กระแสประเด็นร้อนในแวดวงการหนังสืออย่างอาชีพ บรรณารักษ์ กำลังเผชิญกับการยุบตำแหน่งในหน่วยงานราชการไทย ท่ามกลางนโยบายปฏิรูประบบราชการที่มุ่งลดขนาดกำลังคนและทบทวนตำแหน่งที่ถูกมองว่า “ไม่จำเป็น” โดยเฉพาะงานที่ดูเหมือนทำซ้ำได้ไม่ยาก ตั้งแต่การยืม-คืนหนังสือ การจัดเรียงหนังสือบนชั้น ไปจนถึงการค้นหาข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้น คำถามหนึ่งจึงตามมาว่า แล้วเรายังจำเป็นต้องมี ‘คน’ อยู่ตรงนั้นอีกหรือไม่
สารบัญ
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย โรงเรียนในอังกฤษถูกตัดงบจนตำแหน่งบรรณารักษ์ประจำโรงเรียนลดลง ห้องสมุดหลายแห่งในสหรัฐฯ และยุโรปก็ต้องลดจำนวนเจ้าหน้าที่ ภายใต้ความคิดที่ว่าเมื่อข้อมูลหาได้จาก Google หรือ AI แล้ว “คนเฝ้าห้องสมุด” อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป
เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงอีกอาชีพหนึ่งที่หายไป และมีความเกี่ยวพันกับวงการหนังสือนั่นคือ “เลคเตอร์” (Lector) ผู้มีหน้าที่อ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ หรือเรื่องราวต่างๆ ให้คนงานฟังระหว่างทำงาน โดยเฉพาะในโรงงานและสถานที่ทำงานของแรงงานในอดีต
แม้บริบทของบรรณารักษ์กับเลคเตอร์จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งสองอาชีพกลับมีจุดร่วมเดียวกันคือการถูกมองว่าทำหน้าที่เพียง “ส่งผ่านข้อมูล” เมื่อมีเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เข้ามาทำหน้าที่นี้ได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น บทบาทของมนุษย์ที่เคยอยู่ตรงกลางจึงเริ่มถูกตั้งคำถามว่ายังจำเป็นอยู่หรือไม่
อาชีพเลคเตอร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของอาชีพหนึ่งที่เลือนหายไปในประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกในวันนี้ โลกที่เทคโนโลยีเข้ามารับช่วงต่อหน้าที่ของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เราต้องย้อนถามว่า เมื่อข้อมูลไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง (ผู้ถ่ายทอด) อีกต่อไป มนุษย์ที่เคยทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลนั้นจะเหลือบทบาทอะไร
บทความนี้เกิดขึ้นจากคำถามดังกล่าว และจากคลิปวิดีโอของ TikTok แอ็กเคานต์ pop_siriam ที่เล่าเรื่อง “อาชีพที่หายไป” ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักอาชีพเลคเตอร์ และอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวในอดีตมาเชื่อมโยงกับคำถามเกี่ยวกับบรรณารักษ์และโลกการทำงานในปัจจุบัน
ทำความรู้จัก “เลคเตอร์” คนอ่านหนังสือกลางโรงงานซิการ์
ลองนึกถึงภาพโรงงานที่มีคนงานหลายร้อยคนนั่งก้มหน้าก้มตาม้วนซิการ์ด้วยมือซ้ำๆ วันละหลายชั่วโมง ไม่มีวิทยุ ไม่มีเพลง มีเพียงเสียงมีดตัดใบยาสูบและเสียงพูดคุยเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้น กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เสียงของคนที่นั่งอยู่บนแท่นสูงกลางห้อง ถือหนังสือพิมพ์หรือหนังสือเล่มหนา นั่งอ่านออกเสียงดังฟังชัดให้ทุกคนฟังไปพร้อมกัน คนคนนั้นเรียกว่า “เลคเตอร์”(Lector)
อาชีพนี้เริ่มต้นในโรงงานซิการ์ของคิวบา ที่ซึ่งคนงานหาคนมาอ่านหนังสือให้ฟังระหว่างทำงานที่น่าเบื่อหน่ายและซ้ำซาก ในปี ค.ศ. 1878 หลังสงครามเพื่อเอกราชของคิวบาที่ยืดเยื้อมานาน 10 ปีสิ้นสุดลง ประเทศตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ชาวคิวบาจำนวนมากต้องเผชิญกับความเป็นปฏิปักษ์และภาษีที่หนักหน่วง จนต้องอพยพออกจากประเทศเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ แรงงานคนทำซิการ์กลุ่มใหญ่ตามวิเซนเต มาร์ติเนซ อีบอร์ (Vicente Martínez Ybor) อดีตนักปฏิวัติ ไปยังโรงงานที่เขาก่อตั้งขึ้นทั้งในคีย์เวสต์และแทมปา ในรัฐฟลอริดา นับตั้งแต่ราว ค.ศ. 1865 เป็นต้นมา และได้นำประเพณีเลคเตอร์ติดตัวมาด้วย
บทบาท : มากกว่าแค่คนอ่านหนังสือ
คนที่จะมาเป็นเลคเตอร์นั่นไม่ได้จำกัดเพศ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเพศเดียวกับคนงานในโรงงานนั้น คุณสมบัติสำคัญคือต้องมีเสียงดังฟังชัด มีลีลาการอ่านที่ชวนติดตาม และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของเรื่องราวให้คนฟังรู้สึกร่วมไปด้วยได้ เพราะต้องอ่านให้คนนับร้อยได้ยินโดยไม่มีไมโครโฟน ฟังดูแล้วหน้าที่ของเลคเตอร์อาจดูเรียบง่าย เพียงแค่ ‘อ่านหนังสือให้คนอื่นฟัง’ แต่เมื่อมองลึกลงไป อาชีพนี้กลับมีบทบาทมากกว่านั้น
หน้าที่แรกที่เห็นได้ชัดคือการช่วยแก้ความน่าเบื่อหน่ายในการทำงาน คนงานต้องนั่งทำงานเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานานในสภาพที่ไม่สะดวกสบาย การได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจไม่เพียงช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ยังช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจ และลดเสียงพูดคุยดังรบกวนสมาธิในการทำงานอีกด้วย
แต่บทบาทที่สำคัญยิ่งกว่าคือการให้ความรู้ ในยุคที่คนงานผู้อพยพจำนวนมากอ่านหนังสือเองไม่ออก การได้ฟังข่าวสารบ้านเมือง เอกสารทางการเมือง หรือวรรณกรรมคลาสสิกของนักเขียนอย่าง Victor Hugo, Rudyard Kipling และ Alexandre Dumas ไปจนถึงนิยายประโลมโลกทั่วไป ทำให้พวกเขาได้รับความรู้รอบตัวและเข้าใจโลกภายนอกได้ดีขึ้นกว่าที่เคย เนื้อหาที่จะอ่านนั้นคนงานเป็นผู้โหวตเลือกกันเอง บางโรงงานถึงกับจัดช่วงเวลาการอ่านคล้ายผังรายการวิทยุ เช่น ช่วงเช้าอ่านข่าวสาร ต่อด้วยสาระความรู้ และปิดท้ายด้วยนวนิยาย
ด้วยบทบาทที่คาบเกี่ยวระหว่างครูและนักแสดงเช่นนี้ เลคเตอร์จึงมีสถานะกึ่งปัญญาชนในโรงงาน พวกเขาได้รับค่าจ้างสัปดาห์ละ 25-50 เซนต์ต่อคนงานหนึ่งคน โดยเงินส่วนนี้มาจากคนงานเองเป็นหลัก ไม่ใช่จากเจ้าของโรงงาน จึงไม่มีข้อผูกมัดหรือสวัสดิการใดๆ กับฝ่ายบริหาร และเป็นอิสระเต็มที่ที่จะเลือกอ่านเนื้อหาตามที่คนงานต้องการอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากความรู้และความบันเทิงแล้ว การฟังเรื่องราวร่วมกันยังสร้างความรู้สึกเป็นชุมชนและความสามัคคีในหมู่คนงาน การได้แชร์อารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่องเดียวกันทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก บางครั้งถึงขนาดที่หมดเวลางานแล้วแต่เรื่องกำลังถึงตอนสนุกพอดี คนงานก็ยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อขอให้เลคเตอร์อ่านต่อไปอีกหน่อย
และเพราะเป็นทั้งผู้ให้ความรู้และผู้ให้ความบันเทิงในคนเดียวกัน เลคเตอร์จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของขบวนการแรงงานโดยไม่ได้ตั้งใจ นักประวัติศาสตร์จอร์จ โพซเซตตา (George Pozzetta) เคยเขียนไว้ว่า ผู้อ่านในบทบาทของผู้ให้การศึกษาได้เผยแพร่แนวคิดสู่คนงานซิการ์ จนกลายเป็นเหมือนสายล่อฟ้าของขบวนการแรงงานที่เข้มข้นขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่า ผู้อ่านคือคนจุดเทียนให้ลุกโชน แต่ก็ต้องย้ำว่าเลคเตอร์เองไม่ได้มีภารกิจปลุกปั่นแต่อย่างใด เพราะคนงานคือผู้เลือกเนื้อหาด้วยตัวเองมาโดยตลอด เพียงแต่เมื่อผสมกับกระแสแนวคิดสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ที่กำลังแพร่หลายในต้นศตวรรษที่ 20 คนงานก็เริ่มเลือกฟังเนื้อหาที่ยั่วยุมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื้อหาเหล่านี้เปิดโลกให้คนงานได้รับรู้ถึงเหตุการณ์และแนวคิดที่เกิดขึ้นนอกกำแพงโรงงาน ปลุกให้พวกเขาเริ่มตระหนักถึงสิทธิแรงงานของตัวเอง จนนำไปสู่การรวมตัวเป็นสหภาพและการนัดหยุดงานครั้งสำคัญในปี 1920 และ 1931 ด้วยเหตุนี้ เลคเตอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงคนอ่านหนังสือธรรมดา แต่กลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญทางสังคมภายในโรงงาน
เมื่อเทียนถูกดับ : จุดจบของเลคเตอร์
เมื่อเลคเตอร์กลายเป็นชนวนของการรวมตัวเรียกร้องที่เข้มแข็งขึ้น เจ้าของโรงงานหลายแห่งเริ่มมองว่าอาชีพนี้เป็นภัยคุกคาม บางครั้งเลคเตอร์ที่อ่านหนังสือแนวซ้ายมากเกินไปก็ถูกแบนออกจากโรงงาน จนกระทั่งปี 1931 อาชีพเลคเตอร์ในสหรัฐฯ ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ เพราะฝ่ายบริหารมองว่าเนื้อหาที่นำมาอ่านเป็นสาเหตุสำคัญของการนัดหยุดงาน ประจวบกับช่วงเวลาเดียวกันที่วิทยุและเทคโนโลยีเสียงเริ่มแพร่หลาย ทำให้เจ้าของโรงงานมีข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากขึ้นในการยกเลิกตำแหน่งนี้
ที่เมืองอีบอร์ ซิตี (Ybor City) รัฐฟลอริดา มีรูปปั้นของโรแลนด์ มานเตกา (Roland Manteiga) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ La Gaceta หนังสือพิมพ์สามภาษา (อังกฤษ สเปน อิตาลี) ฉบับเดียวที่ยังตีพิมพ์อยู่ในสหรัฐฯ จนถึงทุกวันนี้ ตั้งอยู่เพื่อรำลึกถึงประเพณีนี้ เพราะบิดาของเขา ผู้ก่อตั้ง La Gaceta เคยเป็นเลคเตอร์ผู้ได้รับความเคารพอย่างสูงในโรงงานซิการ์มาก่อน ประเพณีเลคเตอร์เสื่อมถอยลงหลังการนัดหยุดงานปี 1931 แต่ร่องรอยของมันยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจของเมืองแห่งนี้
เลคเตอร์ กับ บรรณารักษ์
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนงานในโรงงานซิการ์ยุคนั้นจำนวนไม่น้อยไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ พวกเขาจึงไม่ได้ทำความเข้าใจโลกผ่านตัวอักษรที่อ่านด้วยตัวเอง หากแต่ผ่าน “การฟัง” เสียงของเลคเตอร์จึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่พาความรู้ ข่าวสาร วรรณกรรม และเรื่องราวจากโลกภายนอกเข้ามาสู่พื้นที่ทำงาน ในแง่นี้ เลคเตอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงคนที่ถูกจ้างมา “อ่านหนังสือให้ฟัง” แต่กำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความรู้กับคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงความรู้เหล่านั้นด้วยตัวเอง หนังสือหนึ่งเล่มอาจอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนงานคนหนึ่ง แต่กลับสามารถถูกส่งต่อผ่านเสียงอ่าน และทำให้คนทั้งกลุ่มได้ร่วมกันรับรู้เรื่องราวเดียวกัน การอ่านจึงไม่ได้เป็นกิจกรรมส่วนตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นประสบการณ์ร่วมของคนในโรงงาน
แนวคิดนี้ชวนให้นึกถึงอาชีพบรรณารักษ์ในปัจจุบัน เพราะแม้บริบทจะห่างกันเป็นร้อยปี แต่หัวใจของงานกลับไม่ต่างกัน ห้องสมุดในความหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่สถานที่เก็บหนังสือ แต่คือพื้นที่ที่เปิดให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่จำกัดว่าใครมีต้นทุนทางการศึกษาหรือฐานะแบบไหน เด็กจากครอบครัวที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือ คนตกงานที่อยากหาข้อมูลสมัครงานใหม่ ผู้สูงอายุที่อยากอ่านหนังสือพิมพ์แต่สายตาไม่ดีพอ หรือแม้แต่คนไร้บ้านที่อยากมีที่นั่งอุ่นๆ อ่านหนังสือสักชั่วโมง ทุกคนเดินเข้าห้องสมุดได้โดยไม่ต้องมีบัตรสมาชิกราคาแพงหรือใบรับรองอะไรทั้งสิ้น
บรรณารักษ์ที่ดีจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ยืม-คืนหนังสือหรือจัดเรียงชั้นให้เป็นระเบียบ แต่ทำหน้าที่คัดสรร แนะนำ และบางครั้งก็ ‘อ่านให้ฟัง’ ในความหมายที่กว้างกว่านั้น เช่น การจัดกิจกรรมเล่านิทานให้เด็ก การช่วยผู้สูงอายุหรือผู้ที่อ่านหนังสือไม่คล่องให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ การแนะนำหนังสือให้ตรงกับความสนใจของคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากอ่านอะไร หรือแม้แต่การเป็นคนกลางที่ช่วยกรองข้อมูลเท็จออกจากข้อมูลจริงในยุคที่ทุกอย่างท่วมอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้คืองานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นแก่นแท้ของอาชีพ ไม่ต่างจากที่เลคเตอร์เคยทำในโรงงานซิการ์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ดังนั้น ทั้งสองอาชีพนี้ทำหน้าที่เดียวกันคือ เป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง ‘ความรู้’ กับ ‘คนที่เข้าไม่ถึง’ และคอยเปิดประตูให้คนเหล่านั้นเดินเข้าไปได้ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน หน้าที่นี้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีทำแทนได้ยาก เพราะมันไม่ใช่แค่การส่งข้อมูล แต่คือการเข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร และรู้วิธีที่จะทำให้ความรู้นั้นเข้าถึงได้จริง
เลคเตอร์ในศตวรรษที่ 21
เมื่อมองย้อนมาในยุคปัจจุบัน อาชีพเลคเตอร์อาจไม่ได้หายไปไหนเสียทีเดียว เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย พอดแคสต์ หนังสือเสียง และการอ่านให้ฟังบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ ในทุกวันนี้ ก็คือการนำแนวคิดเดิมกลับมาในรูปแบบใหม่ คนทำงานที่เปิดพอดแคสต์ฟังระหว่างขับรถฝ่ารถติด คนที่เปิดหนังสือเสียงฟังไปด้วยระหว่างล้างจาน พับผ้า หรือออกกำลังกายในยิม หรือแม้แต่คนทำงานสายครีเอทีฟที่เปิดพอดแคสต์คลอไปด้วยระหว่างนั่งรังสรรค์ผลงาน ก็ไม่ต่างจากคนงานม้วนซิการ์ที่ฟังเลคเตอร์อ่านไปพร้อมกับมือที่ยังคงทำงานไม่หยุด เพียงแต่ตอนนี้เสียงที่เราฟังไม่ได้ดังมาจากแท่นสูงกลางห้อง แต่ดังผ่านหูฟังไร้สายที่เสียบอยู่ในหูของเราแทน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการนำ “เสียง” เข้ามาอยู่ร่วมกับกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน
แม้แต่รูปแบบเนื้อหาก็ยังคล้ายกัน พอดแคสต์ข่าวสารตอนเช้าที่คนฟังระหว่างเดินทางไปทำงาน ก็ไม่ต่างจากช่วงข่าวสารที่เลคเตอร์เคยอ่านให้ฟังตอนเช้าในโรงงาน หนังสือเสียงที่ค่อยๆ เล่าเรื่องยาวเป็นตอนๆ ก็ทำหน้าที่เดียวกับนิยายที่เลคเตอร์เคยอ่านต่อเนื่องกันหลายวันจนคนงานติดใจรอฟังตอนต่อไป หรือแม้แต่พอดแคสต์แนวให้ความรู้ทั่วไป ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากช่วงสาระความรู้ที่เคยอยู่ในผังการอ่านของเลคเตอร์เมื่อร้อยปีก่อน
สิ่งที่ต่างออกไปอย่างชัดเจนคือ “ผู้เลือกเนื้อหา” ในโรงงานซิการ์ คนงานมีส่วนร่วมเลือกเนื้อหาที่ต้องการฟัง บางแห่งมีการโหวตว่าจะให้เลคเตอร์อ่านอะไร และตัวเลคเตอร์เองก็เป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับคนฟัง เขารู้ว่าคนงานกำลังทำอะไร เหนื่อยแค่ไหน สนใจเรื่องอะไร และบางครั้งก็อาจเลือกเรื่องที่จะอ่านจากบรรยากาศของคนในโรงงาน เลคเตอร์คนหนึ่งอาจเลือกอ่านนิยายรักในวันที่งานหนักและผู้คนต้องการเรื่องราวสักอย่างมาช่วยผ่อนคลาย หรือเลือกอ่านข่าวและบทความที่กำลังเป็นประเด็น เพราะรู้ว่าคนงานอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนอกโรงงาน การเลือกเนื้อหาจึงไม่ได้เกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่มีความสัมพันธ์ระหว่าง “คนอ่าน” กับ “คนฟัง” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ปัจจุบัน ผู้เลือกเนื้อหาส่วนหนึ่งกลับกลายเป็น “อัลกอริทึม” ระบบจะจดจำว่าเราเคยฟังอะไร ฟังนานแค่ไหน กดข้ามรายการใด และจากข้อมูลเหล่านั้นก็จะพยายามแนะนำสิ่งที่เราน่าจะสนใจให้ฟังต่อไป ข้อดีคือเรามีทางเลือกมากขึ้น จากที่คนงานในอดีตอาจต้องเลือกจากหนังสือไม่กี่เล่มที่หาได้ในโรงงาน วันนี้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาจากทั่วโลกได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็อาจกำลังปล่อยให้ระบบเลือกแทนเราโดยไม่รู้ตัว
ความแตกต่างนี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า อัลกอริทึมรู้จักเราในแบบเดียวกับที่เลคเตอร์เคยรู้จักคนงานหรือไม่อัลกอริทึมรู้ว่าเราคลิกอะไร รู้ว่าเราฟังอะไรจบ รู้ว่าเราข้ามอะไร และรู้ว่าเรามักกลับไปฟังเนื้อหาประเภทไหน แต่สิ่งที่ระบบรู้จากพฤติกรรมการฟัง อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับความต้องการของมนุษย์ในช่วงเวลานั้นเสมอไป
เลคเตอร์ในโรงงานจึงมีความเป็น “มนุษย์” อยู่ในกระบวนการเลือกและถ่ายทอดมากกว่า เขาไม่ได้เพียงส่งข้อมูลจากหนังสือไปยังผู้ฟัง แต่ใช้เสียง จังหวะ และอารมณ์ของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องด้วย สิ่งที่คนงานได้รับจึงไม่ใช่แค่เนื้อหาจากหนังสือ หากยังเป็นประสบการณ์ร่วมของการนั่งฟังเรื่องเดียวกันไปพร้อมกับคนอื่นๆ
แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องโรแมนติไซส์อดีต เพราะการฟังเลคเตอร์ก็ไม่ได้หมายความว่าคนงานทุกคนจะตั้งใจฟังทุกคำ และการฟังพอดแคสต์ในปัจจุบันก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังฟังอย่างไร้สมาธิเสมอไป แต่ความแตกต่างของสองยุคนี้ทำให้เราเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการฟังของมนุษย์ได้ชัดขึ้น
คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าเลคเตอร์หายไปไหน แต่คือเราใช้เสียงที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร เรากำลังฟังเพื่อเรียนรู้บางอย่างไปพร้อมกับการทำงานเหมือนคนงานในโรงงานซิการ์เมื่อกว่าร้อยปีก่อนหรือเปล่า หรือเราเพียงเปิดเสียงทิ้งไว้เพื่อให้ความเงียบระหว่างวันไม่ว่างเปล่าเกินไป?
เราเปิดพอดแคสต์ตอนหนึ่ง แล้วตั้งใจฟังจนจบ หรือเปลี่ยนไปอีกตอนทันทีที่เรื่องเริ่มไม่น่าสนใจ? เรากำลังเลือกสิ่งที่อยากฟังด้วยตัวเอง หรือเพียงปล่อยให้ระบบเลือกสิ่งถัดไปให้? บางทีสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีอาจไม่ใช่ “การอ่านให้ฟัง” แต่เป็น วิธีที่มนุษย์จัดสรรความสนใจให้กับเสียงที่อยู่รอบตัว
จากแท่นอ่านหนังสือกลางโรงงานมาสู่หูฟังไร้สาย การฟังยังคงเดินทางไปพร้อมกับการทำงานเหมือนเดิม เพียงแต่วันนี้เรามีเสียงให้เลือกมากกว่าเดิม และเมื่อมีเสียงมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เราจะฟังอะไร” แต่เป็น “เราจะเลือกฟังอะไรอย่างตั้งใจ” ท่ามกลางเสียงนับล้านที่พร้อมจะเข้ามาอยู่ในหูของเราในทุกวัน
งานที่มองไม่เห็น แต่ขาดไม่ได้
จากแท่นสูงกลางโรงงานซิการ์ในเมืองอีบอร์ ซิตี ไปจนถึงเคาน์เตอร์ห้องสมุดในหน่วยงานราชการไทยที่กำลังถูกทบทวนว่า “จำเป็น” หรือไม่ สิ่งที่เชื่อมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันไม่ใช่ตัวอาชีพ แต่คือคำถามเดียวกันที่วนกลับมาหาเราอีกครั้ง นั่นคือเมื่อเทคโนโลยีทำหน้าที่ “ส่งผ่านข้อมูล” ได้ดีขึ้น มนุษย์ที่เคยยืนอยู่ตรงกลางจะยังมีที่ยืนอยู่หรือไม่
เลคเตอร์หายไปเพราะถูกมองว่าเป็นภัยทางการเมืองมากกว่าจะเป็นแค่ต้นทุนที่ตัดได้ ความรู้และประสบการณ์ร่วมที่เคยมีในโรงงานหายไปพร้อมกับเขา และต้องรออีกเกือบร้อยปี กว่าจะมีพอดแคสต์และหนังสือเสียงมาเติมเต็มช่องว่างนั้นอีกครั้ง
คำถามคือ บรรณารักษ์ในวันนี้กำลังเดินตามรอยเดียวกันหรือเปล่า ผู้คนตัดสินใจว่าอาชีพหนึ่งไม่จำเป็นจากงานที่ทำ เช่น การยืม-คืน การจัดเรียงชั้น โดยไม่เห็นงานอีกส่วนที่สำคัญกว่านั้นคือ การคัดสรร การทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้คนกับความรู้ หรือการทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับห้องสมุดรู้สึกว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของพวกเขา เราอาจเห็นคนหนึ่งกำลังจัดหนังสือขึ้นชั้น แต่ไม่เห็นเด็กที่กำลังค้นพบหนังสือเล่มแรกที่ตัวเองรัก เราอาจเห็นคนหนึ่งกำลังตอบคำถามหน้าเคาน์เตอร์ แต่ไม่เห็นคนอีกคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเข้าถึงข้อมูลบางอย่างได้เป็นครั้งแรก สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่างานได้เช่นกัน
บทเรียนจากเลคเตอร์ไม่ใช่เรื่องราวของอาชีพหนึ่งในอดีต แต่คือคำเตือนว่า เมื่อเราตัดสินคุณค่าของอาชีพจากงานที่เทคโนโลยีทำแทนได้ เราอาจมองข้ามคุณค่าของงานส่วนที่เทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความรู้ ซึ่งไม่เคยวัดได้จากจำนวนหนังสือที่จัดเรียง แต่อยู่ในสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อใครสักคนได้พบหนังสือ ได้ตั้งคำถามที่ไม่เคยคิดจะถาม หรือค้นพบว่าตัวเองก็มีสิทธิ์เรียนรู้เหมือนคนอื่น
ครั้งต่อไปที่เราเดินผ่านห้องสมุด หรือเห็นข่าวการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์สักแห่ง ฉันอยากให้ผู้อ่านได้ลองถามตัวเองว่า เรากำลังมองเห็นแค่ “คนที่ยืม-คืนหนังสือ” หรือกำลังมองข้ามใครบางคนที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเลคเตอร์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน คนที่คอยจุดเทียนเล่มเล็ก ให้กับใครสักคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังตามหาแสงสว่างอยู่






No Comment! Be the first one.