Table of Contents
การอ่านหนังสือหนึ่งเล่มเปรียบเสมือนเราได้ก้าวเข้าไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่ผู้สร้างเนรมิตขึ้น เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกระดาษ รับรู้ถึงกลิ่นหมึก ใช้สายตาไล่ไปตามระหว่างบรรทัด ทำให้เราหลุดเข้าไปในโลกของตัวอักษรของ กิตติศักดิ์ คงคา หรือคุณเบส นักเขียนนวนิยายชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังผลงานอันยอดเยี่ยม เช่น จวบจนสิ้นแสงแดงดาว, หนึ่งนับวันนิรันดร, กาสักอังก์ฆาต และอีกมากมาย ซึ่งคุณเบสเป็นที่รู้จักและมีหมวกหลายใบทั้ง กิตติศักดิ์ คงคา, นายพินต้า, ลงทุนศาสตร์ และบทบาทของการเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ 13357 Publishing
ทว่าจุดเริ่มต้นของคุณเบสกลับไม่ได้เริ่มต้นบนเส้นทางสายอักษรมาตั้งแต่ต้น เขาเกิดและเติบโตที่จังหวัดนครปฐม โดยเลือกเรียนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชายผู้บาลานซ์บทบาทการเป็นศิลปินและนักธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง คุณเบสคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลุกกระแสวรรณกรรมไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง จนเกิดเป็นความสงสัยและแรงบันดาลใจที่ทำให้ Spikewrite อยากทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ว่าอะไรคือเบื้องหลังชุดความคิดที่รังสรรค์เรื่องราวในงานเขียนออกมาได้อย่างหลากหลายและทรงพลัง Spikewrite จะพาทุกท่านมาร่วมหาคำตอบและทำความรู้จักตัวตนของเขาไปพร้อมกันในบทสัมภาษณ์นี้
1 จุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียน ชายหนุ่มผู้อยากสร้างโลกในแบบของตัวเอง
ทำไมถึงเลือกเรียนคณะเภสัชศาสตร์ เป็นเพราะธุรกิจที่บ้านด้วยรึเปล่า
ใช่ ที่บ้านเป็นโรงงานยา จริง ๆ อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็ก แต่ที่บ้านบอกว่าเป็นนักเขียนไม่จำเป็นต้องเรียนโดยตรง แต่ความรู้ด้านการผลิตยามันต้องเรียนโดยตรงเลยเรียนเภสัชมาเพื่อทำธุรกิจที่บ้าน แล้วก็ตั้งใจว่าเดี๋ยวพอโตมาค่อยมาทำอะไรที่อยากทำอีกทีนึง
ที่ว่าอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็กนี่คืออายุประมาณเท่าไหร่
อยากเป็นนักเขียนตอนอายุประมาณ 12 เริ่มต้นจาก ‘เพชรพระอุมา’ ม.1 พออ่านแล้วรู้สึกว่าโลกมันมหัศจรรย์มาก รู้สึกพิเศษ พออ่านหนังสือแล้วเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นจริง ๆ มันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และอยากทำบ้างเลยอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่เด็ก
เริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอน 12 ถูกไหม
อ่านแบบชอบติดจริงจังตอนอายุประมาณ 12 คือก่อนหน้านั้นก็อ่านบ้าง แต่อ่านแบบหนังสือนอกเวลา หนังสือนิตยสาร หนังสือที่วางอยู่ในบ้าน ไม่ได้อ่านเป็นแพสชันไม่ได้อ่านเป็นจริงจัง แต่จุดที่เทิร์นนิงว่าอยากอ่านสิ่งนี้มาก ๆ คือประมาณ ม.1 ตอนอายุ 12
ตอนนั้นเริ่มมีความคิดว่าอยากเป็นนักเขียนเลยไหม หรือว่าอ่านนาน ๆ แล้วถึงอยากเป็น
จริง ๆ เริ่มแปบเดียวก็อยากเป็นนักเขียนเลย คือเราอาจจะไม่ได้มองการเขียนเป็นเรื่องที่แบบยากด้วยมั้ง ตอนนั้นคิดว่าเราเขียนนิดเขียนหน่อยน่าจะนับว่าเป็นนักเขียนได้แล้ว เราไม่ได้มองตัวเองว่าแบบต้องเขียนเพชรพระอุมา 48 เล่ม อะไรแบบนี้ ตอนนั้นแค่อยากเป็นแต่ไม่ได้เขียนจริงจัง
อะไรที่ทำให้อยากมาเป็นนักเขียน
เพราะรู้สึกว่าโลกของการเขียนมันทำให้คนเข้าไปอยู่ข้างในนั้นได้ คือตอนเราอ่านเพชรพระอุมา มันเหมือนกับว่าเปิดปุ๊บแล้วรอบด้านเปลี่ยนกลายเป็นป่าเลย ด้วยความที่หนังสือที่เราอ่านมันทรงพลังมาก ๆ เราเลยอยากจะทำแบบนั้นกับคนอื่นบ้าง เราอยากสร้างโลกขึ้นมาบ้าง
เรียนจบมาแล้วทำงานเลยรึเปล่า
จบมาแล้วทำงานที่บ้านก่อน คือทำงานโรงงานยามาตลอดแต่ก็ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง อยู่ที่โรงงานยามาตั้งแต่เรียนจบทำงานรับเงินเดือนที่นี่มาทั้งชีวิต หลังจากนั้นอาจจะทำงานพิเศษอย่างอื่น อย่างช่วงแรกจริงจังกับการเป็นนักลงทุนแล้วก็ไปทำงานสายการเงินอยู่บ้าง อินฟลูเอนเซอร์ จนหลัง ๆ เบื่อแล้วย้ายมาทำเป็นนักเขียน
แล้วตอนนี้ทำงานอะไรอยู่บ้าง เหมือนเห็นคุณเบสอยู่ทุกแพลตฟอร์ม
ถ้านับเป็นงานหลักตอนนี้ งานที่ 1 โรงงานยา งานที่ 2 นักลงทุน งานที่ 3 นักเขียน งานที่ 4 ทำสำนักพิมพ์ และงานที่ 5 ทำยูทูป งานมันจะเหลื่อม ๆ กัน เพราะว่าเราพยายามจะแชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกัน แต่โรล มิสชัน หรือโนว์ฮาว (Know-how) ในการทำมันค่อนข้างต่างกัน อย่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์มันดูใกล้กันมากแต่จริง ๆ ชุดความรู้ที่ใช้ในการทำงานมันคนละสาย คนละแบบ เราเลยนับว่าเป็นงานที่แยกจากกัน
พาร์ทการเป็นนักเขียนเริ่มตั้งแต่ตอนที่อายุ 12 เลยไหม
เริ่มเขียนจริงจังถ้าเอานิยายเป็นปี 2018 แต่ถ้าเป็นเขียนบทความเขียนเพจปี 2015 จริง ๆ เขียนงานทำเพจด้านการลงทุนมาประมาณ 3-4 ปีก่อน แล้วค่อยมาทำนิยายอย่างจริงจัง ทำแยกจริง ๆ 2018 มีนิยายเรื่องแรก
ชอบอ่านนิยายสไตล์ไหนเป็นพิเศษ หรือวรรณกรรมที่ชอบแล้วอยากแนะนำบ้างไหม
สำหรับผม ผมจะชอบงานแบบที่ผมชอบเขียน งานหลัก ๆ กลุ่มที่ 1 คือแนวสืบสวนสอบสวนแบบทรูดีเทคทีฟ มีนักสืบแล้วไม่มีเส้นเรื่องอย่างอื่นมีแค่สืบอย่างเดียว ชอบแบบโคนัน, นักสืบ Q, อกาธา คริสตี้, เคโงะ, เชอร์ล็อกโฮมส์ กลุ่มที่ 2 คือไซไฟ (Sci-fi) เน้นกึ่งแฟนตาซีวิทยาศาสตร์ ชอบเคนหลิวกับ ‘สิงโตนอกคอก’ และกลุ่มที่ 3 คือดราม่าเข้มข้น เช่น ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ หรือว่า ‘ด้วยรักและผุพัง’ จริง ๆ ชอบงาน 3 แนวหลักคือ สืบสวน, ไซไฟ และดราม่า
เห็นงานของคุณเบสใส่นักเขียน กวี นักปรัชญาคลาสสิกหลายคน มีใครที่โดนใจเป็นพิเศษหรือแนวคิดของพวกเขาที่ชอบไหม
จริง ๆ ชอบเยอะมาก คือพอเราใช้ชีวิตมา 30 กว่าปีเราพอจะคิดอะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว เราจะรู้สึกตื่นเต้นกับคนที่สามารถคิดอะไรที่เราคิดไม่ได้ ถ้าเอาแบบเป็นนักคิดชอบ ‘คาลิล ยิบราน’ กับ ‘อัลแบร์ กามูส์’ พอเราฟังจากเขาแล้วเรารู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มาก ๆ ผมไม่ได้มองว่ามันต้องเล่าเรื่องผ่านมาทางเรื่องเล่าแบบไหน จะเป็นแบบซีรีส์ ภาพยนตร์ นิยาย บทกวี หรือแม้กระทั่งความเรียง แต่ผมจะตื่นตะลึงกับความคิดที่ผมคิดเองไม่ได้มากกว่า ถ้าถามถึงความเป็นนักเขียนคือชอบคนเยอะแยะ เพราะว่าเป็นนักเขียนอ่านงานอันไหนดีแล้วเราก็ชอบ แต่ถ้าเอาแบบเป็นมาสเตอร์พีซเลยก็จะคิดถึงคนที่เราแบบ เอ้ยเราคิดแบบนี้ไม่ออกหรอก เราอ่านมาแล้วมันรู้สึกมหัศจรรย์จังเลย
เปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้เรา
ใช่ เหมือนได้เห็นโลกในอีกมุมมองหนึ่ง
จากนักศึกษาเภสัชสู่การเป็นนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน
ถ้าใช้คำให้ชัดที่สุดคงเป็นแพสชัน ผมพูดแล้วอาจจะน่าหมั่นไส้นิดนึงแต่ผมไม่ค่อยได้มีปัญหาในด้านการเงินเท่าไหร่ หมายถึงว่าพอเรียนจบมาเป็นเภสัชก็ยังต้องทำงานหาเงิน แล้วมิสชันในชีวิตต้องมีอิสรภาพทางการเงินก่อนเลยมุ่งเข้าไปที่ตลาดหุ้น ศึกษาการลงทุน ขลุกอยู่กับตลาดหุ้นประมาณ 4-5 ปี จนมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว อิสรภาพทางการเงินหมายถึงว่าเกษียณได้เลย ดังนั้นถึงจุดที่รู้สึกว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องการเงินอีกแล้ว หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตตามแพสชันอยากทำอะไรทำ อย่างงานเขียนนิยายถ้าเรามองวันนี้มันคงดูเป็นเรื่องที่หนังสือขายได้มีรายได้เข้ามา แต่ในวันแรกมันไม่ใช่ภาพนี้ มันคือภาพของคนแค่อยากเขียนหนังสือเฉย ๆ แล้วขายไม่ได้ แล้วจะพยายามที่จะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้ สุดท้ายแล้วมันก็ทำตามแพชชัน นี่มันไม่ใช่สิ่งแรกในชีวิตที่ทำจริง ๆ ผมก็ทำอะไรไปเรื่อยเปื่อย วันนึงอาจจะเบื่อการเขียนนิยายแล้วไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน
“รู้สึกว่าเออชีวิตมันแค่นี้เอง เราเกิดมาเดี๋ยวก็ตายอยากทำไรก็ทำ อย่าไปจริงจังกับชีวิตมันมาก”
ที่บอกว่าเริ่มเขียนเขียนไหนแฟลตฟอร์มไหน ออนไลน์รึเปล่า
ตอนแรกเขียนออนไลน์เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนสายนิยายวายมาก่อน นามปากกานายพินต้าเขียนเรื่อง ‘เกียร์สีขาวกับกาวสีฝุ่น’ กับ ‘ใครคืออองชองเต’ เป็นงานที่ทำละครมีชื่อเสียง พอเขียนไปเรื่อย ๆ เรารู้สึกว่าเหนื่อยกับการต่อสู้กับอัลกอริทึมมาก ๆ การทำงานออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จมันควรจะลงแบบสม่ำเสมอ อย่างเช่นทุกวัน วันเว้นวัน ซึ่งมันไม่ค่อยดีกับอารมณ์ของคนทำงานเท่าไหร่ บางทีเราก็รู้สึกเบิร์นเอาต์บางทีเราก็รู้สึกเหนื่อย แล้วยิ่งเขียนนิยายรัก ผมเขียนนิยายวายมาประมาณ 10 เล่ม เรารู้สึกอิ่มตัวกับมันมาก ๆ ละ รู้สึกว่าพอแล้วกับการทำงานออนไลน์เลยย้ายตัวเองมาเปิดสำนักพิมพ์ แล้วก็ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ซีเรียสมากว่าจะต้องอะไร แค่อยู่รอดได้เขียนหนังสือแบบที่อยากเขียนแล้วก็มีเงินมาเลี้ยงสำนักพิมพ์ จ่ายค่าพิมพ์ก็แฮปปี้แล้ว
บทบาทระหว่างนักเขียนกับเจ้าของสำนักพิมพ์ แตกต่างกันมากไหม
สำหรับผมมันคือคนละอาชีพคนละงาน การเขียนคือการทำตัวบท ส่วนสำนักพิมพ์คือการเปลี่ยนตัวบทให้เป็นหนังสือ ดังนั้นความคิด วิธีการ คือคนละโนว์ฮาวคนละอย่าง เหมือนเราจะให้เจ้าของสำนักพิมพ์ไปเขียนหนังสือหรือจะให้คนเขียนหนังสือมาทำสำนักพิมพ์จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยได้ เพราะว่าใช้เวลาเยอะแล้วใช้โนว์ฮาวคนละชุดกัน แต่ผมแค่ทำเพราะว่าสนุก พอทำได้ก็แค่อยู่ไปเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ มันคือคนละอย่าง การทำสำนักพิมพ์มันคือการทำธุรกิจ คือการบริหารธุรกิจ การบริหารคน การบริหารทรัพยากร ทำหนังสือออกมาให้ทันเวลา สำนักพิมพ์คือการผลิตสินค้าประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง
สำหรับผมนะ ถ้าอธิบายง่าย ๆ คือการขายสินค้าเป็นในรูปแบบหนังสือ แต่การเป็นนักเขียนมันเป็นเหมือนการเป็นศิลปิน คือการเขียนหนังสือออกมา ดังนั้นสำหรับผมมันคือคนละโนว์ฮาว คือคนสำนักพิมพ์อาจจะพอรู้ว่าฤดูการทำงานมันอยู่ละประมาณสักปีละ 2 รอบงานหนังสือ คือ 6 เดือนทำงานรอบนึง 6 เดือนทำงานอีกรอบนึง สมมติหมดเมษาหมดงานหนังสือมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ หมดตุลามาแบบนี้ พฤศจิกา ธันวา มกรา 3 เดือนนี้ผมแทบจะไม่ทำงานสำนักพิมพ์เลย คือจะทำงานเขียนเป็นหลัก โฟกัสอยู่กับการผลิตตัวบท งานสำนักพิมพ์ก็มีบ้างจะกระจาย ๆ ให้ทีมทำงานที่ไม่ได้หนักมาก ส่วน 3 เดือนหลังคือ กุมภา มีนา เมษา จะกลายมาเป็นช่วงเวลาของการทำงานสำนักพิมพ์ ดูแลเล่ม ทำการตลาด ทำการขาย ประสานงาน ซึ่ง 3 เดือนนี้แทบจะไม่ได้เขียนหนังสือเลย
ดังนั้นบทบาทมันจะแยกออกจากกันโดยชัดเจน แล้วเวลาเราทำงานเราจะรู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ ถ้าเราเอาหัวของสำนักพิมพ์ไปทำหนังสือมันก็อาจจะได้หนังสือที่แบบแข็งมาก คิดแต่จะขายอย่างเดียว แต่ถ้าเราเขียนตามใจตัวเองเวลาเราเขียนเสร็จเราก็จะมานั่งปวดหัวทีหลังว่าจะขายยังไง มันต้องมีความบาลานซ์แต่ก็ต้องแยกบทบาทออกจากกันประมาณนึง
ด้วยความที่คุณเบสมีธุรกิจยาดมอยู่แล้วอันนี้ช่วยในการทำสำนักพิมพ์ไหม หรือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย
จะว่าอย่างนี้ก็ได้ ผมสะสมความรู้ในการทำธุรกิจมาทั้งชีวิตจากที่บ้านเนี่ยแหละ เหมือนที่บ้านจะเป็นธุรกิจตั้งแต่ต้น เราอาจจะไม่ได้โนว์ฮาวในการทำสินค้า แต่เราจะเข้าใจเรื่องการบริหารเงิน บริหารคน บริหารทรัพยากร ต้องว่ากันตามตรงว่าการทำโรงงานสมุนไพรก็ช่วยในการทำสำนักพิมพ์มาก เพราะว่าเราแชร์ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน อย่างคลังหนังสือก็อยู่ในคลังสมุนไพร หรือว่าเรื่องของคน พนักงานแพ็ก พนักงานส่ง ด้วยความที่สำนักพิมพ์เราไม่ได้เน้นขายเองจะมีออเดอร์แต่มีไม่เยอะ เราไม่ได้จ้างพนักงานประจำเราจะใช้พนักงานของบริษัทโรงงานยามาช่วยส่งแล้วให้พิเศษแยกไป คือจ่ายเงินเหมือนจ้างซึ่งกันและกัน แล้วยาเองเวลาเขาจะโปรโมทหรือทำการตลาดเขาจะมาจ้างสื่อของเราในมือ ซึ่งเป็นสื่อที่ราคาถูกกว่า แชร์ทรัพยากรกัน ทำให้งานมันมีต้นทุนที่ต่ำแล้วก็มีทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
เล่าที่มาของนามปากกาทั้ง 3 หน่อย
ปัจจุบันพยายามจะลดเหลือนามปากกาเดียวเพราะว่าขี้เกียจทำแบรนด์หลายอันแต่จริง ๆ นายพินต้า พินต้าเป็นชื่อเรือของ ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ ที่แล่นไปพบอเมริกาซึ่งจะมี นีญ่า พินต้า และซานต้ามาเรีย ชื่อนายพินต้าก็เหมือนว่าอยากจะเหมือนพาคนไปพบโลกใหม่ ส่วนลงทุนศาสตร์ ตรงตัวเลยคือศาสตร์ของการลงทุน และกิตติศักดิ์ คงคา เป็นชื่อจริงนามสกุลจริง เพราะเรารู้สึกว่าง่ายดีมันคือตัวตนของเรา
เหมือนนามปากกานายพินต้าได้รางวัลจาก WebNovel Spirity Awards 2022 ด้วย
ใช่ ถ้าแต่ก่อนสมัยเขียนวายจะใช้นามปากกานายพินต้า เคยได้รางวัล WebNovel Awards เป็นงานระดับนานาชาติ น่าจะเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เคยได้ ไปรับรางวัลที่ต่างประเทศมีไปขึ้นบิลบอร์ด
ในหนึ่งวันทำอะไรบ้าง แบ่งเวลาในการทำหนังสือยังไง
ผมเป็นคนที่มีงานเยอะมาก มีเวลาทำงานประมาณสัก 6 ชั่วโมงเท่านั้น ตื่นสายประมาณ 7-8 โมงก็กินข้าว เริ่มทำงานจริง ๆ 9 โมงถึงเที่ยง กลางวันจะพักไปนอน ผมนอนกลางวันทุกวันไม่งั้นจะไม่มีอารมณ์ทำงาน ตอนบ่ายตื่นมาประมาณบ่าย 2 ทำงานถึง 5 โมงเย็นเหมือนพนักงานออฟฟิศเลย เสร็จ 5 โมงเย็นจะหยุดทำงานแล้วส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกาย ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ดังนั้นจะมีเวลาทำงานจริง ๆ แค่วันละประมาณ 6 ชั่วโมง
ผมว่าถ้าผมทำงานเต็มเวลาเท่าคนอื่นมันอาจจะไม่ได้ดูยุ่งขนาดนี้ก็ได้ แต่พอตารางงานผมมันน้อยมาก ผมจะกังวลเรื่องการบริหารเวลา เพราะว่าผมอยากมีชีวิตส่วนตัวเหมือนเดิม คือไม่ได้อยากจะทำงานเลิก 2 ทุ่ม 4 ทุ่ม มันอาจจะมีบ้างวันที่ทำงานไม่ทันแต่ส่วนใหญ่เราไม่ได้อยากทำอะไรแบบนั้น เราอยากจะใช้ชีวิตทำงานวันละนิด ๆ หน่อย ๆ ได้งานที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะมีเวลาทำงานแค่ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 6 ชั่วโมง หรือบางทีก็ 4 วัน 5 วัน แล้วจะไม่ค่อยรับนัด ไม่ค่อยรับงาน ไม่ค่อยรับประชุม อย่างบริษัทเองประชุมน้อยมาก ประชุมอย่างมากก็เดือนละครั้ง ที่เหลือจะแบ่งงานกันไปทำเลย พยายามทำให้ทุกอย่างมันมีประสิทธิภาพที่สุดในเวลาที่มี เพราะว่าจริง ๆ การทำงานเขียน สำหรับผมเนี่ยต้องการร่างกายที่พร้อมมาก ๆ คือตื่นเช้ามาต้องสดชื่น รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรง มีอารมณ์ดีพร้อมจะไปทำงาน เราไม่สามารถทำงานเลิกเที่ยงคืน นอนไม่พอ ตื่นเช้ามาหัวมันไม่แล่น
สำหรับตัวผม ผมเคร่งครัดกับการดูแลสุขภาพมาก เรื่องอาหารการกิน เรื่องการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมันทำให้เราอารมณ์ดีไม่ทำให้เราเป็นออฟฟิศซินโดรมด้วย นอนก็ต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงจะไม่ยอมนอนน้อยกว่านี้เลย คือถ้ามีงานดึกหรือนอนไม่หลับก็ต้องเลื่อนเวลาไปเลย การ Strictly to plan สำหรับผมหมายถึงว่าการดูแลสภาพร่างกายให้พร้อมเนี่ย ผมว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ เลย เพราะว่าอย่างทุกวันนี้ผมเขียนงานวันละ 6 ชั่วโมง ควรจะได้สัก 15 หน้าโดยประมาณ อย่างงานสืบสวนที่เขียนเนี่ย แปลว่า 10 วันทำงานหรือ 2 อาทิตย์ควรจะจบปิดต้นฉบับได้แล้ว อันนี้รวมคิดพล็อต รวมรีไรท์ รวมดิวทุกอย่างมันควรจะเสร็จเท่านี้
ดังนั้นช่วงเวลาเหล่านั้นจะเป็นช่วงเวลาที่จริงจังมาก ๆ กับการใช้เวลาตามแผน กินอาหารตามแผน ดูแลตัวเองตามแผน ออกกำลังกาย เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่ดูแลร่างกายให้ดี แค่ตื่นมาไม่พร้อมทำงานก็ทำงานไม่ได้แล้ว คือการเขียนมันใช้สมองเยอะมาก แล้วมันก็ไม่เอื้อให้เราแบบมานั่งจิ้ม ๆ คอมให้มันผ่านไปในแต่ละวัน
“คือทุกวันมันต้องตื่นมาพร้อมแพสชันความจริงจัง ความอยากทำงาน แล้วก็ทำงานให้เสร็จมันก็จะทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี”
โดยที่สุดท้ายแล้ว ผมไม่รู้ว่าคนอื่นใช้เวลามากแค่ไหนในการเขียนหนังสือ 15 หน้า เขาอาจจะใช้เวลามากกว่าผมก็ได้ แต่ผมรู้สึกผมใช้เวลาให้น้อยแต่เอาเวลาไปบาลานซ์ชีวิตให้ดีดีกว่า ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้งานมันออกมาค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการทำงานแต่ละวัน
2 จากความชอบสู่การเริ่มทำสำนักพิมพ์
ทำไมต้องตั้งชื่อสำนักพิมพ์ว่า 13357 Publishing มีสัญลักษณ์หรือนัยยะอะไรไหม
ถ้าเอา 1 กับ 3 มารวมกันจะเป็นคำว่า B 3 จะเป็นตัว E กลับด้าน 5 คือตัว S 7 คือตัว T รวมกันเป็นคำว่า BEST ได้ไอเดียมาจาก จอมโจรคิด 1412
ทำไมถึงเลือกที่จะทำสำนักพิมพ์ มากกว่าทีี่จะเป็นนักเขียนอิสระ
นักเขียนทุกคนมีความเจ็บปวดใกล้ ๆ กัน ปัญหาแรกคือต้นฉบับไม่ผ่านซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เช่น ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ แต่ไม่ผ่านการตีพิมพ์ 3 สำนักพิมพ์ ถ้าวันนั้นไม่ยืนยันที่จะทำหนังสือออกมา มันก็จะไม่ได้ขาย หลาย ๆ เล่มที่เป็นหนังสือขายดีในวันนี้ไม่เคยผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์ แต่เชื่อว่าขายได้ก็ยืนยันที่จะขายมันต่อ การที่เราไม่ได้ทำสำนักพิมพ์ตัวเองทำให้การควบคุมในการออกผลงานยากแล้วตัวเราก็อยู่ยากขึ้น สำนักพิมพ์โฟกัสตัวบทเป็นหลักในการขายหนังสือ แต่การทำสำนักพิมพ์ตัวเองสามารถโฟกัสชื่อนักเขียน ทำแบรนด์ให้ตัวนักเขียนได้ ทำให้คนรู้จักและสนิทสนมกับมากขึ้น
สิ่งสำคัญของการทำสำนักพิมพ์นักเขียนอิสระ คือ การขยายพื้นที่วงการวรรณกรรมให้กว้้าง ว่ากันโดยธรรมชาติสำนักพิมพ์ทุกแห่งสนใจเรื่องผลกำไรเพราะมันเป็นธุรกิจ ทำให้ไม่มีใครอยากตีพิมพ์งานที่ไม่น่าจะขายดี ยกตัวอย่างเช่น สมัยที่หนังสือ ‘กาสักอังก์ฆาต’ พิมพ์ออกมา ยุคสมัยนั้นหนังสือสืบสวนแบบ ‘ทรูดีเทคทีฟ’ มีน้อยมาก หนังสือสืบสวนที่ว่ากันด้วยสำนักงานนักสืบไม่มีเส้นเรื่องของผีี ไม่มีเส้นรัก หรือแฟนตาซี แค่สืบเป็นอย่างเเดียว มีน้อยมากแบบนับเล่มได้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเทียบในท้องตลาด
นิยายในโลกใบนี้มีหมื่นมีแสนเล่มในประเทศไทย แต่กลับกันนิยายบางกลุ่มแทบไม่มีพื้นที่อยู่เลย ซึ่งถ้าเราไม่ทำหนังสือพวกนี้จะไม่ได้ออกสู่ท้องตลาด เพราะว่าการที่นักเขียนอิสระเชื่อมั่นในเสียงของตัวเองแล้วทำงานออกมา มันอาจจะไม่ได้โด่งดังมากมายนัก แต่อย่างน้อยมันก็ได้ยืนยันการสร้างพื้นที่บางส่วนอยู่ และยังสามารถขยายความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อย่างยุคสมัยที่ผ่านมา เช่นปีที่แล้วมีหนังสือบางกลุ่มในนักเขียนไทยอิสระจาก ‘เดนดาวNEVERDIE’ ‘จวบรพีอัสดง’ ‘ดั่งเดือนค้างฟ้า’ และ ‘ปิตาย’ ซึ่งมาจากนักเขียนอิสระทั้งนั้น ถ้านิยายกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกตีพิมพ์แบบอิสระขึ้นมาก่อน ไม่มีคนพิสูจน์ว่ามันขายได้ งานไทยก็อาจจะไม่กลับมาเฟื่องฟูเท่าปีนี้ ถ้าวันนี้ไปเดินงานหนังสือหรือร้านหนังสือจะเห็นว่างานวรรณกรรมไทยถูกพูดถึงเยอะมาก ๆ ในเชลฟ์ของตัวเอง เมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้านี้ไม่ได้ แทบไม่มีเชลฟ์ของงานวรรณกรรมไทยในร้านหนังสือเพราะว่ามันขายไม่ได้
มีเทคนิคอะไรทำให้คุณเบสออกงานเขียนหลาย ๆ เรื่องภายในหนึ่งปี แล้วมีวิธีจัดการยังไงถ้าหมดไฟ
วิธีที่ทำได้มากที่สุดคือเปลี่ยนแนวเขียนไปเรื่อย ๆ ผมเคยหมดไฟในช่วงที่เขียนแนวเดิมซ้ำ ๆ หลายเล่มติดกันโดยไม่ได้เปลี่ยนแแนว โดยเฉพาะนิยายรัก สำหรับผมมันชวนให้หมดไฟมากเพราะแต่ละแนวมีขนบของตัวเองว่าจะต้องทำยังไง เล่ายังไง เฉลยยังไง ทำยังไง นักอ่านคาดหวังอะไรจากคุณ เหมือนอ่านนิยายรักก็ต้องมีฉากบอกรัก บอกรักยังไงในเมื่อบอกรักมาสิบครั้งแล้ว มันก็ต้องหนีหรือเปลี่ยนแนวไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ให้เราขยับขยายได้มากขึ้น อย่างสืบสวนจะเป็นงานที่ต้องเข้มงวดมาก ทุกอย่างที่เขียนลงไปต้องเปิดและปิดให้หมด เขียนมาเกินแล้วไม่ปิดก็จะมีคนมาถามว่าทำไมตรงนี้หลุดหรือ
ตรงข้ามกับไซไฟ (Sci-fi) ที่เฉลยบ้างไม่เฉลยบ้างก็ไม่มีใครว่าอะไร สามารถตีความเองได้ เมื่อเราเปลี่ยนแนวเรื่อย ๆ ก็จะรู้ว่าช่วงเวลานี้เราควรที่จะต้องสลับอารมณ์ยังไงให้ทำงานได้ทัน ผมค่อนข้างจริงจังกับการวางแผนในแต่ล่ะรอบงานหนังสือ งานรอบนี้จะออกหนังสือกี่เล่ม เราเขียนคนเดียวกี่เล่ม ต้องบริหารเวลายังไงให้ทันกับงานหนังสือ สลับอารมณ์ยังไง มันต้องมีเล่มที่ทำเพื่อขายยังไงก็ขายได้แน่ ๆ กับเล่มที่อยากทำอะไรไปเรื่อย ผมอยากเขียนอันนี้ก็จะเขียนเพราะว่ามันก็ต้อง หาตรงกลางระหว่างธุรกิจกับความเป็นศิลปิน แต่จะเขียนเฉพาะงานที่ขายดีอย่างเดียวไม่ได้ ผมมั่นใจมาก ๆ ว่าหนังสือเป็นธุรกิจที่มีเทรนด์ชัดเจน คุณจะเห็นได้เลยว่ายุคสมัยหนึ่ง ‘Haruki Murakami’ ขายดีมาก ๆ ผ่านมาก็จะเป็น ร้านวิเศษขายดี ผ่านมาก็จะเป็นสืบสวน ผมว่าทุกวันนี้สืบสวนก็เริ่มดรอปแล้วเหมือกัน ตอนนี้เริ่มเป็นกลุ่มงานแนวดราม่า วรรณกรรมไทยก็จะเริ่มขึ้น คือการสำรวจอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ มันทำให้เรามีโอกาสที่จะได้ผลงานตัวชูโรงใหม่โดยที่เราไม่ได้คาดคิดเหมือนกัน หรือมันทำให้เราได้ไปพื้นที่ใหม่ ๆ สมมุติว่าเขียนงานแนวเดียวตลอดไป วันหนึ่งงานแนวนี้ไม่ได้รับความนิยมจะเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก ทั้งชีวิต การทำงานตัวเอง และชีวิตสำนักพิมพ์ ผมก็ไม่ได้สามารถปล่อยให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ จึงต้องบริหารจัดการตัวเองให้ทำให้ได้
เคยเขียนแล้วตันไหม แล้วถ้าเขียนแล้วตันทำยังไง
ผมไม่เคยเขียนแล้วตันเลย ผมเป็นคนที่ทำพล็อตล่วงหน้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างรายละเอียดว่าแต่ละบทจะเล่าอะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้างในบท และทำงานตามแพลนเป็นหลัก ซึ่งถ้าเขียนแล้วไม่ชอบก็สามารถปรับได้ อย่างงานสืบสวน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ทำตามแพลน เพราะทุกขั้นตอน ทุกหลักฐาน ต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะถ้าไม่พอที่จะเขียนเราต้องรู้ตั้งแต่ก่อนเขียนแล้วว่าเนื้อหาไม่พอ ดังนั้นผมจะพูดเสมอว่า ถ้านักเขียนเขียนโดยละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบจะไม่ค่อยตัน ไม่ออกทะเล มันจะทำงานได้อย่างเป็นระบบ ผมพูดเสมอว่านักเขียนมีหลายแบบ เขียนงานสามปีเล่มเขียนไปเรื่อย ๆ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดีแต่เขาก็อาจจะเป็นศิลปินในรูปแบบหนึ่ง แต่ผมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรม มีพนักงาน 8 คน มี ฟิกคอร์ส 2-3 แสน จึงไม่สามารถออกงาน 3 ปีเล่มได้ งานรอบหนึ่งต้องออกเป็น 10 เล่มไม่งั้นอยู่ไม่ได้ มันก็ต้องทำงานตามแผนและขอบเขตที่วางไว้ ดังนั้นก็จะไม่เกิดปัญหานี้
คิดว่าเขียนนิยายแนวไหนยากสำหรับคุณเบส
นิยายแนวที่ยากที่สุดคือนิยายแนวที่ผมไม่อ่าน ถ้าหากยากในเชิงพื้นฐาน จริง ๆ งานสืบสวนเป็นแนวที่ยากที่สุด เพราะข้อเท็จจริงต้องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าผิดแค่เปอร์เซ็นต์เดียว นักอ่านก็จะรู้สึกว่าอีก 99 เปอร์เซ็นต์ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นงานสืบสวนมันมี ความเชื่อใจกันระหว่างนักเขียนกับนักอ่านมากว่าห้ามผิดข้อเท็จจริง เพราะเมื่อไหร่ที่ผิดนักอ่านจะไม่ไว้ใจส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้ว งานสืบสวนแบบ ‘ทรูดีเทคทีฟ’ มันต้องการข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็น แต่สำหรับผมไม่ได้รู้สึกว่างานสืบสวนมันยากมากเพราะว่าเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ค่อนข้างจะรู้ว่านักอ่านต้องการอะไร ผมคิดว่าสามารถทำให้นักอ่านได้ แต่งานที่มีปัญหากับผมมากคืองานที่ผมไม่ค่อยได้เขียนหรืออ่าน อย่างงานแนว สยองขวัญ แนวผี ผมไม่อ่านเลย รวมถึงแนวจีนโบราณด้วย แนวสยองขวัญยังมีอยากเขียนบ้าง แต่พอไม่ได้เขียนจึงไม่รู้ว่าอันนี้น่ากลัวหรือยัง เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่ได้ชอบอ่านก็ไม่อยากฝืนตัวเอง เขียนเท่าที่รู้สึกว่าชอบ พอเวลาไปค้นหาข้อมูลก็อาจจะติดปัญหานิดหน่อย
คุณเบสเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติไหม
ผมว่าเราต้องแยกเรื่องที่มีคนตายกับเรื่องเหนือธรรมชาติออกจากกัน อาชญากรรมที่ผมเล่าส่วนใหญ่มันคือ อาชญากรรมที่แท้จริง เช่น ‘ทรูดีเทคทีฟ’ ตำรวจพบอะไร เจออะไรบ้าง ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยเล่าในเชิงอารมณ์ซักเท่าไหร่ มักเล่าเชิงข้อเท็จจริง ย้อนกลับไปที่ว่าเชื่อเรื่องผีไหม ผมไม่มีไอเดีย ผมรู้สึกว่าชีวิตส่วนใหญ่จะมีความเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ บนโลกคือ ไม่มีความเห็น ผมไม่ได้เชื่อหรือไม่ได้ไม่เชื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะหาคำตอบกับสิ่งนี้ไปทำไม อาจจะมีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ อย่าง มนุษย์ต่างดาวโลก โลกหลังความตาย ไม่มีผลโดยตรงต่อชีวิต ผมก็จะไม่ตั้งคำถาม หรือดราม่าส่วนใหญ่ในสังคมโซเชียล ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรงก็จะไม่ค่อยเข้าไปหาหรืออาจจะไม่แสดงความคิดเห็นอะไร ผมเป็นคนไม่ฟังเรื่องผี ไม่ดูหนังผี ไม่อ่านหนังสือผี ผมเป็นคนกลัวผี ผมไม่ดูหนังผีก็จะนึกบรรยากาศเรื่องผี ๆ ไม่ออก เราก็จะไม่รู้สึกอะไรเพราะว่าเรา ไม่ได้ฟัง ‘The Ghost’ ถ้าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ เอ็กซอร์ซิสต์ จริง ๆ ก็จะไม่ได้นึกถึงมัน
มีวิธีการตั้งชื่อเรื่องยังไงให้จับใจได้ขนาดนี้
ผมจริงจังกับการตั้งชื่อหนังสือมาก ๆ ขนาดที่ว่าหลายคนคงไม่คิดว่าจริงจังได้ขนาดนี้ มีหนังสือบางเล่มสามปีไม่เขียน เพราะไม่ได้ชื่อที่ถูกใจ แต่วันที่ได้ชื่อสิบวันก็เขียนเสร็จ เพราะชื่อแทบจะเป็นตัวแทนทุกอย่างในหนังสือ เราไม่สามารถเขียนหนังสือได้โดยไม่มีชื่อ เหมือนไม่มีเข็มทิศ ไม่มีทิศทาง ว่าด้วยการเขียนชื่อเรื่องก็ควรไปเรียนวิชา การเขียนคำโฆษณา ที่สอนเรื่องหลักการตั้งชื่อที่จดจำตามหลักจิตวิทยา การตั้งคำคล้อง การนำคำมาดัด การเลียนเสียง การสร้างจังหวะ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่นำหลักการเหล่านั้นมาใช้ชีวิต ผมชอบฟังคำ ฟังมีม ชอบหาข้อมูลแปลก ๆ เกี่ยวกับภาษา ดังนั้นผมคิดชื่อตลอดเวลา คำนี้ไพเราะเก็บไว้ คำนี้แปลกจดไว้ คำนี้ดูมีประโยชน์เอาไปใช้ แต่จะไม่ได้เขียนเรื่องนี้แล้วมานั่งเค้น จะคิดไปเรื่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งสำคัญของการเป็นนักเขียนมาก ๆ การเป็นนักเขียนไม่ได้ยากที่การเขียน
สิ่งที่ผมพูดเสมอว่าการเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนเขียนเป็น แต่ประเด็นสำคัญของการเป็นนักเขียนคือการคิด คิดว่าต้องเล่าเรื่องอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้นสิ่งที่นักเขียนควรจะมีคือการคิด ซึ่งผมใช้เวลาในการคิดไปเรื่อย ๆ บันทึกของผมมีพล็อตนิยายเป็นร้อยเรื่อง มันเยอะมากเพราะคิดพล็อตทุกวัน คิดชื่อทุกวัน จดไว้ทุกวัน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ว่าคัดจากหนึ่งไปร้อยมันต้องดีมาก ๆ ไม่งั้นไม่คงไม่ชนะอีก 99 ออกมาได้ ผมจะพูดเสมอว่าการคิดเรื่องให้ดี คิดชื่อให้ดี คือการคิดเยอะ ๆ คิดไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณคิดนิยายเรื่องหนึ่งแล้วคิดแค่ชื่อเดียวคิดไม่ออกหรอก อย่าง กาสังอังฆาต คิดเกือบ 30-40 ชื่อกว่าจะพอใจ เพราะมันจะกลายเป็นความทรงจำของนักอ่านและมันจะมีผลมาก ๆ ต่อการขาย การจดจำ อารมณ์หรืออะไรก็ตาม
มีแนวเขียนแบบไหนที่อยากลองเขียนแต่ยังไม่ได้เขียนไหม
อยากเขียนแนวผี แต่ไม่ได้เป็นคนชอบดูขนาดนั้น ผมชอบดู ‘Final Destination’ ‘999 ต่อติดตาย’ งานของ ‘Stephen King’ ชอบอะไรที่เหนือธรมมชาติแต่ไม่ใช่ผีหน้าตาหน้ากลัว มันก็น่ากลัวแหละแต่ผมว่ามันไม่ดึงดูดใจเหมือนกับอะไรบางอย่างที่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ผมเลยชอบงานแนว ‘Stephen King’ แบบ ‘Supernatural’ อาจจะไม่ได้เป็นผีที่มาเป็นตัว ๆ เป็นเหมือนพลังพิเศษอะไรบางอย่างที่สร้างเหตุการณ์การหรือเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ เรฟก็คือผมชอบ ‘Final Destination’ ‘999 ต่อติดตาย’ อยากเขียนแนวที่มีคนตายเยอะ ๆ น่าจะสนุกดี
มีแนวทางการสร้างตัวละครในนิยายแต่ละเรื่องยังไง
จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญในการสร้างตัวละคร คือ เขาต้องการอะไร ตัวละครที่แท้จริงเขาต้องการอะไร คนนี้อยากจะไขคดี ไขคดีไปทำไม ตัวละครนี้อยากจะฆ่าคนไปทำไม มันตั้งโจทย์อยู่แค่นี้เองว่าตัวละครต้องการอะไร มีภูมิหลัง และแรงจูงใจที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้คืออะไร และความต้องการสูงสุดของตัวละครคืออะไร ผมค่อนข้างเนิร์ดทฤษฎีการเขียนพื้นฐาน เพราะรู้สึกว่ามันใช้ได้ดี ดังนั้นตัวละครที่มีเสน่ห์มากคือ ความต้องการและแรงจูงใจที่ชัดเจน ถ้าเราเห็นคนที่มีความพยายามมาก ๆ ตั้งใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก ๆ จะรู้สึกว่าความต้องการของเขามันสมเหตุสมผลแล้วจะรักเขาโดยธรรมชาติ เช่น ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ ตัวละครไม่มีอะไรซับซ้อนเลยแค่เป็นคน ๆ หนึ่งที่อยากมีชีวิตรอดจากสงครามแล้วก็มีภูมิหลังเป็นคนตาบอด ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่คนอ่านอินได้ง่ายมาก เพราะทุกคนเข้าใจว่าชีวิตมันมีคุณค่า โดยธรรมชาติไม่มีใครอยากตาย ความต้องการมันไม่ได้ซับซ้อน มันเข้าใจง่าย ยิ่งเราเข้าใจตัวละครได้ง่ายเท่าไหร่เราก็จะรักมันง่ายเท่านั้น
งานเขียนของคุณเบสมีทั้งพีเรียดและแนวปัจจุบัน อยากทราบว่ามีความยากง่ายแตกต่างกันไหม
แนวปัจจุบันง่ายกว่าเพราะมันไม่ต้องคิดอะไรเยอะ อะไรที่เราเขียนก็มักจะถูกเพราะว่ามันอยู่ในชีวิตจริง แต่คนอ่านจะไม่ชอบเพราะว่ามันง่ายไปและมีคู่แข่งเยอะ งานเขียนปัจจุบันที่เขียนยากคืองานสืบสวน เพราะว่าความรู้ในปัจจุบันอัพเดตตลอด ผมทำงานยังต้องคุยกับแพทย์นิติเวช ตำรวจ พิสูจน์หลักฐานตลอดว่า ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว รอยนิ้วมือมันยังหากันอยู่ไหม พันธุกรรมใช้ตัวอย่างมากขนาดไหน ทุกอย่างมันต้องหาข้อมูล
ดังนั้นคนที่เขียนสืบสวนก็จะใช้วิธีการเขียนพีเรียดเพราะมันง่าย ความรู้ก็ไม่ต้องอัพเดตมาก ไม่ต้องทันสมัย ไม่ต้องวิทยาศาสตร์มาก งานเขียนในปัจจุบันก็จะยากกว่าสำหรับงานสืบสวน สอบสวน แต่งานเขียนพีเรียดก็จะดราม่ามากกว่า ทำงานยากกว่าเพราะต้องว่าด้วยเรื่องยุคสมัย มีอะไรบ้าง อะไรมีอยู่จริงไม่มีอยู่จริง ระดับภาษาในเรื่อง ทำงานมากกว่าในแง่ของการตื่นตาตื่นใจ เราไม่ได้ชีวิตอยู่ในช่วงสมครามโลกดังนั้นพอเรารู้อะไรเกี่ยวกับสงครามโลกเราก็ตื่นเต้นไปหมด สมมติเราบอกว่าสมัยนั้นคนญี่ปุ่นอยู่ที่สนามหลวงคนก็จะตื่นเต้นแต่ถ้าเราบอกว่ามีนักท่องเที่ยวอยู่ที่สนามหลวงคนก็จะรู้สึกว่าเราจะพูดทำไม มันก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งเราทำงานหนักมากแค่ไหนคนก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ มันมีดีเทล มีรายละเอียดที่ชวนให้น่าจดจำ เราก็ต้องเลือกให้เหมาะว่าอะไรใช่ไม่ใช่ อย่างล่าสุดก็มีนักอ่านเดินมาบอกว่าอยากอ่านนิยายรักแต่ไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะรู้สึกว่าไม่อยากอ่านปัจจุบันอยากอ่านพีเรียด มันก็จะมีความกรุยกราย มีระบอบสังคม มีวิธีการมองที่ไม่เหมือนกับปัจจุบัน
รีเสิร์จข้อมูลยังไง ถ้าข้อมูลมันเยอะมากแล้วจัดการยังไงถ้าจะเอาส่วนไหนไปใช้
วิธีีรีเสิร์จที่ใช้มากที่สุดคือ รีเสิร์จให้ได้เยอะที่สุด แล้วเราก็จะรู้ว่าตรงไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้ เราจะรู้ว่ามันพอมั้ย เราก็จะรู้ว่าเนื้อหาของเรื่องมีดีเทลพอหรือยัง เอาง่าย ๆ คือถ้าเขียนได้ก็คือพอ แต่ว่าพอเราเขียนไม่ได้เราก็จะรู้ว่าติดอะไร เช่น ติดการบรรยาย ไม่รู้ว่าคนกินอะไร ไม่รู้ว่าคนทำอะไร เราก็ต้องไปดูไปอ่าน นิยายยุค ร.5 ก็ต้องไปอ่านนิยายยุค ร.5 จริง ๆ ว่า ยุคสมัยนั้นเขากินอะไรกัน ใส่เสื้อผ้าแบบไหน ต้องไปทำงานกับงานชิ้นอื่นอีกทีหนึ่ง ส่วนใหญ่เราจะรู้ด้วยตัวเองว่าจะเขียนเนื้อหามันพอที่จะเขียนไหม การเขียนงานพีเรียดสำหรับผม ผมไม่ค่อยเขียนงานพีเรียดไปเฉย ๆ แต่ว่า ฉันอยากเล่าสิ่งนี้ อยากเล่าประเด็นนี้ ตัวอย่างง่าย ๆ ดายดวงดอกสนหล่นโรย เราอย่างเล่าว่า ประเด็นเสรีไทย หรือว่าจวบจนสิ้นแสงแดงดาวเราอย่างเล่าเรื่องเขมรแดง เราอยากเฉย ๆ ไม่มีใครอ่านหรอก ต้องประกอบสร้างขึ้นมาให้ ให้มันมีเนื้อมีหนังมีชีวิต จริง ๆ ดายดวงดอกสนหล่อนโรยเป็น กึ่งงานประวัติศาสตร์มาก ดีเทลแต่ละหน้าแทบจะต้องอ่านบันทึกการประชุมมาเขียน แต่คนอ่านรู้สึกว่าประวัติศาสตร์มันเยอะมาก แต่เขาไม่รู้สึกว่ามันหนักเกินจนรับไม่ได้ รู้สึกว่าเขาเสพแล้วไปกับเรื่องได้ เป็นการทำงานที่เราอยากเล่าประเด็นนี้แล้วเราก็หยิบมาเล่า
ดังนั้นผมไม่ค่อยเล่าพีเรียดเฉย ๆ ถ้าแค่อยากเล่าพีเรียดเฉย ๆ มันก็จะไม่มีแกนอะไรให้เล่า ผมจะตั้งโจทย์เสมอว่าถ้าเปลี่ยนยุคได้หากไม่มีผลต่อเรื่อง ดังนั้นก็ต้องจริงจังว่า ทำไมต้องอยู่ยุคนี้ล่ะ ผมจึงชอบเขียนงานยุคสงครามเพราะเป็นคนชอบอ่านประวัติศาสตร์สงครามก็เลยรู้อะไรค่อนข้างเยอะ
มีเรื่องไหนที่รู้สึกชอบที่สุดตั้งแต่เขียนมาไหม
จวบจนสิ้นแสงแดงดาวก็เป็นเรื่องที่ชอบ จริง ๆ เขียนเป็นเล่มแรกในชีวิต เขียนด้วยความดิบ ความไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ เขียนไปตามสัญชาตญาณมาก ๆ แล้วด้วยความที่เราต้องเขียนเป็นคนตาบอดด้วย วิธีการมองโลก วิธีการจินตนาการ ไม่ได้เหมือนกับการเขียนเรื่องทั่ว ๆ ไปที่มันจะต้องบรรยายอะไร รวมถึงการเขียนในตอนนั้นก็ไม่ได้โฟกัสมากเท่าปัจจุบัน คือสมัยที่ไม่ค่อยมีใครรออ่านหนังสือเท่าไหร่ ก็เขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยประมาณหนึ่งเพราะ ไม่มีข้อกดดัน และรู้ว่าเขียนออกมาก็ไม่ค่อยมีคนอ่านเราก็จะไม่แคร์สักเท่าไหร่ เขียนสิ่งที่อยากเขียนจริง ๆ แต่ปัจจุบันต้องรู้แล้วว่าคนอ่านต้องการประมาณนี้ ก็มีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่เพิ่มมากขึ้นที่ ต้องตอบโจทยสำนักพิมพ์ตอบโจทย์คนอ่านด้วย อาจจะไม่สารมารถพลั่งพลูได้เท่าเก่า
แล้วตอนที่ ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ เป็นกระแสรู้สึกอย่างไร
รู้สึกว่าตายตาหลับ คือมันเขียนมา 6 ปี แล้วมันขายไม่ได้เลย คือพิมพ์ครั้งหนึ่งขายมา 5-6 ปีกว่าจะขายหมด แล้วก็จวบบจนสิ้นแสงแดงดาวเป็นหนังสือที่ใครอ่านแล้วก็จะชอบ แบบเราจะมีความรู้สึกว่าเปิดไปดูรีวิวแล้วไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่คนส่วนใหญ่ที่อ่านจะชอบแต่ไม่ค่อยมีคนอ่าน รีวิวส่วนใหญ่ก็จะเก่า ๆ ซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่ก็ต้องขอบคุณกระแสวรรณกรรมไทย ขอบคุณ ‘จวบรพีอัสดง’ ขอบคุณ ‘เดนดาวNEVER DIE’ ขอบคุณ ‘เมษาลาตะวัน’ ใด ๆ ที่ ดึงคนอ่านวรรณกรรมไทยให้กลับมาจวบจนสิ้นแสงแดงดาวก็เลยเนียน ๆ ขายไปด้วย ก็ดีใจที่หนังสือกลับมาขายได้ ตอนนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่ามันจะขายได้มากขนาดนี้ คิดว่าขายได้หมดสักพิมพ์หนึ่งก็ดีใจแล้วหรือว่ามีคนอ่านมากขึ้น แต่มันก็ขายได้ดีกว่าที่คิดมาก ๆ
คิดว่าเอกลักษณ์ในงานเขียนของคุณเบสคืออะไร
คิดว่าเอกลักษณ์ที่สำคัญของผมคือความแม่นยำ ความต้องการของคนอ่าน ไม่รู้ว่ามันเรื่องว่าเอกลักษณ์ได้หรือป่าว แต่นักอ่านรู้เลยว่าถ้าหยิบเล่มนี้ของพี่เบสจะได้ความรู้สึกไหนกลับไป หยิบจวบจนก็จะต้องดราม่าจริง ๆ หรือนักสืบก็จะต้องสะใจ หักมุม มันก็ต้องเป็นแบบนั้นจริง ๆ คือผมรู้สึกว่าหนังสือที่ดีควรจะต้องรู้สึกปลอดภัยกับนักอ่าน ควรจะพาเขาไปในเส้นทางที่เขาอยากไป ไม่พาเขาออกนอกทาง อาจจะพาเขาเตลิดเปิดเปิงไปไกลมาก ๆ แต่ก็ยังอยู่บนเส้นทางที่เขาอยากไป ถ้าเขาอยากอ่านดราม่าก็ควรได้อ่านดราม่าที่เขาอยากอ่านจริง ๆ และดราม่าก็แล้วแต่ว่าเขาจะรับไหวแค่ไหนแต่มันไม่ควรจะมีอย่างอื่นมารบกวน หรือถ้าอยากอ่านรักก็ต้องรักจริง ๆ การที่เราโฟกัสแล้วก็ชัดเจนมาก ๆ ว่า แต่ละเล่มเราสื่อสารอะไรกับนักอ่าน มันก็จะทำให้นักอ่านเชื่อใจแล้วก็ไว้ใจ มันก็จะมีนักอ่านที่รู้สึกว่าหยิบงานพี่เบสแล้วไม่ค่อยผิดหวัง เราก็ไม่ได้เขียนเก่ง มหัศจรรย์ แต่เขารู้ว่าหยิบไปอ่านแล้วจะได้อะไร เหมือนเป็นความมุ่งมั่นระหว่างเรากับนักอ่านว่า ถ้าคุณชอบจวบจนคุณอ่านดายดวงน่าจะชอบ มีกลิ่นเดียวกัน รสชาติเดียวกัน
เราพยายามทำแบบนั้นเพื่อให้นักอ่านรู้สึกว่าอ่านงานของเราไม่ต้องใช้พลังงานเยอะในการเปิดขึ้นมาอ่าน คือหลายครั้งที่เราเป็นนักอ่านแล้วอ่านเรื่องที่เราไม่รู้อะไรเลยมันจะมีแรงต้านนิดนึง บางทีถ้าหน้าหนังสือมันไม่ชัดหรือวิธีการเล่ามันไม่ชัด นักอ่านจะรู้สึกว่าเหนื่อยตัดสินใจได้ยาก แต่ทำไมสืบสวนถ้าคนชอบเล่มหนึ่งจะตามเก็บจนครบห้าเล่ม เพราะเขาก็รู้ว่าเล่มอื่นก็จะเป็นอารมณ์นี้ ไม่ได้หนีไปจากนี้ไกล ดังนั้นเขาก็จะรู้สึกว่าปลอดภัยและอ่านได้ ผมทำวิธีแบบนี้ คือค่อนข้างจะชัดเจนเลยว่าแต่ละเล่มให้อะไร นักอ่านจะได้ตัดสินใจง่ายแล้วก็เอนจอยกับมันได้เต็มที่
แรงบันดาลในการเขียนนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์หรือสืบสวนคืออะไร
สืบสวนชอบเขียนเพราะว่าอยากอ่านแต่ไม่ค่อยมีใครเขียน ประเด็นก็คือไม่ชอบอ่านงานแปลเพราะจำชื่อไม่ได้ รู้สึกว่าชื่อเยอะจังจำไม่ได้สักที ถ้าตัวละครเกิน 10 แทบไม่อ่านเลย รู้สึกเหนื่อยเกินไปมันใช้เสมอเยอะ จะชอบอ่านงาน ‘ฮิงาชิโนะ เคโงะ’ เพราะตัวละครน้อย เหมือนบางทีเราไม่ได้โฟกัสเรื่องเลยโฟกัสแค่ว่าชื่ออะไร คนนี้ใคร สรุปแล้วหลักฐานนี้ของใคร พอเปิดไปเปิดมาลืมแล้วว่าอ่านถึงไหน
ทำไมไม่มีงานไทยที่อ่านง่าย ๆ ที่เราอยากอ่าน แล้วพอมาดูงานไทย งานสืบสวนไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานสืบสวนยุคก่อนหน้าที่ผมจะมาทำ สืบสวนผสมเส้นรักเยอะสุด แล้วก็สืบสวนผสมผี สืบสวนแฟนตาซี สืบสวนเฉย ๆ ไม่มีเลย คือก็มีแหละแต่หาปัจจุบันน้อย สืบสวนปัจจุบัน ที่ไม่มีเส้นเรื่องอื่นมาผสมคือผมหาไม่ได้ ไม่รู้จะอ่านของใครหรือถ้ามีก็ไม่โดนใจ เช่น อ่านไปแล้วเจอความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผิด มันก็จะหงุดหงิดอีกสุดท้ายก็เขียนเอง กาสังอังฆาต มาด้วยอารมณฺ์เขียนเองอ่านเองไม่ได้คิดว่าจะขายดี เพราะไม่คิดว่าจะมีคนอ่าน พิมพ์รอบแรกแค่ 1500 แค่ส่งสายส่งก็พอแล้ว ส่วนงานอิงประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ในการ ปลดปล่อยอารมณ์ที่มีประโยชน์มาก ๆ
ผมจะเขียนงานหลัก ๆ อยู่สามกลุ่มคือ สืบสวน ไซไฟ และดราม่า สืบสวนเอาไว้ปล่อยความสนุก ความเคร่งครัด ความจริงจังในการสืบสวน ไซไฟเอาไว้ปลดปล่อยจินตนาการ อยากเล่าอะไรที่หลุดไปจากความเป็นจริง ๆ มาก ๆ สุดท้ายดราม่าคือเอาไว้ถ่ายทอดอารมณ์ดราม่าของตัวเองออกมา คนอ่านสืบสวนกับไซไฟก็ไม่ได้อยากอ่านดราม่าเยอะ เวลาที่เราเขียนอะไรที่มันวิจิตร มันพล็อตพื้นฐานมาก ๆ เราก็รู้สึกอยากเปลี่ยนมาเขียนตัวละครธรรมดาบ้าง ตัวละครนอนคุยกันตอนหนึ่งแล้วก็บ่นนู่นบ่นนี่ไปเรื่อย ๆ เป็นการสลับโหมดสลับอารมณ์ที่มันทำให้เราไม่รู้สึกไม่หมดไฟด้วย ก็เขียนวนไปเรื่อย ๆ
คุณเบสขึ้นชื่อเรื่องการเขียนนิยายแนวสืบสวน มีอะไรอยากแนะนำนักอ่านที่อยากลองอ่านสไตล์นี้ไหม
อยากให้ลองอ่านแนวสืบสวนด้วยเพราะว่ามันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด มันก็นิยายปกติเพียงแต่ว่ามันว่าด้วยการตามหาว่าใครทำผิด สำหรับผมผมรู้สึกว่างานสืบสวนเป็นงานที่คล้าย ๆ เกม เหมือนเล่มเกมไปกับตัวละคร นักสืบ ได้ของมาแบบนี้เราคิดว่าใครเป็นคนร้าย จะหักมุมยังไง เฉลยปมยังไง เราจะทายถูกไหม ผมรู้สึกว่าการอ่านหนังสือหลายแนวทำให้เราผ่อนคลายหลากหลายรูปแบบดี สมมติว่าปกติเราเครียดเราออกไปกินหมูกรอบ แต่ถ้าเราเครียดทุกวันไปกินหมูกรอบทุกวันก็อาจจะเบื่อได้ แต่ถ้าวันนี้เราเครียดเรากินหมูกรอบ พรุ่งนี้เราไปออกกำลังกายอีกวันเราไปตีแบต เปลี่ยนรสชาติในการพักผ่อนไปเรื่อย ๆ มันจะทำให้ชีวิตเรามีสีสันมากขึ้นแล้วก็เราอาจจะกลับมาอ่านนิยายแนวเดิมได้สนุกมากขึ้น
จากการที่คุณเบสไปแจกรายเซ็นที่งานหนังสือบ่อยทำให้เจอแฟนคลับจำนวนมาก มีคำพูดไหนของแฟนคลับที่ติดอยู่ในใจบ้างมั้ยคะ หรือมีคำพูดไหนที่ทำให้อยากทำอาชีพนักเขียนต่อไหม
เอาที่ชอบที่สุดแบบซึ้งกับชอบที่แบบเชิงตลก เอาแบบซึ้งก่อน คือมีนักอ่านคนหนึ่งมารอที่บูธมารอตั้งแต่วันแรก ๆ เป็นคิวที่สามของงานน่าจะเป็นงานรอบที่แล้ว แล้วก็็เราเห็นแล้วว่าน้องใส่วิก แต่ช่วงนั้นเป็นเหมือนงานคอสเพลย์เราก็นึกว่าน้องคอสเพลย์ น้องบอกว่าป่วยเป็นมะเร็งแล้วตอนนี้ก็กำลังคีโมอยู่ ก็คือต้องใส่วิก การออกจากบ้านของน้องเป็นเรื่องที่ใหญ่มากในชีวิตแต่น้องอยากมาเจอเพื่อบอกว่าหนูยังมีชีวิตอยู่ต่อเพราะหนูรู้ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีหนังสือเล่มใหม่ให้หนูรออ่าน หนูรออ่านหนังสือนักสืบของพี่ทุกเล่ม เขารู้สึกว่าพื้นที่นี้มันให้เขาได้มาก ๆ แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขามีความหวังเพื่ออยู่รออะไรบางอย่าง เขาก็รู้ว่าเดี๋ยวเราก็ขายอีก เดี๋ยวก็มีอะไรออกมาใหม่ ๆ แล้วเขาก็เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นที่ปลอดภัยให้เขา เป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ คือไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวหรือป่าว แต่เวลาผมมีปัญหาชีวิตมาก ๆ ผมจะชอบเปิดรายการตลก ๆ ดูรายการทำอาหารอะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันปลอดภัยกับความรู้สึกเรามาก ๆ แล้วเราก็ดีใจที่เราได้เป็นสิ่งนั้นให้กับใครสักคน
ส่วนเรื่องที่ตลกที่สุดที่ชอบคือ นักอ่านเดินมาบอกว่า พี่หนูไม่คิดว่าพี่จะเป็นคนแบบนี้เลยนะ หนูคิดว่าพี่จะเป็นคนจริงจัง เพราะเขียนเรื่องเครียด คนตาย สืบสวน แต่ตัวจริงพี่เป็นตลก ไร้สาระ มันฟังแล้วก็ตลกเพราะเรารู้สึกว่าเราอยากเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้อยากเป็นปูชนียนักเขียน ไม่อยากอยู่บนหิ้งเพราะว่าการอยู่บนหิ้งเป็นเรื่องที่ยาก คือคนเรามันผิดพลาดอยู่แล้ว พอเราอยู่บนหิ้งก็จะถูกคาดหวังเยอะ เราอยากเป็นแค่นักเขียนข้างบ้านที่นักอ่านอ่านแล้วรู้สึกว่าพี่เบสเป็นเพียงนักเขียนข้างบ้านที่ออกหนังสือแล้วเราก็แค่ซื้อมาอ่าน คือไม่ต้องคาดหวังเยอะว่าฉันเป็นใคร เก่งมาจากไหน ฉันแค่รู้สึกว่าคนนี้ตั้งใจเขียนจังเลยอุดหนุนหน่อยดีกว่า ผมไม่ต้องต้องการจะเป็นยอดนักเขียนในดวงใจ รู้สึกว่าตำแหน่งมันใหญ่เกินไป ไม่ได้อยากยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เป็นคนธรรมดาที่ผิดพลาดได้ เราพูดเสมอว่า มันอาจจะพลาดบ้างก็ได้นะแต่ก็อย่าพึ่งหนีไปไหนแล้วกันขอแก้ตัวหน่อย
สำหรับนักเขียนมือใหม่ มีแนวทางแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มเขียนหนังสือไหม
ข้อสำคัญที่สุดคือการหาตรงกลางระหว่างนักเขียนกับนักอ่านให้เจอ นักเขียนจะมีเรื่องที่อยากเขียนมาก ๆ แล้วนักอ่านก็จะมีเรื่องที่อยากอ่าน เขียนตามใจนักอ่านอย่างเดียวก็จะรู้สึกว่าหมดไฟเพราะรู้สึกว่าเป็นเหมือนเครื่องจักรพิมพ์ไม่ได้เป็นนักเขียน แต่จะเขียนอย่างเดียวที่อยากเขียนก็ไม่มีใครอ่าน คือไม่ได้เงินก็อยู่ไม่ได้ บางคนไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินแต่หนังสือลงไปไม่มีคนอ่านมันก็เศร้ามันก็คงไม่รู้สึกดี ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่บิดจุดที่ใช่ในการเป็นนักเขียน
สมมติว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ลองบิดหามุมว่านักอ่านชอบแนวไหน มีวิธีการเล่าเรื่องแบบไหน ลองอ่านหนังสือที่อยู่ในกระแสเยอะ ๆ เพราะหนังสือที่ขายดีคือหนังสือที่นักอ่านชอบ มันอาจจะดีในเชิงวรรณศิลป์แต่รู้ว่านักอ่านชอบเราก็ต้องศึกษา นักเขียนจำนวนมากไม่ค่อยได้ลองฟังเสียงนักอ่านมากเท่าที่ควร ก็อาจจะฟังแต่ไม่ได้พยายามฟังมาก ๆ ขนาดนั้น อาจต้องทำงานหนักกับสิ่งนี้เพราะว่า เราขายของ งานเขียน็เป็นเชิงศิลปะพานิชย์ คือคุณจะไม่สนใจเรื่องขายมันก็ทำให้คุณอยู่ยาก เราต้องหาตรงกลางให้เจอ ถ้าเจอเราก็จะมีความสุข เราก็จะเป็นตัวของตัวเองด้วยแล้วก็จะขายหนังสือได้ด้วย มีคนอ่านด้วยก็จะแฮปปี้
หากคุณเบสต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับความรัก จากนวนิยายเรื่อง ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ และ ‘ดายดวงดอกสนหล่นโรย’ จะเลือกอะไร เพราะอะไร
ผมคงเลือกความรักมั้ง ความรักเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในขณะที่อุดมการณ์เป็นสิ่งที่สมมติขึ้น ไม่มีจริง ดังนั้น เวลาที่เราสามารถรักใครสักคนได้มันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในการช่วยเหลือ เกื้อกูล เมตตาผู้อื่น ในขณะที่อุดมการณ์เป็นมายาคติที่สร้างส่วนใหญ่ก็เพื่อการปกครอง การอยู่ร่วมกัน สัญญาประชาคมใด ๆ ผมเคยพูดอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมก็ค่อนข้างชอบ เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเชื่อขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์ให้เลือกความเป็นมนุษย์เสมอ เพราะสำหรับผมความเป็นมนุษย์สำคัญที่สุด ผมพยายามสื่อสารในงานของผม ผมชอบเอางานประวัติศาสตร์มาเขียนใหม่เพื่อที่อยากจะบอกว่ามันยังมีอีกหลายมุมมองที่คุณไม่เคยเห็นหรือไม่เคยใช้เลนส์สายตาแบบนี้ในการอ่านเรื่องราวใด ๆ เหมือนอย่างดายดวงดอกสนหล่อนโรย ก็แค่จะบอกว่าไม่ว่าเราจะรักชาติแบบไหนสุดท้ายก็รักชาติเหมือนกัน ถ้าย้อนไปวันนั้นแล้วอักษะเป็นฝ่ายชนะ จอมพลป. จะเป็นฮีโร่ทันทีที่นำชาติเข้าสู่การทำสงคราม ดังนั้นถอยกลับมามองอีกก้าวหนึ่งแล้วมองทุกคนเป็นมนุษย์มากขึ้น แล้วจะเข้าใจมนุษย์มากขึ้นกว่าที่เราจะรู้สึกว่าคนนี้ดีคนนี้เลว คิดให้ช้าลงแล้วตัดสินคนอื่นให้น้อยลงทำความเข้าใจให้มากขึ้นสังคมโลกอาจจะสงบสุขมากกว่านี้ เราพยายามไปชี้หน้าว่าใครถูกหรือผิดเสมอมันอาจจะดีก็ได้
“ความรักเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในขณะที่อุดมการณ์เป็นสิ่งที่สมมติขึ้น”
“คิดให้ช้าลงแล้วตัดสินคนอื่นให้น้อยลงทำความเข้าใจให้มากขึ้นสังคมโลกอาจจะสงบสุขมากกว่านี้”
คิดว่าหนังสือของตัวเองเล่มไหนที่คิดว่าอยากให้แมสมากกว่านี้ไหม
ผมอยากให้หนึ่งนับวันนิรันดรแมสมาก ผมจะพูดเสมอว่าหนึ่งนับวันนิรันดรเป็นพล็อตที่พระเจ้ามอบให้ คือผมไม่สามารถเขียนนิยายแนวหนึ่งนับวันนิรันดรได้อีกหลังจากเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาแล้ว พยายามหลายครั้งมากที่จะคิดพล็อตให้ใกล้เคียงแต่ก็คิดไม่ได้อยู่ดี ผมจะพูดเสมอว่าหนังสือของผมสามารถอ้างอิงหรือทำซ้ำรสเดิมได้ แต่หนึ่งนับวันนิรันดรเป็นเล่มเดียวที่ทำไม่ได้ คือไม่สามารถสร้างพล็อต อารมณ์ วิธีการแบบนี้ได้อีก ดังนั้นมันไม่มีวิธีอื่นเลยนอกจากจะขายเล่มนี้ ผมว่าหนึ่งนับวันนิรันดรบรรยากาศคล้ายกับจวบจนสิ้นแสงแดงดาว คือไม่ค่อยกังวลเวลาเห็นคนรีวิว เพราะร้้อยละ 90-95 คนจะชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนพระเจ้าให้มาและเราไม่สามารถทำซ้ำได้แล้ว
3 อนาคตและเส้นทางความฝันที่อยากส่งต่อ
การทำงานในอาชีพนักเขียนในอนาคต ความคาดหวัง และจุดมุ่งหมาย
ไม่ค่อยมี รู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตตัวเองก็มีความสุขดี ได้ทำหนังสือที่ตนเองอยากทำ เขียนหนังสือมาขายแล้วไม่ขาดทุน มีคนรออ่าน หรือเวลาที่เราคิดพล็อตอะไรสักอย่างออกแล้วอยากเขียน ก็ไปโพสต์สเตตัสบนช่องทางต่าง ๆ หรือไปทำคลิป Tiktok แล้วก็มีคนมาบอกว่าอยากอ่าน ชีวิตนักเขียนก็แค่นี้ เราอยากเล่าเรื่อง มีคนอยากอ่าน จะต้องการอะไรมาก เรารู้สึกว่าเราก็อิ่มตัวนะ ชีวิตมีนักอ่านที่รักเรา มีผลงานที่เราแฮปปี้ได้ทำงานอะไรแบบนี้
ก้าวต่อไปที่อยากทำก็คิดว่า ในจุดหนึ่ง ถ้าอยู่ตัวกว่านี้ อยากจะซัพพอร์ตนักเขียนคนอื่นมากขึ้น อยากเอาผลงานคนอื่นมาตีพิมพ์ หรืออยากจะเปิดช่องทางถ่ายทอดโนว์ฮาวความรู้หรือว่าซัพพอร์ต ตั้งใจว่าจะทำเป็นมหกรรมหนังสือเล็ก ๆ แล้วชวนนักเขียนอิสระมาออกบูธ หรือว่าทุกวันนี้ที่ได้ไปทำงานอยู่ในสมาคมผู้จัดพิมพ์ เพราะว่าอยากจะสนับสนุนให้วงการมันไปข้างหน้าได้มากกว่านี้ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตนเอง บางทีเราเห็นคนอื่นที่มีความฝัน ความพยายามมาก ๆ แล้วถ้าเราซัพพอร์ตเขาได้ในทางตรงหรือทางอ้อมก็คงจะดี แต่ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น เราก็ทำเท่าที่เราไหว แต่วันหนึ่งถ้าเราคิดว่าเรานิ่งแล้ว มั่นคงแล้ว แล้วก็พร้อมมาก ๆ แล้ว เช่นเราอาจจะเขียนหนังสือปีละเล่ม ช่วยเอาของคนอื่นมาดู มาช่วยมาบริหารจัดการ หรือว่ามาช่วยผลักดันให้เขาไปข้างหน้ามากขึ้น
ในฐานะคุณเบสเป็นกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ แล้วการทำงานในสมาคมมีแนวทางอย่างไรในการสนับสนุนให้วงการหนังสือไทยไปไกลกว่านี้ไหม
สำหรับผม ผมว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สมาคมผู้จัดพิมพ์ผลักดันวงการหนังสือเยอะมาก โดยฉพาะเรื่องของการส่งออกหนังสือ ส่งออกลิขสิทธิ์ การจัดการเรื่องการบริหารการแปล สมาคมผู้จัดพิมพ์หางบจากภาครัฐมาเยอะ แล้วก็สนับสนุนมาก ๆ ในการช่วยเหลือวงการ โดยเฉพาะการส่งออก การบริหารจัดการ การเพิ่มศักยภาพในวงการหนังสือ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็มีข้อจำกัด ตอนเราอยู่ข้างนอกเราอาจจะไม่ค่อยรู้ พอไปทำข้างในเราถึงได้รู้ว่านี่คือทำสุด ๆ แล้ว กรรมการมีค่าแรงเพียง 2,000 บาทต่อเดือน เราทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว คนข้างนอกอาจจะชอบบ่นว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ถ้าลองมาทำจะรู้ว่ามันทำที่สุดได้แค่นี้ ไม่ได้กวน แต่ถ้าใครคิดว่าทำได้ดีกว่านี้ก็อยากชวนมาทำ เพราะว่านี่ก็ทำให้สุด ๆ แล้ว ทุกอย่างผลิตผลที่ออกไป มันก็ทำได้มาก ๆ แล้ว
บางอย่างมันไม่สามารถทำได้มากกว่านี้ มันจะติดเงื่อนไขภาครัฐ ภาครัฐจะสนับสนุนแบบนี้ เราไม่สามารถเอาเงินไปโยนให้ผู้พิมพ์หนังสือได้โดยตรง หรือค่าบูธทุกวันนี้ไม่มีกำไรนะ เอาค่าเช่าฮอลล์มาหารจำนวนบูธ่แล้วคิดตามนั้นเลย เหลือแค่ที่เดียวก็ขาดทุนแล้ว ขายหมดก็เท่าทุน สมาคมผู้จัดพิมพ์แทบไม่ได้อะไรจากการทำหนังสือ สมาคมหางบมาผลักดันอย่างเดียว พอได้เข้ามาทำข้างในก็รู้สึกว่ามันน่าอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะคนที่อยู่ข้างในก็ทำอะไรเพื่อคนอื่นเหมือนกัน เดือนละ 2,000 เอง ใครว่างก็อยากชวนไปทำ ขับรถไปประชุมยังไม่ได้เลย แต่ก็ทำก็ได้
ตอนนี้มีโปรเจกต์ใหม่เกี่ยวกับนิยายเรื่องถัดไปไหม
จริง ๆ มีเยอะ แต่หลักๆที่จะออกงานหนังสือรอบนี้ก็จะมี 4 ประเภทหลัก ๆ ที่จะออก็คือ สืบสวน ‘ปาเจราจาบัลย์’ ที่เขียนจบแล้ว กลุ่มที่ 2 ที่จะเขียนคืนนี้คือ ‘โหราฆาตกรรม’ ที่เป็นแนวระทึกขวัญ เล่มแรกคือ ‘ใครตายก่อนชนะ’ แล้วก็เล่มที่ 3 เป็นแนวไซไฟ เป็นเศรษฐศาสตร์ผสมกับฟิสิกส์จักรวาล ว่าถึงเรื่องการเงิน แล้วก็จะเขียนถึงเล่มถัดไปชื่อว่า ‘สามเกือบเป็นไปไม่ได้’ เล่มสุดท้ายเป็นเกย์ขมอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดิม ชาติที่แล้วอาจจะเกิดในยุคจอมพลป.เพราะเขียนหนังสือในยุคนั้นมา 4-5 เล่มแล้ว อาจจะเป็นใครสักคนในสงคราม ที่เขียนเพราะว่าพอมาศึกษามีเรื่องอีกเยอะมากทีี่ต้องเล่า จริง ๆ ตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 อีก แต่ว่าไปออสเตรเลีย ไปเดินพิพิธภัณฑ์สงคราม แล้วรูู่้สึกว่าสิ่งนี้ไม่เล่าไม่ได้ ถ้าไม่เล่าเรื่องนีี้ คนไทยจะไม่ได้รู้แน่ ๆ เลยเอาไปเล่าดีกว่า แล้วยอมให้คนด่าว่าเขียนแต่เรื่องซ้ำ ๆ ไม่เป็นไร ด่ามาก็ได้ (ขำ ๆ) ก็ช่วยๆกันอ่านครับ
ฝากผลงานของคุณเบส และช่องทางการสื่อสารว่าสามารถติดตามได้ทางไหนบ้าง
ฝากช่องทาง Facebook, Tiktok, Instagram, Twitter และ Youtube สามารถเสิร์ชว่า “กิตติศักดิ์ คงคา” ได้เลย หรือง่ายที่สุดก็อ่านหนังสือที่มีชื่อ “กิตติศักดิ์ คงคา” บนปก ก็เป็นพระคุณอย่างมากแล้วครับ
บทสัมภาษณ์ของคุณเบสในครั้งนี้ไม่ได้พาให้เรารู้จักนักเขียนผู้รังสรรค์ผลงานชื่อดังเพียงเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้เห็นถึงเบื้องหลังความคิด วิธีการทำงาน และมุมมองการใช้ชีวิตของคนผู้หนึ่ง ที่เลือกเดินตาม “แพสชัน” ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบอย่างน่าสนใจ โดยเห็นได้ว่าความสำเร็จของคุณเบสไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการวางแผน วินัย การสังเกตโลกอยู่เสมอ รวมทั้งการไม่หยุดที่จะเรียนรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสัมภาษณ์คุณเบสในครั้งนี้คือ การเป็นนักเขียนไม่ใช่แค่การเขียนหนังสือ แต่คือการคิด การเข้าใจมนุษย์ และการส่งสารไปถึงใจผู้อ่าน คุณเบสทำให้เราเห็นว่าหนังสือไม่ใช่เพียงกระดาษที่เปื้อนน้ำหมึก หากแต่คือพื้นที่ปลอดภัย ความหวัง จนเป็นถึงแรงผลักดันให้ใครบางคนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกอันแสนวุ่นวายนี้
อีกทั้งการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ยังทำให้เราเข้าใจวงการหนังสือไทยมากขึ้น ทั้งในมุมมองของนักเขียน สำนักพิมพ์ และการทำงานเบื้องหลัง ที่ต้องอาศัยทั้งศิลปะและความรู้ด้านการบริหารธุรกิจควบคู่กันไป รวมถึงทำให้เห็นความตั้งใจของคนในวงการที่พยายามผลักดันให้วรรณกรรมไทยเติบโตและมีพื้นที่มากขึ้นในสังคม ในท้ายที่สุดนี้สิ่งที่น่าจดจำจากการสัมภาษณ์คุณเบสอาจไม่ใช่เพียงเทคนิคการเขียนหรือความสำเร็จของคุณเบส แต่กลับเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายว่า “คิดให้ช้าลง ตัดสินคนอื่นให้น้อยลง ทำความเข้าใจให้มากขึ้น” ที่ไม่เพียงสะท้อนตัวตนของนักเขียนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นมุมมองต่อมนุษย์และโลกที่น่าจดจำอีกด้วย
ภาพถ่ายโดย ©️ นิวัต พุทธประสาท

















