บรรณาธิการ และภาพประกอบ โดย วัลคุ์วดี ชุมจุล สุสาน , ฝัง
เรื่องสั้น สุสาน , ฝัง ของ พิชญะ ลาภาพันธุ์ ไม่ได้พูดถึงความตายในฐานะจุดสิ้นสุดของชีวิตเท่านั้น หากยังตั้งคำถามไปยังคนที่ยังมีชีวิตอยู่...
“ความตายคือความลืม ในความมืดอันเงียบงันในโลงศพ สุสาน หรือคนตายข้างถนน รวมถึงเถ้ากระดูกเผาบรรจุในอัฐิ พวกเขาและเธอได้หลอมกลายมาเป็นหนึ่งกัน มิใช่ทั้งผีทั้งคนทั้งแสงทั้งเงา – แต่คืออดีตบริบูรณ์”
เรื่องสั้น “สุสาน, ฝัง” ของ พิชญะ ลาภาพันธุ์ ไม่ได้พูดถึงความตายในฐานะจุดสิ้นสุดของชีวิตเท่านั้น หากยังชวนเรามองไปยังคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และตั้งคำถามว่า เราจะอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อความตายพาความสัมพันธ์จบลงทั้งที่ยังมีเรื่องค้างคาและคำพูดที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ย
เรื่องราวพาเราเข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ผ่านความรัก ความเจ็บปวด ความคาดหวัง และสิ่งที่แต่ละคนเลือกเก็บไว้ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของ “วารินทรา” กับคนรัก ความไม่เข้าใจกันไม่ได้ถูกคลี่คลายแต่กลับถูกปล่อยให้สะสม ราวกับระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ จนเมื่อแรงอารมณ์พาทุกอย่างไปถึงจุดแตกหัก ความตายจึงเข้ามาเป็นเส้นแบ่งที่ปิดโอกาสการพูดคุยอย่างไม่มีวันย้อนกลับ
เมื่อคนหนึ่งจากไป สิ่งที่ยังอยู่จึงไม่ใช่เพียงความทรงจำ หากยังรวมถึงความรู้สึกของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งความรัก ความเสียใจ ความรู้สึกผิด และคำถามว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เราจะพูดอะไรกับคนคนนั้น
“ผี” ในเรื่องจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความหลอน หากยังเป็นภาพแทนของ อดีตที่ยังไม่จบลง คนตายจากไปแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตของคนเป็น ทั้งในใบหน้าของคนที่ยังอยู่ เพลงบางเพลง หรือความทรงจำบางอย่างที่ย้อนกลับมาโดยไม่ทันตั้งตัว
สุดท้ายนี้ สุสาน, ฝัง พาเรากลับมาคิดถึงประโยคที่ว่า “ความตายคือความลืม” เพราะหากความตายคือการทำให้ใครบางคนกลายเป็นอดีต สิ่งที่คนเป็นทำได้อาจไม่ใช่การพยายามรั้งคนที่จากไปให้กลับคืนมา แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทรงจำเหล่านั้น และใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ฝังตัวเองไปพร้อมกับคนที่จาก
สุสาน, ฝัง
เราจะรู้ได้ยังไงว่าควรตายเมื่อไหร่
ผมถามตัวเอง หลังความมืดเข้าปกคลุมสายตา ดวงตาปิดตัวของมันลงเมื่อแรงกระแทกรุนแรงโหมคลั่งเข้าซัด เศษกระจกบาดถากแผลเป็นรอยยาวตั้งแต่ขอบตาจนถึงใบหู ตั้งแต่อกซ้ายถึงไหล่ขวา ตั้งแต่อกขวาถึงไหล่ซ้าย เป็นกากบาทกลางอกแผ่กางประดับ ประหนึ่งจุดตัดของชะตาสองเส้นลากยาวจนถึงบัดนี้ เป็นจุดสิ้นของฤทธิ์เมาและเหตุแห่งฤกธิ์เมาคือแก้วเปล่าบนโต๊ะในบ้าน
วารินทรานั่งอยู่ตรงข้าม ด่าทอ โกรธประดุจดาวร่วงจากฟ้าในคืนมืดแต้มด้วยแสงควันไฟไหม้คฤหาสน์ ยาววอดตั้งแต่ค่ำเริ่มจากกองเล็กของสเก็ตดาวหล่น ด้วยพยายามเพียรไม่มีใครรบกวนเธอในห้อง ในหัวเธอจึงเริ่มปะทะ ปะทุ ถึงที่สุดแล้วจึงระเบิด
ถึงห้าทุ่มดึกดื่นผมนั่งดื่ม วารินทราเดินมาพร้อมพิโรธลุกท่วมหลังคาบ้านจิตใจ แบ่งมอบเชื้อเพลิงมายังเรือนโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ และการเต้นรำรอบกองไฟจึงเริ่มต้น และลงจบลีลาเหมือนครั้งความสุขเกิดขึ้น ฉับพลัน วาวแววล้ำค่า มันจบลง เป็นแต่เพียงดาวตกรุ่งโรจน์ ทิ้งตะกอนลงบนโลก เหตุแห่งเพลิงลุกคฤหาสน์ หลักฐานของการมีอยู่
เร่งเครื่องเสียงข้นด้วยน้ำมันเต็มถังหลังพึ่งเติม เปิดประตูด้วยอารมณ์ ขับออกฝ่ากฎจราจรเมาไม่ขับ ขับออกไป บนถนนยาวทอดสู่อีกเมือง หวังไม่กลับมาอีกหลายวัน เปิดเพลงโปรดสุ่ม เริ่มจากเสียงในหัวดังเป็นจังหวะ จนถึงเพลงนี้เขาเคยเปิดในวิทยุยี่สิบปีก่อน และมีคนเดินมาบอกให้ปิด ป้องปากกับหูเขากระซิบกระซาบบอกว่าบุตรของเธอฆ่าตัวตายพร้อมเพลงนี้
ดึกดื่นตีสาม ยาหนึ่งกำมือกลืนลง ช้าไปของการพบ เธอเปิดประตูในอีกค่ำ หลังกลับจากทำงานเคาะเรียกไม่ออกมา และมันก็ยังเล่นซ้ำด้วยวิทยุเครื่องนั้น ท่องที่ดังเมื่อเปิดประตูเข้าไปว่า – อรุณฟ้ากำลังล่วง แล้วเจ้าอรอนงค์ของพี่เล่านั้นอยู่ไหน พี่จะบินไปหาเหมือนลมฟ้าอากาศพลัน เหนือดินแดนแห่งการตาย พี่จะเอาชนะ ด้วยรัก บนฟ้ากว้างกำลังค่ำ เมื่อครั้งพบแล้วจะเข้าประคองกอดเจ้า เหมือนสองหยดน้ำร่วงผสม พี่จะไม่อาจแยกจากไปไหน เพราะสองเรานั้นได้ผสาน เพลิงพรานใดไม่อาจเผา เว้นแต่เพลิงใจหนึ่งเดียวของสองเราจะทำลาย – แม่ของลูกที่ฆ่าตัวตายเขย่าร่างลูกชายหวังว่าเขาจะตื่นขึ้นมา มีส่วนเศษของสมหวังเมื่อมือของลูกตกจากหมอนที่ยืนนอนอยู่ แม่คิดว่ามันคือการขยับ แต่หาไม่มันคือการยืนยัน ว่าเรี่ยวแรงนั้นสิ้นไร้
เขาปิดเพลง และกดเปลี่ยน ทั้งตอนนี้และตอนนั้นที่เธอยิ้มให้และเดินห่างไปตามทาง และตอนนี้เขาก็ยิ้มให้กับตัวเองด้วยเรื่องราวไม่คิดอยากจะเชื่อว่ามีอยู่ มันเป็นเพลงสากลเขียนเนื้อทำนองเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนศิลปินสักคนแปลงมันเป็นเนื้อแปลไทยร้องด้วยทำนองเพลงใหม่ และคนเดียวกันนี้เองที่ร้องเพลง ‘เพียงหนึ่งใจในสองร่าง’ ที่เขาเปิดตอนขับรถไกลไปเที่ยวครั้งแรกกับวารินทรา
เธอพูดกับเขา “วาโยคิดว่าข้างหน้าจะมีร้านขายข้าวโพดมั้ย มีคนบอกว่าข้าวโพดที่กระบี่อร่อยมาก หวานฉ่ำ เนื้อแน่น กลิ่นหอมมาก ๆ เลยแหละ”
“ถ้าเจอนะคุณ แต่คงยากอะ”
และเขาก็ขับถึงตรังในที่สุด อีกไม่นานก็ถึงกระบี่ สายน้ำพรั่งพรูรินข้างลำธารน้ำเชี่ยวกรากหลังพายุหนัก หินยังไม่ได้ถูกกัดเซาะจนผุกร่อน กระนั้นมันก็ถูกเคลื่อนไหลไปด้วยแรงมาก ความพยายามของหยดน้ำไม่จำเป็นอีกต่อ เมื่อแรงกระทำมากพอจะทำลาย และเพราะความมืดมองไม่เห็นของทางชนบทไม่มีไฟถนน โชยประกายของความเหลืองขาวขีดเขียนความโศกบนใบหน้าผ่านกระจกรถให้มองเห็นด้วยดวงตาของความระลึกไปตามทาง
เขามองไม่เห็นไปไกลกว่านั้น สุดเขตแต่เพียงแสงหน้ารถ สาด และส่อง และต้องไปยังรถเข็นข้าวโพด ปลูกและตัดผลข้างบ้านคนลากรถเข็น ตัดข้ามถนน ชนปลิวหายเข้าข้างป่า ส่วนเขาวาโยเข้าข้างทางโล่งของทุ่งข้าว ลอยเหมือนลมเหมือนชื่อของเขา เสียงเล็กจ๋อยดังในหัว ในหัว ในหัว ดังขึ้น สับสนกลายเป็นความจริงที่สุด ในหัวที่ทุกอย่างมาจากและพรากจาก ดวงตาปิด มืดมิดมาเยือนก่อนได้สติอีกครั้งบนเปลยวนนอนขาวในรถใหญ่ พุ่งตรงเร็วรี่ เข้าประตูใหญ่เปิดรอ ปลุกเรียกพยาบาล หมอเปิดส่องแผลขีดค่ากางเปิดเผย พยายามสมาน แต่ช้าแล้ว สายเสียแล้ว
ความตายกลับหัวนาฬิกาทราย หากนับถอยหลังด้วยเลือดของเขาเองที่กำลังหลังเหมือนน้ำ แม้หมอจะช่วยรั้งชีวิตไว้ด้วยการหยุดแผลฉีก ห้ามปรามสายน้ำเลือดให้หยุดหลั่ง แต่หมอพยาบาลก็มิได้เห็นแผลลึกที่สุดในหัวจิตในหัวใจ ที่ซึ่งสายน้ำหนึ่งได้เชี่ยวกราดกว่ามาเนิ่นนานด้วยทิพยวารีเข้าออกปาก วาจาพิกลการประกอบรวมเปร่งออกทำลาย ด้วยจุดตัดทั้งมวลหมดของสิ่งพวกนั้นคือวารินทรา และมีดตัดเข็มเย็บมิสามารถตัดแต่งสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับมิสามารถตัดแต่งเนื้อเพลงวิทยุที่ได้เปิดร้องคลุมโอบบรรยากาศ เป็นได้แต่เพียงประจักษ์พยานของสิ่งที่เกิด ซึ่งนั่นคือความตายของคนผู้เป็นที่รัก
เสียงไอครางนั้นดังขึ้นมาหลายวัน วาริน (ชื่อย่อที่ทั้งวาโยและแม่ของเธอ (เพลิงพิรมย์) มักเรียกขาน) ขยับตัวเรียกเขาให้ตื่นดึกหนึ่ง บอกว่าแม่อาการไม่ดีเลย เราว่าต้องพาไปหาหมอแล้วนะ
“ตอนนี้?”
“ใช่สิ”
“แต่แม่คุณยังไม่กล้ามองหน้าผมด้วยซ้ำ” – ก็เพราะเพลิงพิรมย์บอกกับวารินตอนพาวาโยมาพบครั้งแรก ว่าหน้าของเขาช่างละม้ายคล้ายกับผัวของเธอหรือพ่อของวารินเหลือเกิน เหมือนกันจนเหมือนกับเขาได้มาเกิดใหม่ มาหลอกหลอน มาละลาน มาละลายตัวเธอไปกับอดีต หลงวงกตของปัจจุบันไม่มีทางออก ไม่มีทางเข้า ดำเนินไป ซับซ้อนซ้อนต่อไป และเธอไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าวาโยต่อแต่นั้น อย่างกับเขาคือผีที่ตายไปแล้วในร่างคนกำลังเดินกำลังกินกำลังนั่ง กำลังลุกจากเตียงเดินตามวารินไปเคาะประตูห้องปลุกเรียกให้เธอออกมา สะดุ้งตอนเห็นหน้าเขาข้างหลังหน้าของลูกตัวเอง และยอมขึ้นไปบนรถนั่งเบาะหลังไม่มองหน้าใคร มองไปยังกระจกที่ความเร็วของรถได้ทำให้สองข้างทางเรียกร้องการดูดซึมลงไปในตัวตนตนเอง
เพลิงพิรมย์มักทำลาย เธอรู้ตัวเอง ใจร้อนหุนหัน ส่งสืบสู่ลูกสาว และดูเหมือนผัวของเธอทั้งคู่จะเป็นคนแบบนั้นด้วย และใจร้อนเสียยิ่งกว่า หากแต่เพลิงพิรมย์จะเย็นยะเยือกเป็นน้ำแข็งในความคิดความอ่านเมื่ออยู่ตัวคนเดียว แต่มันก็เป็นความเย็นยะเยือกที่แช่แข็งความหมายทั้งมวลของชีวิตให้หยุดนิ่งอยู่ตรงประโยค ‘คนเราไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง นอกเสียการหลับตาตอนท้าย’ ตอนนั้นทุกอย่างก็หม่นลงด้วยหมอกค่ำกำลังเช้า โรยลงล้อมรถ
และเพลิงพิรมย์คิด “มันมาแล้ว มันกำลังมาเอาตัวฉันไป” ไม่ต้องพูดกล่าวออกไป เธอรู้ว่ากำลังจะตาย และปลายทางคือการนอนราบบนเตียง – บนโลง – คุณหมอไม่ได้บอกอะไรกับเธอ แค่บอกให้เธอออกไป แล้วเรียกลูกสาวเข้ามา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวของเธอเองกลายเป็นอะไรไป มีอะไรอยู่ด้วย อะไรกำลังกัดกิน ปอดหรือ ลำคอหรือ แม้แต่ลูกสาวก็ไม่กล้าบอก แค่เวลาเท่านั้นที่นับถอยหลัง ยมทูตกำลังเดินทางมา นัดแนะเวลาเรียบร้อย
เธอได้ยินลูกสาวคุยกับสามีตอนเดินออกมา “เคยมีคนบอกผมว่า คนเราเกิดและตายที่นี่” ภาพของเทวทูตประคองทารกและเทวทูตประคองเสื้อคลุมขาวของความตายจึงปรากฏภาพในหัวเธอ เมื่อครั้งมองหน้าต่าง ภาพข้างทางต่างผ่านไปด้วยความไว ไม่อาจจับคว้ายึดไว้สักสิ่ง
ประคองเดินด้วยลูกสาวเพียงหนึ่ง “ลูกกับวาโยเป็นยังไงกันบ้าง คุยกันบ้างมั้ย”
“คะ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอกค่ะ ก็ปกติกันดีตลอด”
“แม่ก็พูดแบบนี้ตอนยายถาม แล้วดูสิ พ่อแกเมาขับรถไปชนใครไม่รู้แล้วตาย ตายห่าเลยนะ ในโรงพยาบาล”
“ค่ะ ค่ะ แม่ก็เล่ามาหลายรอบจนจำได้แล้ว ไม่ต้องเล่าอดีตแล้วก็ได้ แม่ก็ ก็ กำลังจะ แล้วเหมือนกัน”
“ไม่ได้หรอก ยังไงเราก็ต้องเล่าอดีตออกมา เราคือทั้งหมดของมัน มันคือเรา เล่าตอนเจอวาโยครั้งแรกหน่อยสิลูก”
“คะ?”
“แม่อยากฟังเรื่องของลูกอีก มันเหมือนกับแม่เป็นลูกแล้วเจอพ่อที่หน้าคล้ายวาโย มันเหมือนได้กลับไปยังอดีตตอนนั้น ที่ๆ เรากลับไปไม่ได้ ที่ๆ เราไม่มีวันเป็น ในชีวิตของคนอื่น…”
“พอ ๆ พอเลยค่ะ แม่จะเป็นกวีเกินไปแล้ว โอเค หนูเล่าก็ได้ มันเริ่มจาก
การเดินสวนกันในห้องสมุด เหมือนกับชะตาโยงใยเอาไว้เลยค่ะแม่ สองคนสุดท้ายตอนห้องสมุดปิดไฟ เสียงเตือนไล่คนออก ในความมืดเราต่างหอบหนังสือที่จะยืมไปอ่านพรุ่งนี้ไปขอทำเรื่องยืมให้เร็วที่สุด และเปรี้ยง! เปรี้ยงเลยนะแม่! ดังมาก หนังสือของเขายับเลย ส่วนของหนูปกนี่ขาดออกเป็นเสี่ยง เราเป็นเหมือนวิญญาณเร่ร่อนที่รอนแรมมาพบกัน แต่ในความมืดเราก็ไม่ได้เห็นอนาคตหรอกว่ามันจะมืดมิดดำหม่องยิ่งกว่านั้น จนตอนนี้เราก็รู้ว่าวิญญาณเร่ร่อนนั้นก็เหมาะคุ้นและคู่ควรกับความสันโดษในการตัดสินใจจะเดินทางไปที่ใด จะคิดสิ่งใดด้วยตนเอง แต่ตอนนั้นความเจ็บปวดตุ้บๆ กลายเป็นหวานล้ำ เราขอโทษเดินคุยต่อจนถึงหอใน และแม่ก็รู้ว่าตอนนั้นเราตาบอด เหมือนคนตายในหลุม เราตาบอด ไม่รู้ว่ากำลังขุดหลุมฝังตัวเราสองคนกันอยู่ ด้วยมือของเรากันเอง และความเจ็บปวดจากการชนก็หายไป เพื่อสร้างสิ่งที่เจ็บปวดกว่านั้น จนถึงตอนนี้ จบละค่ะแม่”
“สั้นจัง”
“เพราะแม่ต้องนอนยังไงละคะ” และนั่นเองคือการนอนครั้งสุดท้ายของเธอ
วาโยและเพลิงพิรมย์เข้าสู่ความมืดเดียวกัน พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ทั้งประตูเปิดออกและปิดต่อหน้า หาใช่ทุ่งดอกไม้หรือร่วงข้าวเหลืองทองยาวทอดเป็นทุ่งกว้างใดไม่ และไม่มีทั้งเรื่องราวใดฉายฉาน ทั้งไม่ได้กลับย้อนอดีตและไม่ได้มุ่งสู่อนาคต
นับปีหยุดค้างนิ่ง, ประหนึ่งการหลับ เขาทั้งสองผู้ซึ่งคุยแลกเปลี่ยนคำกันน้อยนักในชีวิตจริง ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้อาศัยอยู่ในดินแดนเดียวกันมาหลายสิบปีแล้ว และได้อาศัยร่วมกับคนอีกหลายคนด้วย คนตายคือความมืด คนเป็นคือแสงสว่าง คนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเป็นหรือตายหรือก็คือผีวิญญาณจึงล่องหน ไม่เป็นทั้งแสงหรือความมืดหากเป็นความโปร่งใส เป็นเงา เป็นเลือนรางฉุดรั้งไม่ให้เลือนลง เพราะคนพวกนั้นยังไม่ได้สะสางบางสิ่ง พวกนั้นจึงยังไม่ตายโดยสมบูรณ์ เพราะความตายคือความลืม ในความมืดอันเงียบงันในโลงศพสุสานหรือคนตายข้างถนน รวมถึงเถ้ากระดูกเผาบรรจุในอัฐิ พวกเขาและเธอได้หลอมกลายมาเป็นหนึ่งกัน มิใช่ทั้งผีทั้งคนทั้งแสงทั้งเงา – แต่คืออดีตบริบูรณ์
ทั้งสองปรากฏตัวเป็นเงาโปร่งอีกครั้งยังโลก โดยไม่ได้มีทรงจำใดเลยตามมาด้วย, ปิดตาเข้าสู่ความมืดครั้งสุดท้ายและเปิดโผล่ออกมาเห็นภาพตรงหน้าตรงนี้ทันใดเหมือนวันใหม่อาทิตย์มาเยือนส่องรัศมีเข้าย้อนแยงตา เปิดออกมายัง วารินทราที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากำลังพูด “คิดถึงจัง” และทั้งคู่ก็เข้าใจว่าเธอกำลังพูดกับทั้งสอง
ทั้งสองจึงตอบกลับ “แม่/ผม อยู่ตรงนี้แล้ว” “กลับมาหาแล้ว” “คิดถึงเหมือนกัน” คำพูดซ้อนทับแยกไม่ออกว่าเสียงใคร แต่อย่างไรก็ไร้สำคัญไร้เสียงสำนึกเพราะมันดังในความงันอันส่งไปไม่ถึงเธอที่พูดต่อไปว่า
“รออยู่นะ กำลังจะตามไป” มือสวมแหวนเพรชที่นิ้วนางข้างซ้าย และสวมแหวนทับทิมไว้ที่นิ้วนางข้างขวาฝังหน้าตัวเองลงบนฝ่ามือทั้งสอง สุสานฉายแววบนใบหน้า ราวกับตัวเธอคือหลุมศพทั้งผองของผองเพื่อนมิตรสหายคนรู้จักรวมฝังหลุมตั้งอยู่ในขนคิ้ว ในเนื้อหนังมังสา จมูก ฝีปากฉ่ำนุ่มด้วยสีแดงซีด ลักยิ้มแย้มเมื่อสุขประทับ ประชดคำราม ซึมโศกสลัดปีก – “กำลังจะตามไป”
เพลิงพิรมย์ วาโย ถูกเรียกกลับจากความมืดโดยไม่รู้จุดประสงค์ของการกลับมาเป็นผี ทั้งคู่ไม่ได้เห็นกันและกัน ไม่รู้ว่าอีกด้านของตนโดยมีวารินคั่นกลางนั้น ได้มีอีกภูตผีตนหนึ่งจ้องกลับมาเช่นกัน เขาทั้งสองต่างตรองตรึกต่างๆ นานา ถึงสาเหตุและจุดมุ่งหมายที่นายเหนือหัวสักสิ่งอย่าง ยมทูตสักฝั่งของตายเป็น หรือความตกตะกอนติดค้างบ้างอย่างของพวกเขาเองที่มีต่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอยู่ตรงหน้าของทั้งสองคือ วารินหลั่งน้ำตาร้อง
(เพลิงพิรมย์เริ่มต้นความคิดย้อนไปเรื่องสามีของลูกที่เธอไม่ได้สนทนาร่วมด้วยมากมายนัก ซึ่งอาจทำให้ลูกสาวของเธอคิดไม่ตกถึงการกระทำนี้ และอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของลูกกับผัวร้าวฉานไป เธอไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้เลย เพียงแต่ถ้าเธอกล้าพอจะเผชิญกับใบหน้าที่เหมือนสามีที่ตายนั้นของวาโย ทุกอย่างก็จะไม่กระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้ ซึ่งไร้เหตุผลเหลือทน เมื่อมาคิดย้อนกลับแก้ แต่ก็เหมือนกันที่ว่าใบหน้าของวาโยนั้นมีหลุมศพหนึ่งของผัวเพลิงพิรมย์ฝังบรรจุไว้ การมองหน้าเขาก็เหมือนการมองสุสาน ของคนผู้ซึ่งจากด้วยหมองใจ จากด้วยไม่ได้ปรับความเข้าใจใดกัน เมามายไม่ได้ตรองนึกคิดตัดสินให้รอบคอบจับคว้าพวงมาลัยขับออกสู่ถนนชนคนตายที่กระบี่ตายดับตรงที่เกิดเหตุ
เธอเลี่ยงสายตาเขาตลอดมาตลอดสองปีที่อยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน มีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นที่เธอเดินไปคุยกับเขาอย่างเปิดอกและมองข้ามหลุมศพสามีบนใบหน้าของสามีลูกตัวเอง ก็ตอนที่สายโลหิตสุดท้ายของเธอได้ถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์ การแท้งครั้งที่สามมาถึงท้องน้อยเคยกลมโตสวยนั้นของลูกสาว หลานได้ตายลงอีกคน หลานสาวทั้งสามที่เหมือนเทพีโชคชะตาผู้ใช้เส้นด้ายใยร้อยสานการพบ การเผชิญ การรู้สึกของมนุษย์ทั้งมวลหมู่ บัดนี้ตายลงตรงหน้า องค์สุดท้ายที่คือผู้ตัดด้ายตัดชีพ ห่อหุ้มอยู่ต่อหน้าด้วยผ้าขาวเหมือนสองทารกหญิงก่อนหน้า สีตัดจางผสมลงตัวบริสุทธิ์ของแสงและความมืด ลูกสาวไม่มีแรงจะลืมตา ลูกเขยร้องห่มร้องไห้ต่อหน้า ครั้งแรกในรอบหลายสิบปีและครั้งสุดท้ายของชั่วชีวิตที่เพลิงพิรมย์เห็นชายสักคนร้องห่มร้องไห้ เพราะครั้งล่าสุดนั้นก็คือสามีของเธอที่ขับออกไป และเหมือนสัญชาตญาณนำพาให้เธอเดินเข้าไปหาเขา วาโยประคองกอดประหนึ่งขอความช่วยเหลือ นั่นคือครั้งแรกที่ทั้งสองเป็นหนึ่งกันในความตาย
หรือถ้าหากไม่ใช่เรื่องลูกเขย หรือจะเป็นเรื่องที่ลูกปิดบังโรคร้ายของแม่แก่ตัวแม่เองผู้เป็นเจ้าของร่าง แม้เธอจะรู้ตัวดีนั่นแหละว่ามันคือโรคมะเร็งปอดจากการสูบจัดตั้งแต่ครั้งวัยหนุ่มวัยสาวเจอสามีหล่อนครั้งแรกยาวนานมาจนถึงตอนลูกสาวมีผัว แต่ถ้าหากไม่ใช่เรื่องนี้ล่ะ?)
(วาโยก็ยังคิดไม่ตกถึงสาเหตุการที่ตนได้มีกายเนื้อ – แม้โปร่งโล่งมาเห็นทะลุ – ใหม่อีกครั้งบนโลกใบนี้ที่เขาพึ่งจากลา มันก็เพราะการทะเลาะวิวาทของเขากับเธอเรื่องการไม่มีลูกใช่หรือไม่ ก็เพราะเขาเองดึงดันจะมีสายสืบสกุลส่งมอบนามสกุล เพราะเป็นลูกคนโตและลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านที่พ่อแม่แก่ชรา น้องสาวสามคนเสียชีวิตไปหนึ่ง แต่งผัวนอกไปสอง มาเลย์และฮ่องกง มันก็เพราะความคาดหวังนั้นใช่หรือไม่ที่มุ่งร้ายทำให้เขาดิ้นรนพยายามเพื่อทำให้พ่อแม่ภูมิใจ มุ่งหวังให้เขาอยากรับบุตรบุญธรรมตาดำดำจากการเห็นป้ายไวนิลโฆษณาข้างทาง แล้วความรู้สึกประหลาดที่ว่าอยากรับเลี้ยงเด็กสักคนมาปูเสื่อเลี้ยงดูสวมใส่ให้ส่งเข้าโรงเรียน ไปรับตอนเย็นหลังเลิก รอเห็นเขาจบปริญญา ทำงานหาเลี้ยงเขาและเมียตอนแก่ก็เข้ามาในหัวจนถึงบ้านเปิดประตู แม้เธอจะปัดป้องบอกไม่อาจเลี้ยงลูกใครสักคนที่แปลกหน้า
จนเขาเริ่มโจมตีไปยังจุดอ่อนของคำพูด ก็เพราะเธอไม่ได้เห็นค่าเด็กพวกนั้นยังไงเลยละ พวกเขาไม่ใช่แค่ลูกของใครแปลกหน้า แต่คือลูกของใครสักคนที่พวกเขาเองก็ไม่เคยเห็นหน้า พ่อแม่ที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา และเกิดพวกเขามา และไม่พร้อมจะเลี้ยงพวกเขา เราก็เหมือนมีเด็กคนนึงในบ้าน มีลูกของเราเองนั่นแหละวาริน มนุษย์ทุกคนก็เกี่ยวข้องกันเป็นญาติอยู่แล้วไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ดีกว่าด้วยซ้ำที่ไม่ต้องเจ็บท้องคลอดเอง อีกอย่างจะได้มีคนดูแลเราตอนแก่ด้วย
และเธอก็เงียบงันหลังจากนั้นก็จึงกระซิบเบา – คุณเองนั่นแหละที่ไม่เห็นค่าของเด็กพวกนั้นเลยสักนิด เด็กตัวน้อยๆ ที่รู้ว่ามีพ่อแม่ แต่ก็เหมือนไม่มีเพราะไม่เคยเจอ คุณจะพาเขามาเลี้ยง ตั้งชื่อนามสกุลเดียวกับคุณให้ รอให้เขาทำงานจนมีเงินพอมาเลี้ยงเรา ทั้งที่ชีวิตเขาตัวคนเดียวในอนาคตอาจลำบากกว่าเราด้วยซ้ำ คุณคิดอะไรอยู่วาโย คุณคิดอะไร ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ดีกว่ามามีพ่อแบบคุณ, ไม่มีใครทำดีจริงๆ เพราะไม่คิดอะไรหรอกวาริน ทุกคนทำดีเพราะต้องการอะไรตอบแทนตลอดนั่นแหละน่า – ผมยังติดค้างคุณในเรื่องนั้นอยู่เลย ตราบกระทั่งลมหายใจเข้าสุดท้ายกำเนิดออกมาจนถึงการดับอันถูกกำหนดของลมหายออกนั้นมาถึง)
วารินทราพูดขึ้น “มันไม่เคยจบลงเลยสักครั้งเดียว ความรู้สึกที่ไม่สามารถถูกกำจัดไปนี้ วางมันลงแล้วปล่อยมันไป อาจจะเป็นตัวเองด้วยซ้ำที่ทำให้ใครต่อใครต้องตายไป ตั้งแต่เกิด พ่อก็ตายเพราะฉันเกิดมา พ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องใครจะแบ่งเวลายังไง แม่ก็ตายเพราะฉันไม่ได้ห้ามสูบบุหรี่ทั้งที่หมอก็เคยเตือนเป็นปีแล้ว สามีก็ตายเพราะฉันมีลูกไม่ได้ ยังไม่นับรวมลูกสาวสามคนนั่นอีก ทารกน้อยน้อยที่ฉันประคองชุบประหงมด้วยรักใคร่ แล้วเป็นอย่างไรละ ความรักกรีดแทงพวกเขาดั่งยาพิษ เลาะส่วนหนังเปิดส่วนกระดูกของฉันออก ความแหลมคมของรักนั้นแทงทิ่มลงไปสุดขั้วตรงข้อกระดูก นำพาฉันไปสู่ความชราภาพของการเคลื่อนไหว นำฉันไปสู่ความหมดเรี่ยวในการเดินเหินด้วยชีวาล้นเหลือเหมือนครั้งแต่ก่อนที่จะ หลังงองุ้มด้วยแบกภาระหนักของอายุขัย นั่นคือการเป็นประจักษ์พยานต่อริ้วคลื่นหมดไปของลมหายใจ และเฆี่ยนตีตนว่าคือสาเหตุเสมอ”
การพูดคนเดียวเช่นนั้นทำให้ทั้งสองที่เป็นผีซึ่งวารินไม่เห็นเกิดความงุนงง – วารินไม่รู้หรอกว่าในความเงียบที่เธอกลัวทุกครั้งเมื่ออยู่คนเดียวเพราะจะรู้สึกว่าตัวของเธอเองถูกเปิดออกในนั้น ในความมองไม่เห็น เธอกลัวการเผชิญหน้ากับตนเอง จึงเปิดไฟนอนหลังเขาตายไป โดยไม่รู้เลยว่าจะมีเขาคนนั้นอยู่จริง จะมีแม่ของเธออยู่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ความคิดไปเอง แต่เธอเพียงแค่มองไม่เห็น และจะไม่ – และความงุนงงไม่รู้ต้นสายปลายเหตุนั้นทำให้ผีทั้งสองเริ่มหันมองของรอบห้องที่กระจัดที่กระจายไปทั่วทุกแห่งพื้น เศษเสื้อฉีกขาดเป็นสาย เข็มด้ายและด้ายกลมร้อยพยายามเย็บกระจายกอง ประกอบกับหมอนข้างและหมอนกลมกลิ้งติดอยู่ตรงลังกระดาษมีขวดเบียร์เก่าของวาโยอยู่ ผ้ารองขาวไม่ทราบประสงค์คลี่เปิดตรงพื้นรองเม็ดยาขาวในขวดที่ตั้งอยู่ข้างๆ เธอ พร้อมกับใบหมอสั่งเขียนข้อควรทำ เข้าไปอ่านใกล้ๆ ได้ความว่า ‘กินวันละสามเม็ดตามมื้ออาหาร อาจมีอาการมึนเวียนศีรษะ อันเนื่องมาจากการกล่อมประสาท และอาจจะมีอาการง่วงซึมตามมา’ แต่มันกลับให้ผลตรงกันข้าม ต่อหน้าต่อตาที่พวกเขาเห็นอยู่ เธอขืนต้านอำนาจของการกด เธอลุกยืนเผชิญกับมัน กับตัวเธอเอง เพื่อท้าทาย เพื่อสะสาง แม้จะเป็นความเงียบ
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เพลิงพิรมย์และวาโยต้องมาอยู่ตรงนั้นพร้อมกับกล่าวพูด ด้วยไม่ต้องแยกเสียงสำเนียงว่าคือผู้ใดกล่าว “ไม่เป็นอะไรนะ ยกโทษให้ทุกอย่างเลย ไม่ใช่เพราะเธอหรอก” ไปไม่ถึง ตัดขาด จากทั้งสองด้านของแสงเงาและเนื้อหนังจับได้และจับไม่ได้ ช้าไปอีกแล้ว ด้ายสุดท้ายถูกตัดอีกครั้ง วารินหลับตา
มีคนๆ หนึ่งเดินออกมาจากประตูของความมองไม่เห็นของผีทั้งสอง เขาคือชายผู้หน้าเหมือนวาโยและคลับคล้ายกับคนรักของเพลิงพิรมย์ ยืนยันผ่านการพูดกับวารินว่า “พ่อมารับแล้วนะลูก” พสุธาจึงเผยโฉมหน้าครั้งแรก นิ่งค้างไว้ตั้งแต่ครั้งหนุ่มแน่น “พ่อมารับแล้ว ไปกันเถอะ เวลามาถึงแล้ว”
“แล้ววาโยกับแม่ละ แล้วลูกๆ ของหนูละพ่อ”
“พวกเขารออยู่ที่อีกฝั่งแล้วลูกรัก ที่จริงพวกเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย อยู่กับลูกมาตลอดนั่นแหละ ลูกต้องเข้าไปในความมืดของประตูบานนั้นกับพ่อแล้วลูกจะได้เจอกับทุกคน”
“มันคือที่ไหนเหรอคะ”
“ที่ๆ ทุกอย่างจบลง ไม่มีการเกิด การไปต่อ ทุกอย่างหยุดนิ่ง นั่นแหละมันจึงสงบ การให้อภัยจึงเกิดขึ้นได้ อดีตอนาคตไม่มาถึงและไม่มีอยู่ ความสุขยืนนานไม่มีสิ้นจากการไม่มีอะไรเกิด และเราจะตายอย่างสมบูรณ์”
“แล้วหนูจะได้ขอโทษทุกคนได้ยังไง”
“ความตายกล่าวมันไปหมดแล้วลูก ไม่จำเป็นอีกแล้ว ลูกได้รับอภัยแล้ว ทุกคนให้อภัยลูก”
“รวมถึงพ่อด้วย?”
“ใช่ เมื่อเราก้าวเข้าไปในความมืดหลังประตูและเป็นส่วนหนึ่งกับมัน ทุกอย่างก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป”
วาโยและเพลิงพิรมย์จึงตระหนักว่าได้กลับมายังที่นี่อีกครั้งก็เพื่อเป็นประจักษ์พยานแก่การตายของคนที่ทั้งสองรัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งกันในความตายหลังดวงตา และเมื่อเธอก้าวเข้าไปหลังประตูนั้นพร้อมกับพ่อของเธอ การกลับไปยังความมืดที่วาโยและเพลิงพิรมย์จากมาจึงง่ายดายเพียงแค่หลับตาลงอีกครั้ง แต่ก็เหมือนกับว่าพวกเขานั้นหลับตาอยู่ตลอดแล้วตั้งแต่ต้น





No Comment! Be the first one.