บรรณาธิการ และภาพประกอบ โดย วัลคุ์วดี ชุมจุล บรมสุขของปรสิต
กิตตินันต์ สวัสดี พาเราเดินทางเข้าสู่ “นครมนุษย์เห็บ” เมืองที่ซ่อนภาพสะท้อนของสังคมการเมืองเอาไว้อย่างแยบยล...
เรื่องสั้นแฟนตาซี ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนๆ หนึ่ง เริ่มต้นด้วยความตายและได้เกิดใหม่มาเป็นสัตว์ที่ผู้คนต่างรังเกียจ รวมไปถึงสัตว์ขนปุย กิตตินันต์ สวัสดี พาเราเดินทางเข้าสู่ “นครมนุษย์เห็บ” เมืองที่ซ่อนภาพสะท้อนของสังคมการเมืองเอาไว้อย่างแยบยล ผ่านสายตาของตัวละครที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ เสียดสีนักการเมืองอย่างคมคาย แต่ในขณะเดียวกันก็แทรกกลิ่นอายของธรรมะเข้าไปในทุกบรรทัด จนผู้อ่านรู้สึกราวกับกำลังนั่งฟังธรรมในรูปแบบของเรื่องสั้น เข้าถึงง่าย ลึกซึ้ง และเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไม่รู้ตัว
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความแฟนตาซีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การได้เห็น “ความเป็นมนุษย์” ซ่อนอยู่ในร่างของสัตว์ตัวเล็กๆ และคำถามที่ผู้เขียนทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้ชวนคิดตลอดทั้งเรื่องคือ “การเกิดใหม่ในทุกครั้ง ตัวละครได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดที่เคยทำไว้บ้าง?”
๑

คณาธิปจำได้ดีว่า วินาทีที่พวงมาลัยรถยนต์ อัดเข้ากับหน้าอก เสียงกระจกหน้ารถแตกเป็นเสี่ยงๆ กลิ่นยางล้อไหม้ ดวงอาทิตย์ในตาดับ
ไม่สว่างไสวเท่ากับภาพสไลด์พรีเซนเทชันในหัว มันคือแคมเปญโฆษณา “ยากำจัดเห็บชนิดหยด” ที่เขาเพิ่งผ่านการประชุมเคร่งเครียดมาสามชั่วโมง จิตสุดท้ายที่ยึดโยงอยู่กับความเกลียดชังและการทำลายล้างสิ่งมีชีวิตแปดขาตัวจ้อย ได้ถักทอแรงกรรมดึงดวงวิญญาณของเขาดิ่งลงสู่ห้วงมืด แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่มเงาขนสั้นสีน้ำตาลอ่อนของสุนัขพันทางตัวหนึ่ง
เขาไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่เกิดเป็น “เห็บ” ทว่ายังคงความจำเดิมของเขาไว้
คณาธิปตระหนักถึงความน่าเกลียดชังของเผ่าพันธุ์ตนเอง เขาปฏิเสธที่จะฝังปากแหลมคมลงบนผิวหนังอุ่นเพื่อสูบเลือด เขาเลือกประทังชีวิตด้วยหยาดน้ำค้างและน้ำเปล่าที่ไหลผ่านตัวสุนัขยามฝนตก ราวกับโยคีผู้ถือศีลอดแต่จิตวิญญาณสว่างไสว เขารณรงค์ให้เห็บตัวอื่นหันหลังให้กองเลือด ละทิ้งสัญชาตญาณสัตว์เดรัจฉานเพื่อยกระดับจิตวิญญาณ การเดินทุกก้าวที่เหยียบไปบนผิวสุนัขเขาตระหนักรู้ แม้หยุดเขาก็รู้สึก ตัวตนของเขาค่อยๆ แตกสลาย จนเห็นความไม่มีอยู่จริงของตนเอง สองปีเต็มในร่างนั้น คณาธิปตายลงด้วยความหิวกระหายทางกายภาพ แต่เต็มเปี่ยมด้วยอิ่มเอมทางจิต
๒
แรงกรรมแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่ได้ส่งเขาไปถึงสวรรค์หรือกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ แต่นำพาเขามาสู่ภพภูมิที่อยู่ตรงกลาง “นครมนุษย์เห็บ” ดินแดนที่ประชากรมีสองแขนสองขาเหมือนมนุษย์ แต่โครงสร้างภายในและใบหน้ายังมีส่วนผสมของสิ่งมีชีวิตที่ใครหลายคนรังเกียจ และสุนัขเองก็รังเกียจ พวกเขาทำการเลือกตั้ง และคณาธิปในชื่อใหม่ว่า “คช” ได้ขึ้นเป็นผู้นำประเทศด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายจากนโยบาย “อารยชนไม่ดื่มเลือด” รณรงค์ให้มนุษย์เห็บเลิกดูดเลือดกันเอง เพราะในนครแห่งนี้ แบ่งชนชั้นผ่านทางสายเลือด
โดยพวกชนชั้นสูงจะดูดเลือดกันเองในวงสังคมหรูหรา
ส่วนชนชั้นล่างที่ไม่มีอำนาจจะถูกบีบให้ไปดูดเลือดสุนัข จะพันธุ์แท้ หรือพันทางก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าสุนัขขนร่วงไม่แข็งแรง เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด ลงเอยต้องตายอย่างอเน็จอนาถ
กฎหมายกำหนดให้ดูดเลือดได้ไม่เกิน 50%
ของร่างกาย เพื่อให้ผู้ถูกดูดสามารถสร้างเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ทัน แต่ในเงามืด แสงสุจริตส่องไปไม่ถึง การก่ออาชญากรรม “ดูดเลือด 100% จนแห้งตาย” เกิดขึ้นรายวัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่โหยหาความรุนแรง เรียกร้องให้ใช้โทษประหารชีวิต ด้วยการจับอาชญากรโยนลงในถังน้ำมันเครื่องยักษ์จนขาดใจตาย คชต้องแบกรับแรงกดดันรอบด้าน ท่ามกลางเสียงตราหน้าจากฝ่ายตรงข้าม ว่าเขาคือ “ผู้นำที่อ่อนแอและขลาดเขลา” เพียงเพราะเขาไม่ดื่มเลือดเพื่อแสดงถึงอำนาจบาตรใหญ่
๓
ความล่มสลายของคชไม่ได้มาจากศัตรู แต่มาจากสายเลือดของเขาเอง ลูกสาวของเขาผู้มีจิตวิญญาณขบถ ไม่ได้ศรัทธาในลัทธิกินน้ำเปล่าของพ่อ เธอลักลอบเข้าไปในสังคมชั้นสูง และกระทำการอันเป็นข้อห้ามสูงสุด ที่ร้ายแรงกว่าการดูดเลือดพวกเดียวกันนั่นคือ “การลักลอบดูดเลือดมนุษย์จริงๆ”
ลูกสาวของเขาเชื่อในตำนานปรัมปราอันบิดเบี้ยวว่าการได้ดื่มกินเลือดของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอย่างมนุษย์ จะช่วยยกระดับจิตวิญญาณ ให้ชาติหน้าไปเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ผลตรวจเลือดจากกระทรวงยุติธรรมชี้ พบโมเลกุลเลือดมนุษย์ในตัวลูกสาว เขาเลือกที่จะไม่ใช้อำนาจคดโกง ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำทันทีเพื่อแสดงสปิริตทางการเมือง ทิ้งเก้าอี้ผู้นำให้แก่ “เทศ” นักการเมืองชั้นสูงผู้ทะเยอทะยาน และดื่มเลือดมนุษย์เห็บด้วยกันอย่างโอชะ
๔

เมื่อไร้ซึ่งหัวโขนทางการเมือง คชกลับสู่ความเงียบสงบ จิตที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
พุ่งทะยานขึ้นสู่ขีดสุดจนเขาสามารถ “อ่านจิตควบคุมใจ” ของมนุษย์เห็บทุกตัวในนครได้ชั่วฟ้าผ่าบนยอดไม้ วินาทีนั้นอัตตาฝ่ายต่ำกระซิบสั่ง ให้เขาใช้พลังนี้ควบคุมให้พวกชนชั้นสูงดูดเลือดกันเองจนแห้งตาย เพื่อกำจัดเทศและทวงคืนอำนาจอย่างชอบธรรม แต่คชมองเห็นวงจรอุบาทว์นั้น เขายิ้มให้ความทะยานอยากทางโลก แล้วปล่อยมันไป เลือกที่จะหันกลับมาดูจิตตนเองจนพบความว่างเปล่าที่แท้จริง
คืนค่ำหนึ่ง เทศ ผู้นำคนใหม่ผู้อิจฉาริษยาภาพลักษณ์อันบริสุทธิ์ของคช นัดเจออดีตผู้นำในตรอกมืด เทศต้องการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของผู้นำทางจิตวิญญาณ เขาโผเข้ากัดคอทันทีโดยที่คชไม่ขัดขืน เทศไม่ได้สูบเลือดอย่างเดียว แต่ทำในสิ่งตรงกันข้ามคือการ “ฉีดเลือดที่เต็มไปด้วยความโลภ ริษยา และสัญชาตญาณสัตว์เดรัจฉานของตนเอง เข้าไปในร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ของคช”
“กลืนกินมันซะ! กลืนกินความโสโครกของโลกใบนี้เข้าไป แล้วจงกลายเป็นเห็บเหมือนพวกเรา!” เทศคำรามก้อง
ร่างกายของคชชักกระตุกอย่างรุนแรงเมื่อพิษเลือดแห่งความทุกข์แล่นเข้าสู่หัวใจ น้ำเปล่าอันพิสุทธิ์ในกายถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน ความเจ็บปวดเจียนตายรุมเร้า แต่ดวงตาของคชยังคงนิ่งสนิท เขามองใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยความสะใจของเทศด้วยสายตาเปี่ยมเมตตาล้ำลึก สัจธรรมข้อสุดท้ายสว่างวาบในจิตคช
“โลกนี้ไม่มีที่สะอาดหรือที่สกปรก ไม่มีเห็บ ไม่มีมนุษย์ มีเพียงกระแสแห่งกรรมและมายาภาพ”
เทศยังคงสูบเลือดอันน้อยนิดและพลังชีวิตของคชอย่างหิวกระหาย เขานิ่งเฉยในตอนแรก มองตาเทศด้วยความเศร้าสลด แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดในวินาทีสุดท้ายรุนแรงเกินไป เมื่อเทศสูบเลือดไปถึงเก้าสิบเปอร์เซนต์จนร่างของคชผอมโซราวกับใบไม้แห้ง เทศสะบัดร่างของคชทิ้งลงกับพื้นโคลนอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปในความมืด
๕
คชนอนดิ้นรนเฮือกสุดท้ายบนพื้นเฉอะแฉะ ความตายกำลังเอื้อมมือมาจับ จิตที่เคยปล่อยวางและบริสุทธิ์ กลับถูกครอบงำด้วย “ความกลัวตาย” อันเป็นสัญชาตญาณดิบฝ่ายต่ำ ศีลห้าและอุดมการณ์กินน้ำเปล่าที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตพังทลายลงในวินาทีนั้น เขาละทิ้งทุกสิ่งเพียงเพื่อขอให้มีลมหายใจต่อไป
เขากระเสือกกระสนคลานไปตามความอุ่น จนพบสุนัขแม่ลูกอ่อนขนสีน้ำตาลพันทางตัวหนึ่งนอนให้นมลูกอยู่ในซอกตึก คชไม่สนถูกผิดอีกต่อไป เขาพุ่งเข้าฝังเขี้ยวลงบนเต้านมของแม่หมา สูบเลือดอุ่นๆ ของมันเข้ามาหล่อเลี้ยง ร่างที่เหือดแห้ง แม่หมาครางหงิง ดิ้นรนจนกระทั่งดวงตาของมันเบิกโพลงและแน่นิ่งไป เขาสูบเลือดทุกหยาดหยดจนแม่หมาตายคามือ
แต่กายหยาบของเขา ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับโลหิตของเดรัจฉาน เลือดสุนัขที่มีแบคทีเรียและโมเลกุลต่างออกไปทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรง เลือดในกายของคชเดือดพล่านราวกับน้ำกรด เขากระอักเลือดออกมาเป็นสาย ความเจ็บปวดทรมานแผ่ซ่านไปทุกอณูเนื้อ เขาตายตกไปตามแม่หมาอย่างอนาถ ท่ามกลางเสียงร้องหิวนมของลูกหมาครอกนั้น เป็นการตายที่ไร้เกียรติ ทรยศต่อตนเอง และดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดของภพภูมิ
๖


แรงกรรมจากการทรยศอุดมการณ์และพรากชีวิตแม่หมาที่น่าสงสาร ดึงจิตสุดท้ายของคชดิ่งลงสู่ความมืดมิด เขาไม่ได้ไปสวรรค์ ไม่ได้กลับไปเป็นมนุษย์เห็บ คชลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในความอับชื้นและอบอุ่น
เขาเกิดใหม่เป็น “ลูกหมาตาบอด” ในครอกถัดมาของสุนัขจรจัด
โลกภายนอกของเขาไม่มีสีสัน ไม่มีภาพมนุษย์เห็บ ไม่มีบัลลังก์ผู้นำ มีเพียงความมืดมิดสนิทรอบด้าน ยินเพียงเสียงกระแสลม ในความมืดบอดอันเป็นที่สุดนั้นเอง จิตของคชกลับไม่ต้องรับรู้มายาภาพของโลกอีกต่อไป เขาไม่ต้องเห็นการแบ่งชนชั้น ไม่ต้องเห็นความหลงผิดในดวงตาของลูกสาว ไม่ต้องเห็นความโสโครกของสงครามแย่งชิงเลือด
เมื่อตาเนื้อบอดสนิท “ตาใน” หรือดวงตาแห่งปัญญา จึงเบิกกว้าง ในความมืดมิดนั้น คชเริ่มเห็นแสงสว่างรำไร เป็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงแห่งการละวางอย่างแท้จริง เขาเข้าใจแล้วว่า ที่ผ่านมาความพยายามจะเปลี่ยนโลก ความพยายามเข้าถึงความบริสุทธิ์ หรือความกลัวตาย ล้วนเป็นเพียง
“อัตตา” ที่เขาสร้างขึ้นมาครอบตัวเองทั้งสิ้น
ลูกหมาตาบอดตัวจ้อยซุกตัวเข้าหาอกอุ่นของแม่หมาตัวใหม่ ละทิ้งความทรงจำเรื่องคช เรื่องเทศ และเรื่องนครมนุษย์เห็บไปจนสิ้น จิตของเขาหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า ปราศจากความทะยานอยากร้างไร้ความโกรธแค้น แสงสว่างรำไรในใจค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นความสว่างไสวอันไม่อาจประมาณได้
ในแสงนั้นเขาได้ยินเสียงครางอิ๋งๆ ของพี่น้องร่วมครอก ที่ทนความหนาวของอากาศรอบกายไม่ไหว สุนัขตาบอด แต่ใจไม่บอด ขยับเอาหน้าท้องตัวเองเข้าไปแนบชิดกับแผ่นหลังของเจ้าขี้หนาวตัวนั้น ให้เขาได้อบอุ่นขึ้น ด้วยกายสัมผัสกาย ใจสัมผัสใจ บรมสุขของคนอื่นอาจเป็นนิพพาน แต่สำหรับคช คือการส่งต่อความสุขให้ผู้อื่นไม่มีที่สิ้นสุด



No Comment! Be the first one.