว่าพิเศษกว่าคนอื่นยังไงในเมื่อเขาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ทุกอย่างเป็นไปตามแบบแผนที่ควรจะเป็นจนบางทีก็คิดว่าเขาควรทำอะไรที่ผิดแผกไปจากสังคมบ้าง แต่ก็อดเคลิ้มไหวไปไม่ได้กับอภิสิทธิ์ที่ได้รับ สถานะที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นโดยไม่ต้องพูดถึง จนกระทั่งความเชื่อเริ่มสั่นคลอน
เขาสั่นศีรษะราวกับต้องการสลัดให้ความหวาดกลัวหลุดออกไป ความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเอง นลันกำลังเผชิญอาการเดียวกันกับแม่ เขาอยากไปให้พ้นจากร่างกายที่นับวันยิ่งเหมือนกรงขัง ไม่เพียงแต่คอยเหนี่ยวรั้งจิตใจจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่ยังทำให้เขาเคลื่อนที่ได้ช้าลงไปเรื่อยๆ เขาอยากกำหนดได้เองว่าจะปิดสวิตซ์เมื่อไหร่แทนที่จะรอให้ทุกอย่างเสื่อมถอยไปตามสภาพจนกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้
ศูนย์ยกระดับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นถัดไปรวมตัวที่ลานอเนกประสงค์ เจ้าหน้าที่กำลังแบ่งสมาชิกออกเป็นกลุ่มๆ แจกเสื้อผ้าและหมายเลขประจำตัว เอาสัมภาระที่ติดตัวมาไปเก็บไว้ที่ส่วนกลาง นลันนึกถึงวันแรกที่เข้ามาที่นี่ เขาไม่เหลืออะไรเลยที่บ่งบอกถึงชีวิตก่อนหน้านั้น ไม่สิ ร่างกายของพวกเขาไม่ได้เปลือยเปล่าเสียทีเดียว ทุกคนมีตัวเลขปริศนาบนร่างกาย แม้จะพยายามปกปิดไม่ให้ใครเห็นก็ตาม
เมื่อเดินมาถึงโรงอาหาร นลันมองหาใบหน้าคุ้นเคย วลานั่งอยู่ที่โต๊ะมุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เขาหน้าและกวักมือเรียกให้มานั่งด้วย นลันรู้จักวลาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาที่ศูนย์ฯ รุ่นพี่อยู่ห้องติดกัน แม้จะมีอายุมากกว่าหลายปี แต่อีกฝ่ายมีน้ำใจคอยช่วยเหลือตลอดราวกับอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ที่นั่งข้างๆ มีสมาชิกอีกสองคน ทวินันท์สูญเสียการมองเห็นบางส่วน ท่าทางเหม่อลอย แต่ยังดีที่มีวรดาคอยช่วยเหลือ
นลันไปต่อแถวรับอาหารเช้าและมานั่งลงตรงที่ว่าง
“นายเป็นอะไรรึเปล่า” วลามองหน้า
“นอนไม่ค่อยหลับ” นลันว่าก่อนจะเล่าความฝันเมื่อคืนให้ฟัง
“รู้สึกเหนื่อยไหม”
นลันพยักหน้า
“ฉันเองก็ฝันค่ะ” วรดาแทรกเข้ามาในบทสนทนา เธอเอามือขวามาจับมือซ้ายที่สั่นจนสังเกตได้ “ฉันพบตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมดำที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่แค่ตอนหลับ บางครั้งในระหว่างวัน ฉันฝันว่าเกิดรอยแยกใต้ฝ่าเท้า ร่างของฉันพลัดตกลงไปในช่องว่างระหว่างเปลือกโลก ลอยคว้างผ่านมวลอากาศ หูของฉันอื้ออึง ฉันภาวนาให้ทุกอย่างจบลง เตรียมพร้อมที่จะแหลกสลายเมื่อร่างปะทะกับเบื้องล่าง แต่มันก็ไปไม่ถึงสักทีราวกับยังไม่ถึงเวลา”
“ร่างกายคงกำลังปรับตัว ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น” วลาให้กำลังใจ แต่แววตาฉายความกังวล พวกเขารีบก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าจนกระทั่งสัญญาณบอกเวลา
3
นลันเคยผลิตรายการให้กับสื่อออนไลน์ เขาได้งานหลังเรียนจบภายในไม่กี่สัปดาห์ เพราะเคยมีประสบการณ์ฝึกงานในช่วงปิดภาคเรียน ในขณะที่เพื่อนในรุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลานานหลายเดือน บางคนหางานไม่ได้จนต้องไปเรียนต่อ เขาตั้งใจทำงานตั้งแต่วันแรก ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างครบถ้วน แต่ก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอความคิดใหม่ๆ เวลาผ่านไปหลายปี เขาได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบโครงการต่างๆ นอกเหนือจากงานที่ทำอยู่เป็นประจำ เช่น โครงการความร่วมมือกับสื่อต่างประเทศ
สำนักงานตั้งอยู่ในย่านกลางเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทุกเช้านลันนั่งรถไฟฟ้าจากคอนโดไปบริษัท ผู้โดยสารหนาแน่นจนไม่มีที่นั่ง เขาเหม่อมองตึกสูงคล้ายป่าคอนกรีต ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆครึ้ม สัญญาณของฤดูฝนที่กำลังเข้ามา ผู้คนรอบตัวส่วนใหญ่ก้มหน้าจ้องโทรศัพท์ เขาหลับตาด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อคืนทำงานหนักถึงเที่ยงคืนเพื่อให้ทันกำหนด ความเงียบและอากาศเย็นทำให้เกือบหลับไป รู้สึกตัวเมื่อรถไฟฟ้าประกาศจอดเทียบชานชาลา
บริษัทตั้งอยู่บนอาคารสูงเสียดฟ้า นลันออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าและเดินไปตามทางเชื่อม แสกนบัตรเข้าอาคารและกดลิฟต์ขึ้นชั้นบน ถ้าไม่นับแม่บ้าน นลันมาถึงเป็นคนแรกเช่นเคย สำนักงานแบ่งออกเป็นสัดส่วน แต่เปิดโล่งเพื่อส่งเสริมให้พนักงานใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การออกแบบพื้นที่โดยปราศจากฉากกั้นยังช่วยลดลำดับชั้นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรที่มาจากหลากหลายช่วงวัย เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานมุมห้องที่โปรดปรานเป็นพิเศษ มองออกไปนอกกระจกเห็นเมืองที่ขยายออกไปทุกทิศทาง รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นลันเปิดคอมพิวเตอร์และเดินไปชงกาแฟ กลิ่นไอคาเฟอีนสีดำปราศจากน้ำตาลคือตัวกระตุ้นอย่างดีที่ทำให้เขาผ่านพ้นแต่ละวันไปได้ บางวันเขาดื่มมากกว่าสามแก้ว ในช่วงที่งานหนัก เขาต้องพึ่งยานอนหลับเพื่อให้ร่างกายได้พักและตื่นมาทำงานได้ในวันถัดไป เขายอมรับว่ามีความกังวลอยู่บ้าง ในทุกๆ ปีจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด ความผิดพลาดใดๆ ล้วนส่งผลต่อสถานะการจ้างงาน
นลันเดินกลับมาที่โต๊ะ ไม่มีเอกสารอะไรที่ต้องรีบสะสาง เขาเริ่มต้นวันด้วยการติดตามข่าวสารบ้านเมือง ดูตารางนัดหมายสำคัญ เปิดอีเมลและทยอยตอบข้อความ ส่วนมากเป็นบทสนทนาระหว่างเขากับแหล่งข่าว กดไล่มาเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดชะงัก
จดหมายเลิกจ้าง
นลันเปิดอ่านข้อความข้างใน บริษัทแจ้งว่ากำลังปรับโครงสร้างเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จำเป็นต้องปลดพนักงานบางส่วนออกเพื่อลดต้นทุน ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยทำงานแทนพนักงาน ทำให้หลายตำแหน่งไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป จดหมายยังพูดถึงเงินชดเชยและสวัสดิการต่างๆ นโยบายมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอให้พนักงานที่ได้รับจดหมายดำเนินการทันที หากมีอะไรสงสัยขอให้ติดต่อฝ่ายบุคคล
นลันนั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูก แม้จะมีความกังวลมากขนาดไหนก็ตาม เขาไม่เคยคาดคิดว่าเหตุการณ์ตรงหน้าจะเกิดขึ้นกับเขา ข้อความในจดหมายวิ่งไปมาในหัว เขานั่งคิดว่าควรทำอย่างไรดีแทนที่จะรีบเก็บของออกไปจากบริษัท เขาตัดสินใจขอเข้าพบผู้จัดการ เลขานุการแจ้งว่าเขากำลังเตรียมประชุมในตอนบ่าย แต่ในตอนนั้น ผู้จัดการเดินออกมาพอดี ให้เข้าไปนั่งรอข้างใน
ห้องทำงานตกแต่งอย่างเรียบหรู ผนังสีดำตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อน ภาพวาดศิลปินชื่อดังบ่งบอกรสนิยมได้เป็นอย่างดี ฝีแปรงสีน้ำมันสะบัดไปมาอย่างอิสระ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หนังสือส่วนใหญ่บนชั้นวางเกี่ยวกับธุรกิจและเทคโนโลยี ผู้จัดการมีอายุมากกว่าเขาสิบกว่าปี แต่มีความคิดเปิดกว้างและติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลก จะว่าไปพวกเขาแทบไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ มีแค่วันแรกๆ ที่เคยรับเข้าทำงานเมื่อหลายปีมาแล้ว
“ว่าไงนลัน”
“ผมได้รับจดหมายเลิกจ้างเมื่อเช้าครับ” เขาเกริ่น “ผมผ่านการประเมินทุกครั้ง แต่ไม่เข้าใจว่า…”
“ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งหรอก” ผู้จัดการกล่าวเสียงเรียบ “ผมรู้ว่าคุณทำได้ทุกอย่าง แต่เราจำเป็นต้องทำ”
“เพราะอะไรครับ”
ผู้จัดการลุกขึ้นเดินไปที่กระจกและมองออกไปข้างนอก
“คุณเห็นอาคารเหล่านั้นไหม”
“ครับ”
“เมื่อก่อนอาคารจำกัดอยู่แค่บริเวณนี้ ต่อมาค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถขยายได้อีกแล้ว ก็ต้องไปที่อื่น มันคือการแสวงหาโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ”
ฝนยามเช้าหยุดแล้ว ไอเย็นเกาะตัวบนกระจก ความเงียบปกคลุมจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน
“ว่ากันว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง มนุษย์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว แม้จะปรับปรุงหรือแก้ไขข้อบกพร่องใดๆ ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าเกิดขึ้นเพียงผิวเผินเท่านั้น มนุษย์จะค่อยๆ กลับสู่จุดเดิมราวกับพวกเขาถูกกำหนดค่าตั้งต้นเอาไว้แล้ว บางคนที่เชื่อในศาสนาก็บอกว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด บางทีความเป็นมนุษย์ก็เป็นปัญหานะ คุณคิดแบบนั้นไหม ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้ ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจนะ”
เสียงเคาะประตูดังหน้าห้อง “ใกล้เวลาประชุมแล้วค่ะ” เลขานุการแจ้งเตือน
“ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร แจ้งได้กับฝ่ายบุคคลนะ”
นลันตกงานตอนอายุ 30 ยังดีที่มีเงินเก็บและค่าชดเชยเลิกจ้างที่ช่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกสักระยะ แต่อย่างไรก็ตาม เขาพยายามสมัครงานใหม่ ติดต่อสอบถามคนรู้จักว่ามีตำแหน่งว่างหรืองานอื่นๆ บ้างไหม เวลาผ่านไปหลายเดือน ถ้าไม่นับอีเมลตอบกลับอัตโนมัติ แทบไม่มีบริษัทไหนตอบกลับมาเลยราวกับว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป มีบางแห่งที่นัดสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรับเข้าทำงาน อ้างว่าเขามีความสามารถเกินตำแหน่ง
เหตุการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นเดิม ถ้าไม่นับช่วงที่เข้าไปเปิดอีเมล เอาขยะลงไปทิ้งข้างล่าง หรือไปซื้ออาหารและนิตยสารที่ร้านสะดวกซื้อด้วยความหวาดระแวงว่าจะเจอคนรู้จัก นลันเอาแต่นอนอยู่ในห้องราวกับรอคอยให้โกโดต์ปรากฏตัวที่นี่ เขาไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่าควรเดินต่อไปอย่างไร หลับตาฟังเพลงจากแผ่นเสียงเก่า จมจ่อมอยู่กับความเฉื่อยชา ปล่อยให้ภาพบนหน้าจอโทรทัศน์เคลื่อนที่ผ่านสายตาไปมาราวกับว่าตัวละครเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตแทนเขาไปเรียบร้อยแล้ว
4
นลันพบรอยแดงที่เอวด้านขวา ในตอนแรกคิดว่าเผลอไปกระแทกอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่รู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บปวดใดๆ หลังจากนั้นไม่นาน ตัวเลขปริศนาปรากฏบนผิวหนัง เขาตัดสินใจไปโรงพยาบาล
“ร่างกายของคุณยังทำงานตามปกติ” หมอยื่นผลตรวจให้ “แต่…”
“แต่อะไรครับ”
“คุณกำลังหมดอายุ”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“พวกคุณวิวัฒนาการไปไกลกว่าพวกเราก็จริง แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ พวกคุณยังมีอายุขัย เมื่อหมดอายุ ชีวิตจะสิ้นสุดลง”
“หมายถึงตายเหรอครับ” นลันนึกถึงแม่
“ผมไม่แน่ใจว่าเรียกแบบนั้นได้ไหม” หมอนิ่งไปครู่หนึ่ง “แต่ว่าพวกคุณสามารถชะลอวันหมดอายุได้ การยกระดับจะช่วยให้ร่างกายที่ถดถอยกลับมาทำงานได้ดีขึ้น”
5
แม้จะเริ่มปรับตัวได้แล้ว นลันยังหลงทางในเคหสถานแห่งใหม่ อาคารรูปร่างหน้าตาคล้ายกันจนแยกไม่ออก ตึกสีขาวใหม่เอี่ยมไม่มีรอยด่างพร้อยแม้แต่นิดเดียวราวกับผิวหนังลอกคราบได้เอง แม้ไม่มีป้ายหรือสัญลักษณ์ แต่ทุกคนเดินไปมาได้อย่างง่ายดาย ในช่วงที่ไม่มีภาระหน้าที่ใดๆ นลันเดินสำรวจรอบๆ รวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายหล่นหายไปที่ไหนสักแห่ง แต่ก็มักจะลงเอยด้วยการขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่เพื่อหาทางกลับมาที่หอพักราวกับว่าได้สูญเสียความสามารถในการบอกทิศทางไปแล้ว
นลันปล่อยให้วลาเดินนำทาง เขาหันกลับไปมองทวินันท์และวรดาที่เดินตามมาเป็นระยะ ทุกคนเข้ามายกระดับที่ศูนย์ฯ รุ่นเดียวกัน วลาเคยทำงานวิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัทชั้นนำ ทวินันท์เคยทำงานศิลปะก่อนจะเริ่มสูญเสียการมองเห็น วรดาเคยทำงานวิจัยในสถาบันวิทยาศาสตร์ พวกเขาลัดเลาะไปตามทางเดินท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี เสียงเพลงบรรเลงเบาลง ยิ่งไกลออกไปจากความวุ่นวาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบราวกับว่ากำลังก้าวเข้าสู่อีกดินแดนหนึ่ง
ตึกรูปโดมปรากฏในระยะสายตา ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามกลุ่มที่ถูกจัดไว้ นลันเอื้อมมือไปเปิดท้ายทอยด้านหลัง เอนตัวลงนอนเชื่อมต่อกับระบบ สมาชิกยกระดับที่นี่วันละหลายชั่วโมง เวลาได้เชื่อมต่อ นลันเหมือนอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น พบตัวเองอยู่ในพื้นที่ว่างไร้ขอบเขต พวกเขาตัดขาดออกจากโลกภายนอก ไม่ยอมให้สิ่งอื่นเข้ามารบกวนจนงานเสร็จสิ้น เขาจะค่อยๆ รู้สึกตัว ลุกจากเตียง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ นั่งพักให้ร่างกายและจิตใจกลับเข้ารูป เขารู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรงมากขึ้น เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว กระตือรือร้นต่อสิ่งรอบตัว ทำงานได้มีประสิทธิภาพราวกับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่
นลันไม่เข้าใจกระบวนการยกระดับมากนัก กล่าวโดยย่อ เจ้าหน้าที่เทียบเคียงให้เห็นเหมือนกับการกระโจนลงไปแหวกว่ายในทะเลเพียงเพื่อจะผุดโผล่กลับมา ร่างกายของพวกเขาเป็นเพียงภาชนะบรรจุสสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจต้องการ
สมาชิกส่วนใหญ่แยกตัวเองออกจากสังคมราวกับพวกเขาคือคนอีกจำพวก แต่การยกระดับนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี นลันพยายามติดตามข่าวสารโลกภายนอกจากหนังสือพิมพ์ในห้องสมุด ใช้เวลาพูดคุยกับสมาชิกคนอื่นๆ ให้มากขึ้น ถกเถียงประเด็นต่างๆ ในสังคม เขาเริ่มเล่าให้คนอื่นฟังว่าจะออกไปทำอะไร ชวนให้คนรอบตัววางแผนอนาคต บทสนทนาเหล่านี้ทำให้เขามีจุดมุ่งหมาย เมื่อได้ทำเครื่องหมายกากบาทตามจุดต่างๆ เขาจะไม่มีวันหลงทาง
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ นลันกลับรู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิมราวกับร่างกายดึงเอาพลังงานในอนาคตมาใช้ เขานอนหลับได้ไม่เต็มที่ รู้สึกเฉื่อยชาและวิตกกังวล สมาชิกคนอื่นๆ ต่างแสดงอาการแบบเดียวกัน พวกเขาคล้ายคนอดหลับอดนอน ไม่พูดไม่จากับใคร ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง นลันเดินผ่านสมาชิกที่นั่งในสนามหญ้า แววตาเหม่อลอยราวกับว่าวิญญาณหลุดออกจากร่าง เขาเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความกลัวว่าตัวเองอาจจะลงเอยเช่นนั้น
เมื่อหมดอายุ ชีวิตจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างจะสิ้นสุดทันทีหรือไม่ คำถามตรงหน้าลอยคว้างปราศจากคำตอบ
นลันนั่งตรงข้ามวลาที่โรงอาหาร ที่นั่งข้างๆ ว่างเปล่า
“นายได้ยินเรื่องของทวินันท์และวรดาแล้วใช่ไหม”
“เกิดอะไรขึ้น”
“พวกเขาหมดอายุแล้ว”
“เป็นไปได้ยังไง”
“เจ้าหน้าที่พบร่างเมื่อเช้า”
“แต่พวกเรากำลังยกระดับไม่ใช่เหรอ”
“ผมคิดว่าในทุกๆ ครั้งที่ยกระดับ มันทั้งได้และเสียไปพร้อมๆ กัน ร่างกายอาจจะทำงานได้ดีขึ้นก็จริง แต่ระบบก็สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือพวกเราจะอยู่ในสภาวะพึ่งพิง ต้องยกระดับต่อไปเรื่อยๆ” วลาว่า “แต่ปัญหาก็คือการยกระดับไม่สามารถเปลี่ยนข้างในได้”
“ข้างในอย่างนั้นเหรอ”
“จะเรียกว่าจิต วิญญาณ หรืออะไรก็ช่าง พวกเราเปลี่ยนค่าที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าไม่ได้ บอร์กไม่ต่างอะไรจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีชีวิตได้ไม่นานก็กลายเป็นแค่ขยะ”
“ไม่จริง” นลันเสียงสั่น
“ความผิดปกติเล็กๆ น้อยจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนในที่สุด…”
“แล้วจะยกระดับไปเพื่ออะไร”
“ไม่มีใครอยากหมดอายุง่ายๆ หรอก ผมต้องทำงานดูแลครอบครัว พ่อเชื่อว่าผมจะเปลี่ยนชีวิตทุกคนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่มีทางตกรุ่นเหมือนพวกเขา คุณก็รู้ว่ามนุษย์อ่อนแอแค่ไหน ยอมแพ้และฝากความหวังลมๆ แล้งๆ ไว้กับคนรุ่นถัดไป ไม่มีใครคิดหรอกกว่าพวกเราจะหมดอายุ” วลาเขี่ยอาหารที่เหลือไว้ข้างจานและรวบช้อน แววตาฉายความมุ่งมั่น “พวกเรามาช่วยกันหาทางรอดดีกว่า ผมเคยได้ยินมาว่ามีคนผ่านการทดสอบและกลับสู่โลกภายนอกได้”
นลันและวลาเตรียมตัวสำหรับการทดสอบย่อยที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วลาไปสืบเสาะมาจนรู้ว่าควรต้องเตรียมตัวอย่างไร แทนที่จะนั่งจับเจ่าหมดอาลัยตายอยากที่สนามหญ้า วลาสร้างตารางงานอดิเรกโดยเฉพาะเพื่อทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากกิจกรรมภาคบังคับของโครงการยกระดับ พวกเขาไปวิ่งตอนเช้ามืดและตีเทนนิสทุกเย็น เมื่อมีเวลาว่าง นลันอ่านหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุด วลากลับไปเล่นกีตาร์ที่เคยหยุดไปตั้งแต่ทำงาน
นลันใช้โอกาสนี้สังเกตสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น เขายังคงสำรวจเส้นทางในศูนย์ฯ แม้อาคารจะดูเหมือนกันไปหมด วลาคอยชี้ให้เห็นร่องรอยบางอย่างที่ช่วยบ่งบอกตำแหน่งแห่งหนของเขาบนโลกใบนี้ ร่องรอยเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่วัตถุ แต่อาจจะเป็นใบหน้าคุ้นเคย มือที่จับไว้ในวันที่เขาหลงทาง หรือรอยเท้าที่ใครบางคนทิ้งไว้ข้างหน้า ร่องรอยจะช่วยนำทาง ไม่ปล่อยให้นักสำรวจพลัดหลงไปกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“จะทำไปทำไมถ้าสุดท้ายพวกเราต้องหมดอายุแบบทวินันท์ วรดา และคนอื่นๆ” นลันเผยความกลัวลึกๆ ออกมา
“เพื่อทวงเวลากลับมาไง”
“หมายความว่าอะไร”
“ผมแลกเวลาทั้งหมดในชีวิตกับสิ่งที่ทำให้ผมอยู่รอด ผมแค่หวังว่าจะมีเวลาเหลือให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่ต้องทำ”
เมื่อวันสำคัญมาถึง นลันตื่นก่อนฟ้าสาง ลืมตาในความมืดสลัว คิดทบทวนสิ่งที่วลาเคยบอก ทำใจให้สบายและเตรียมตัวรับมือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นลันและวลาเจอกันที่ห้องทดสอบตามเวลานัดหมาย พวกเขาสบตาและพยักหน้าให้กำลังใจกัน ต่างคนต่างใช้เวลาที่เหลือรวบรวมสมาธิ เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้เข้าไปข้างใน นลันพยายามข่มความวิตกกังวลที่พลุ่งพล่านขึ้นมาฉับพลันจนไม่ทันสังเกตความผิดปกติของรุ่นพี่ วลาเคลื่อนไหวได้ช้าลงราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง แววตาว่างเปล่า แต่ดูเหมือนว่าสายเกินกว่าจะแก้อะไรได้แล้วเมื่อสมาชิกทั้งหมดก้าวเท้าเข้าไปในห้องทดสอบ
นลันสัมผัสได้ว่าการเชื่อมต่อในครั้งนี้แตกต่างออกไป โจทย์เคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็วจากหลายทิศทาง เขาพยายามควบคุมร่างกายและจิตใจให้ทำงานสอดประสานกันราวกับตัวตลกที่โยนรับลูกบอลหลายลูกสลับกัน ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจจะทำให้ทุกอย่างพังทลาย เขาแก้ไขปัญหาที่ทะลักเข้ามาราวกับมวลน้ำ ความกดดันและอุณหภูมิภายในร่างกายพุ่งสูงจนได้ยินเสียงระเบิดจากที่ไหนสักแห่ง ก่อนทุกอย่างจะค่อยๆ เบาลงจนไม่รู้สึกตัว
นลันตื่นขึ้นมาในห้องสีขาว กลิ่นอบอวลในอากาศผสมกับกลิ่นน้ำยา เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก ปรับสภาพให้คุ้นชินกับแสงสังเคราะห์ ความทรงจำสุดท้ายพร่าเลือน ปวดระบมไปทั่วร่างกายจนลุกแทบไม่ไหว จังหวะชีพจรและตัวเลขต่างๆ ปรากฏบนหน้าจอ
โรงพยาบาลประจำศูนย์ฯ แจ้งว่าเขาหมดสติระหว่างการทดสอบ ต้องรักษาตัวจนกว่าจะหาย
“โชคดีนะที่ไม่เป็นอะไรมาก” หมอว่า
“เกิดจากอะไรครับ”
“คุณยังไม่สามารถจัดการข้อมูลมากขนาดนั้นได้ แต่ถ้ายกระดับไปเรื่อยๆ จะช่วยเพิ่มศักยภาพ”
ช่วงเวลาที่พักฟื้นในโรงพยาบาล เขาไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากนอนสลับกับดูโทรทัศน์ที่ฉายรายการประโลมโลก ใบหน้าของวลาแวบเข้ามา
นลันใช้เวลาคิดทบทวนสิ่งต่างๆ เอื้อมมือไปสัมผัสวันหมดอายุที่ยังไม่หายไปไหนราวกับอายุขัยของเขาถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้น การยกระดับไม่ใช่ทางรอด แต่เป็นเพียงการยื้อเวลา ในโลกที่ต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปลายทางอยู่ที่ไหนกันแน่ หรือจริงๆ แล้วอาจไม่มีปลายทางรออยู่ พวกเขากลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนของอะไรบางอย่างที่ต้องรีดเค้นผลิตภาพออกมา สิ่งมีชีวิตก็ไม่ใช่ จะไร้ชีวิตก็ไม่เชิง ยังไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีชีวิตอยู่เช่นกัน
6
เมื่อนลันออกจากโรงพยาบาล ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเช่นเดิม อาจไม่มีใครสังเกตว่าสมาชิกบางคนหายไป วลาหมดอายุในวันทดสอบย่อย รถบรรทุกขยะอิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนตัวออกไป หนังสือของกามูส์เปิดค้างไว้ที่ซิซีฟัส เขารีบบันทึกความคิดลงในสมุดราวกับกลัวว่าตัวตนที่เหลืออยู่จะระเหยหายไปในอากาศ
“ม่านหมอกปลาสนาการ
พบตัวเองในอุโมงค์ทอดยาว
ฟื้นตื่นจากคืนก่อน วันก่อน หรือชีวิตก่อน
ภายในมืดชื้นแฉะ มีเพียงเสียงเท้าย่ำน้ำขัง
งุนงงโอนเอนไร้สิ่งรองรับเบื้องล่าง
วันแล้ววันเล่าที่เดินไปข้างหน้าเพื่อกลับมาที่เดิมราวกับมดไต่แถบโมเบียสจากข้างนอกสู่ข้างในกลับไปกลับมาจนพร่าเลือน
แสงที่ปลายอุโมงค์ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
มันเพียงนำไปสู่อุโมงค์ถัดไปนับอนันต์
จนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง”
นลันยังคงยกระดับอยู่ในศูนย์ฯ สับสนระหว่างการเป็นแค่ฟันเฟืองในระบบกับการโอบกอดชะตากรรมอย่างมีศักดิ์ศรี เขาไม่มีคำตอบใดๆ ใช้ชีวิตไปวันต่อวันจนถึงวันหมดอายุ






No Comment! Be the first one.