ระหว่างความเข้าใจและการตัดสิน : เมื่อหนังสือพาเรามองความเป็นมนุษย์ผ่าน ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน
หนังสือของ ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ มีจุดร่วมสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือการนำเศษเสี้ยวของชีวิตจริง ประสบการณ์...
หนังสือแต่ละเล่มที่ผ่านการสร้างสรรค์โดย ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ ทุกเล่มจะมีจุดร่วมสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือการนำเศษเสี้ยวของชีวิตจริง ประสบการณ์ ความทรงจำและผู้คนที่ เคยพบเจอ มาหลอมรวมเข้ากับจินตนาการทางวรรณกรรม จนกลายเป็นงานเขียนในลักษณะ กึ่งอัตชีวประวัติ (Semi-autobiographical) ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่ก็มี ความจริงของชีวิตซ่อนอยู่ในแทบทุกหน้า
Table Of Content
ตัวตนของภู่มณีถูกหล่อหลอมผ่านความชื่นชอบส่วนตัวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงยุค 60-70s หรือการเลือกชมภาพยนตร์ รวมถึงนักเขียนคนโปรดที่ส่งอิทธิพลต่องานเขียนของเขาอย่างชัดเจน
เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ผู้เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้น ตรงไปตรงมา แต่ แฝงความหมาย อารมณ์ และนัยยะลึกซึ้งไว้ให้ผู้อ่านตีความ สะท้อนมุมมองความเป็น ลูกผู้ชายและการเผชิญหน้ากับความตาย
ชาร์ลส์ บูเคาสกี้ (Charles Bukowski) ที่นำชีวิตจริงของตัวเองและชนชั้นแรงงานมาเป็น วัตถุดิบในการเขียนอย่างไม่เสแสร้ง ถ่ายทอดความดิบเถื่อน ตรงไปตรงมา ผ่านตัวละครเอก อย่าง “เฮนรี ชินาสกี้” (Henry Chinaski) ในนวนิยายเรื่อง “Post Office” ที่เป็นตัวแทน ของตัวเขาเอง
และ ปราบดา หยุ่น นักเขียนไทยที่มักตั้งคำถามต่อความจริง ความสัมพันธ์ และ ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ผ่านโครงสร้างเรื่องที่คาดเดาไม่ได้
ความชื่นชอบเหล่านี้หลอมรวมกันจนกลายเป็นลายเซ็นในงานเขียนของภู่มณี เรื่องราวไม่ได้ ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์หวือหวา แต่ขับเคลื่อนด้วย “ปัญหา” ที่ค่อยๆ เปิดเผยให้ผู้อ่านตั้ง คำถามและหาคำตอบไปพร้อมกับตัวละคร ทุกเรื่องเต็มไปด้วยพื้นที่ว่างสำหรับการตีความ มากกว่าการบอกคำตอบอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับหนังสือ “ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน” รวมเรื่องสั้น 10 เรื่อง จัดพิมพ์ โดยสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ที่พาผู้อ่านเดินทางผ่านฉากมหานครกรุงเทพฯ และมนต์ เสน่ห์เมืองเชียงใหม่ ถ่ายทอดชีวิตของผู้คนธรรมดา โดยเฉพาะชนชั้นกลางระดับล่าง ผ่าน สายตาของนักเขียนชายและมุมมองของ “ผู้ชาย” ที่มองเห็นทั้งความเปราะบาง ความหวัง ความกลัว และความย้อนแย้งของมนุษย์ จากตัวละครธรรมดาที่ตั้งอยู่บนสภาพสังคมและ ความเป็นไปได้อันชัดเจน เต็มไปด้วยสีสัน จนกลายเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจ
แต่สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากขึ้น คือการชวนให้ผู้อ่านได้ใช้ทั้งหลักการ วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และจริยธรรมรวมไปถึงศีลธรรมในสังคม มาทำความเข้าใจความมนุษย์ไปพร้อมกันตลอดการอ่าน
เมื่อพูดถึงคำว่า “มนุษย์” ทุกคนนิยามความหมายของคำว่า “มนุษย์” อย่างไรกันบ้าง?
ในพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน (2531 : 624) ได้ให้ความหมายคำว่า “มนุษย์” มี ความหมายว่า สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล สัตว์ที่มีจิตใจสูง

ส่วนทางหลักวิทยาศาสตร์ ชาร์ลส ดาร์วิน (Charles Darwin) เจ้าของทฤษฏีวิวัฒนาการที่ เชื่อว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง อธิบายว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดย ปราศจากความเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น แต่มีวิวัฒนาการสืบทอดต่อกันมาจากสายพันธุ์ไพร เมตโบราณ (Primate)
ไปจนถึงนักจิตวิทยาเจ้าของทฤษฎีจิตใต้สำนึก ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud) มองว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการทำงานร่วมกันของสามองค์ประกอบ ได้แก่ Id แรงขับตาม สัญชาตญาณและความปรารถนา, Ego เหตุผลที่ใช้ประนีประนอมกับความเป็นจริง และ Superego มโนธรรมที่หล่อหลอมจากศีลธรรม กฎเกณฑ์ และการอบรมของสังคม
และหากมองผ่านมิติของศาสนา พุทธศาสนาอธิบายว่า “มนุษย์” คือ ผู้มีใจสูง ผู้มีสติปัญญา และสามารถพัฒนาตนเองจนหลุดพ้นจากกิเลสได้ ส่วนศาสนาคริสต์มองว่ามนุษย์ถูกสร้าง ขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า มีเจตจำนงเสรี มีจิตวิญญาณ และมีความสามารถในการเลือก กระทำความดีหรือความชั่ว แม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองศาสนาล้วนเห็นตรงกัน ว่า มนุษย์มีศักยภาพพิเศษเหนือสิ่งมีชีวิตอื่น ทั้งในด้านสติปัญญา คุณธรรม และความ รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ สำหรับฉัน “มนุษย์” จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยากจะคาดเดา ความซับซ้อนของ พฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ ไม่ว่าจะ รัก โลภ โกรธ หรือหลง ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถ เกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของกลไก ทางชีววิทยาที่ทำงานร่วมกับประสบการณ์ การเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่แต่ละคนเติบโตมา
ในขณะเดียวกัน มนุษย์ยังเป็น “สัตว์สังคม” ที่ไม่สามารถดำรงอยู่โดยลำพัง ความสัมพันธ์ กับครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม และสถาบันต่างๆ ล้วนหล่อหลอมวิธีคิด ค่านิยม และ บทบาทที่แต่ละคนแสดงออกในสังคม
หนึ่งในบทบาทที่ถูกสร้างและส่งต่ออย่างต่อเนื่องคือเรื่องของ “เพศ” (Gender) ซึ่งไม่ได้ หมายถึงเพียงความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างหญิงและชายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความ คาดหวัง บรรทัดฐาน และภาพจำที่สังคมกำหนดให้กับแต่ละเพศอีกด้วย
เมื่อเอ่ยถึง “ผู้ชาย” จึงไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นมนุษย์เพศชายตามกำเนิด หากแต่เป็น บุคคลที่เติบโตขึ้นภายใต้ชุดความคาดหวังของสังคมว่า “ผู้ชายควรเป็นอย่างไร” ไม่ว่าจะเป็นการต้องเข้มแข็ง มีเหตุผล เป็นผู้นำ ไม่แสดงความอ่อนแอ หรือเป็นผู้รับผิดชอบต่อ ครอบครัว ความคาดหวังเหล่านี้กลายเป็นอัตลักษณ์ของผู้ชายตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการเลี้ยงดู การศึกษา สื่อ ศาสนา และวัฒนธรรม จนกลายเป็นกรอบที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิด การแสดงออก และการตัดสินใจในชีวิต
อย่างไรก็ตาม ผู้ชายแต่ละคนไม่ได้มีบุคลิกหรือความคิดเหมือนกันทั้งหมด เพราะแม้จะอยู่ ภายใต้คำว่า “ผู้ชาย” เหมือนกัน แต่ประสบการณ์ชีวิต ชนชั้น ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน ล้วนทำให้ผู้ชายแต่ละคนสร้าง ความหมายของการเป็น “ผู้ชาย” ในแบบของตนเอง
ดังนั้น การทำความเข้าใจผู้ชายจึงไม่ใช่การมองเพียงมิติทางชีววิทยา แต่ต้องพิจารณาทั้งมิติ ทางจิตวิทยา สังคม และวัฒนธรรมควบคู่กัน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่หล่อ หลอมความเป็นมนุษย์ และกำหนดวิธีที่ผู้ชายรับรู้ตนเอง รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม
หนังสือ ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน พาฉันไปสำรวจ “มนุษย์เพศชาย” ผ่านตัว ละครผู้ชายจาก 3 เรื่องสั้น ระยะห่างของความใกล้, ในวันที่หมี่ผัดฮกเกี้ยนช่วยชีวิต และ กล่องสมบัติสีขาว ที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความกลัว ความ ปรารถนา และความขัดแย้งภายในจิตใจ
ระยะห่างของความใกล้
หากให้นิยาม “ผู้ชายในอุดมคติ” ผ่านตัวละครของเรื่องสั้นเรื่องนี้ คำตอบคงอยู่ที่ “มิว” ตัว ละครเอกชายวัยทำงาน ผู้ประกอบอาชีพอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาภาษาอังกฤษของ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ควบคู่กับการเป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ที่ สะท้อนตัวตนของเขาอย่างชัดเจน
มิวเป็นผู้ชายที่หลงใหลในงานเขียน ดนตรี และภาพยนตร์ ความชอบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง งานอดิเรก แต่ถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่ของร้านกาแฟที่ไม่ได้จำหน่ายเพียงเครื่องดื่ม หากยังวาง จำหน่ายสมุดบันทึก หนังสือ และรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนรสนิยมของเจ้าของร้าน จนทำ ให้ร้านแห่งนี้เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับดื่มกาแฟ แต่เป็นพื้นที่ของเรื่องราวและความทรงจำ
ในแต่ละเมนูเครื่องดื่มกาแฟ มิวจะมีคำอธิบายบนกระดาษอยู่เสมอ
“ Ice Espresso Latte” ผมตอบพร้อมอ่านคำอธิบายบนกระดาษ “กว่าจะรู้จักกันต้องรอ คอยให้ก้อนน้ำแข็งสีอำพันละลาย จนกลายเป็นเนื้อเดียวกับนมอุ่นๆ เหมือนคู่รักกำลังกอด รัดและหลอมรวมเป็นคนเดียวกัน เร็วไปย่อมไม่กลมกล่อม หากช้าไปไฟรักย่อมมอดดับลง”
(ห. 51 ระยะห่างของความใกล้ : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
องค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้ “มิว” ถูกนำเสนอในฐานะผู้ชายที่มีเสน่ห์แบบคลาสสิก เป็นคน ที่มีรสนิยม มีโลกส่วนตัว และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่มีความหมาย ภาพลักษณ์เช่นนี้เองที่ ทำให้ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยอาจมองว่า เขาคือภาพแทนของ “ผู้ชายในอุดมคติ” ที่ไม่ได้โดด เด่นด้วยความสมบูรณ์แบบ หากแต่โดดเด่นด้วยวิธีคิด ไลฟ์สไตล์ และรายละเอียดเล็กๆ ที่ ประกอบสร้างตัวตนขึ้นมา
และได้พบเจอกับหญิงสาวเพื่อนร่วมอาชีพ “เจน” ตัวละครหญิง จุดเริ่มต้นของ “อนุทิน คู่รัก” ที่ใช้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของมิวและเจน ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่มองเห็น ตัวเองผ่านคนอีกคน ความชอบที่เหมือนกันไปหมดทุกอย่าง นำไปสู่การตั้งคำถามกับ ความสัมพันธ์ว่า “เราจะอยู่ร่วมกันได้ยาวนานแค่ไหน”
“คุณพูดว่าความรักของเราสองคนคือการหลงตัวเอง คือการหลงใหลในสิ่งที่เราแต่ละคน เป็น”
(ห. 84 ระยะห่างของความใกล้ : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก (Triangular Theory of Love) ของโรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก (Robert Sternberg) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันและศาสตราจารย์ผู้มีชื่อเสียงจาก มหาวิทยาลัยเยล อธิบายประโยค “ความรักของเราสองคนคือการหลงตัวเอง” ได้ดีมาก เพราะทฤษฎีนี้เสนอว่าความรักประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ : ความใกล้ชิด (Intimacy) ความหลงใหล (Passion) และพันธะผูกพัน (Commitment)
ความสัมพันธ์ของมิวและเจนอธิบายได้ผ่านแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Similarity Attraction” หรือแรงดึงดูดจากความคล้ายคลึงกัน งานวิจัยทางจิตวิทยาสังคมพบว่ามนุษย์ มักรู้สึกดึงดูดต่อผู้ที่มีรสนิยม ความคิด และมุมมองชีวิตคล้ายกับตนเอง เพราะความ คล้ายคลึงกันให้ความรู้สึกปลอดภัยและได้รับการยืนยันตัวตน แต่จุดอ่อนของความสัมพันธ์ แบบนี้คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Narcissistic Mirroring” การหลงรักไม่ใช่อีกฝ่ายใน ฐานะปัจเจกบุคคล แต่หลงรักเงาสะท้อนของตัวเองที่ปรากฏอยู่ในอีกฝ่าย ดังที่เจนตั้ง คำถามไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าความรักของทั้งคู่คือ “การหลงตัวเอง” ความสัมพันธ์เช่นนี้จึง เปราะบาง เพราะเมื่อวันหนึ่งความคล้ายคลึงกันเริ่มสั่นคลอน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่ม เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น ความสัมพันธ์อาจไม่มีรากฐานอื่นที่แข็งแรงพอให้ยึดเหนี่ยวไว้
ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายไปพร้อมกับการได้ ตระหนักเห็นถึงปัญหาในสังคมไทยที่เกิดขึ้นอยู่ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย นั่นคือ “ความสัมพันธ์อาจารย์กับลูกศิษย์”
การได้พบกับ “มิลค์” ตัวละครเด็กนักศึกษาหญิงในคลาสที่มิวสอน การพูดคุยถามไถ่เนื้อหา เรียนวันนนั้ ในฐานะ “อาจารย์” กับ “ลูกศิษย์” บานปลายไปสู่การมีความสัมพันธ์ทางด้าน ร่างกาย ในขณะที่ความสัมพันธ์ของมิวและเจนยังไม่สิ้นสุดลง
หากเรามองผ่านมุมจิตวิทยาความสัมพันธ์ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมิวกับมิลค์อาจไม่ใช่ “ความ รัก” ในความหมายที่สมบูรณ์ แต่เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Transference” หรือการ ถ่ายโอนความรู้สึก ปรากฏการณ์ที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะอำนาจน้อยกว่า ฉายภาพความรู้สึก ชื่นชม ไว้วางใจ หรือความต้องการการยอมรับ ไปยังบุคคลที่อยู่ในสถานะเหนือกว่า เช่น ครู อาจารย์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจึงอาจถูกตีความผิดว่าเป็น “ความรัก” ทั้งที่แท้จริงแล้วอาจเป็น ผลจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุล
ยิ่งไปกว่านนั้ ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าอย่างมิว ก็อาจตกอยู่ในภาวะที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Power as Aphrodisiac” สภาวะที่อำนาจในมือกระตุ้นความรู้สึกปรารถนาและความ มั่นใจในตนเอง จนบดบังการไตร่ตรองถึงผลกระทบที่จะเกิดกับอีกฝ่ายซึ่งอยู่ในสถานะ เปราะบางกว่า
ณ ช่วงเวลาที่ฉันอ่านถึงฉากนี้ไปจนถึงเรื่องราวในตอนจบสุดท้าย สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจฉันทันที คือประเด็นเรื่อง “ศีลธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ ระหว่าง “อาจารย์”กับ “ลูกศิษย์” ซึ่งฉันไม่อยากให้สังคมมองว่าเป็นเรื่องโรแมนติกหรือ เป็นเรื่องปกติ เพราะความสัมพันธ์ลักษณะนี้ตั้งอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่แรก
อาจารย์มีอำนาจในการประเมินผลและกำหนดเส้นทางทางการศึกษาของผู้เรียน ทำให้คำว่า “ความยินยอม” อาจไม่ใช่ความยินยอมที่เกิดขึ้นอย่างเสรีและเท่าเทียม นอกจากนี้ ความสัมพันธ์เช่นนี้ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษา เพราะอาจทำให้เกิดข้อ ครหาถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการประเมินผล
เหนือสิ่งอื่นใด จรรยาบรรณของวิชาชีพครูและอาจารย์มีไว้เพื่อกำหนดขอบเขต ความสัมพันธ์กับผู้เรียนอย่างชัดเจน บทบาทของผู้สอนไม่ใช่การสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาว กับผู้ที่ตนมีอำนาจเหนือกว่า แต่คือการดูแล สนับสนุน และส่งเสริมการเติบโตของผู้เรียน
แม้ในช่วงเวลานั้น ทั้งสองฝ่ายอาจเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความรัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เรียน อาจย้อนกลับมาตั้งคำถามได้ว่า ความรู้สึกนั้นเกิดจากความรักที่แท้จริง หรือเกิดจากความ ชื่นชม ความไว้วางใจ และอิทธิพลของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่สมดุลกัน
สำหรับฉัน เรื่องสั้น ระยะห่างของความใกล้ ได้ทิ้งคำถามไว้ให้ผู้อ่านขบคิดทั้งคำถามเชิง ศีลธรรม และคำถามเชิงจิตวิทยา กับคำถามที่ว่า “ความรักที่แท้จริงต้องเกิดจากความเท่า เทียมกันของอำนาจในความสัมพันธ์หรือไม่”
ระหว่างความสัมพันธ์ของมิวกับเจนที่เท่าเทียมกันแต่เปราะบางเพราะคล้ายกันเกินไป กับ ความสัมพันธ์ของมิวกับมิลค์ที่เข้มข้นด้วยอารมณ์แต่ตั้งอยู่บนความไม่เท่าเทียม เรื่องสั้น เรื่องนี้กำลังบอกเราว่า ความรักที่ปราศจากความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะในรูปแบบของความ คล้ายคลึงจนไร้พื้นที่ให้เป็นตัวเอง หรือในรูปแบบของอำนาจที่ไม่สมดุล ล้วนนำไปสู่ ความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงในท้ายที่สุด
สุดท้ายนี้ความรักเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะทำให้ความสัมพันธ์ที่ขัดต่อจรรยาบรรณและ ความรับผิดชอบในวิชาชีพ กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้จริงหรือ เพราะในโลกปัจจุบันที่มัน ก้าวหน้า ผู้คนก็ควรก้าวหน้าตาม และตระหนักถึงสิ่งนี้ให้มากขึ้น

ในวันที่หมี่ผัดฮกเกี้ยนช่วยชีวิต
ความตลกร้ายของ ในวันที่หมี่ผัดฮกเกี้ยนช่วยชีวิต ไม่ได้อยู่เพียงการที่อาหารจานหนึ่ง กลายเป็นสิ่งที่ช่วยพยุงชีวิตของชายคนหนึ่งในวันที่เขาสิ้นหวัง หากแต่อยู่ที่การตั้งคำถามต่อ ความหมายของคำว่า “ผู้ชาย” ในสังคม
เมื่อชายคนหนึ่งไม่ได้ขาดความสามารถ ไม่ได้ไร้ความพยายาม และยังคงพยายามรับผิดชอบ ต่อชีวิตของตัวเองและคนรัก แต่กลับรู้สึกว่าตนเอง “ล้มเหลว” เพียงเพราะไม่สามารถทำ หน้าที่ตามภาพจำของความเป็นชายที่สังคมกำหนดไว้
แม้เพศทางชีวภาพโดยกำเนิดจะมีความแตกต่างระหว่างสมองของผู้หญิงและผู้ชายอยู่บ้าง เช่น สมองผู้ชายมีปริมาตรเฉลี่ยมากกว่าสมองผู้หญิงราว 10% ซงึ่ เป็นผลจากขนาดร่างกาย ที่ใหญ่กว่าโดยรวม ไม่ใช่ตัวชี้วัดความฉลาด และแม้จะมีความแตกต่างเล็กน้อยในบาง โครงสร้าง อย่างปริมาตรเนื้อเทา (Gray Matter Volume) หรือรูปแบบการเชื่อมต่อของ เส้นใยประสาทในบางบริเวณ แต่งานวิจัยด้านประสาทวิทยาขนาดใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา เช่น การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ปี 2015 ซึ่งสแกนสมองด้วย MRI กว่า 1,400 คน ในงานวิจัยชิ้นสำคัญ ชื่อว่า “Sex beyond the genitalia: The human brain mosaic” กลับพบว่า สมอง มนุษย์แต่ละคนเป็นส่วนผสมของลักษณะที่พบได้ในทั้งสองเพศ ไม่สามารถแบ่งเป็น “สมอง แบบชาย” หรือ “สมองแบบหญิง” ที่แยกขาดจากกันได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับความเชื่อ เรื่อง Corpus Callosum (มัดเส้นใยประสาทที่เชื่อมสมองซีกซ้ายกับขวา) ที่เคยเชื่อกันว่า หนาแน่นกว่าในผู้หญิง ก็ถูกงานวิจัย meta-analysis ในภายหลังชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ไม่ สอดคล้องกันในแต่ละการศึกษา และความแตกต่างที่พบ หากมีจริง ก็มีขนาดเล็กมากจนไม่ อาจใช้อธิบายความสามารถหรือพฤติกรรมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองเพศได้
ในทางกลับกัน สังคมกลับหยิบยืมความแตกต่างทางชีวภาพอันเล็กน้อยและยังเป็นที่ถกเถียง นี้ มาขยายความและนำเสนอราวกับเป็น “ข้อเท็จจริงที่แน่นอน” เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับความคาดหวังทางเพศที่มีอยู่ก่อนแล้วในสังคม
“ผู้ชาย” ถูกคาดหวังให้เข้มแข็ง มีเหตุผล และเป็นผู้นำ ในขณะที่ “ผู้หญิง” ถูกวางไว้ใน บทบาทของผู้ดูแลและผู้ตาม ความเชื่อนี้ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างสังคมไทย โดยเฉพาะ แนวคิดเรื่อง “ช้างเท้าหน้า” ที่กำหนดให้ผู้ชายต้องเป็นผู้นำครอบครัวทั้งในเชิงการตัดสินใจ และเชิงเศรษฐกิจ ราวกับเป็นธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงกรอบที่ สังคมสร้างขึ้นและตอกย้ำผ่านการเลี้ยงดู ระบบการศึกษา และวัฒนธรรม
ตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้คือภาพแทนของชายชนชั้นกลางระดับล่าง ผู้ต้องดิ้นรนอยู่ในยุคที่ แรงกดดันทางเศรษฐกิจบีบคั้นทุกด้านของชีวิต ไปจนถึงการกดทับความเป็นภาวะผู้นำใน คู่ชีวิต ชายผู้ตกงาน และการได้เงินรางวัลชนะเลิศสี่หมื่นบาทจากงานเขียนบทกวี ที่เขียน จากความรู้สึกหิวโหย “หมี่ผัดฮกเกี้ยน” คือผู้ช่วยชีวิตจากความหิวโหยของเขา ในตอนชีวิต ของเขาที่ต้องตกงาน ได้งาน และตกงานอีกครั้ง
“ความจนมันทำให้เครียดนะ ฉันแทบไม่อยากคุยอะไรกับใคร รู้สึกตัวเองตัวเล็กจิ๋ว”
(ห. 141 ในวันที่หมี่ผัดฮกเกี้ยนช่วยชีวิต : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
“ในวันที่ผมตกงาน ขอเงินเมียใช้”
(ห. 144 ในวันที่หมี่ผัดฮกเกี้ยนช่วยชีวิต : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
“เงิน” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จับต้องได้ที่สุดของคำว่า “ความเป็นผู้นำ” ในสังคมทุนนิยม กลายเป็นชนวนสำคัญที่ค่อยๆ เผาผลาญสถานะความเป็นผู้นำในคู่ชีวิตของเขาให้มอดไหม้ ลงทีละน้อย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอ บทบาทผู้หาเลี้ยงต้องพลิกกลับ ตัวละครจึงต้องเผชิญ กับการเปลี่ยนสถานะจาก “ช้างเท้าหน้า” สู่ “ช้างเท้าหลัง” การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิด จากความสมัครใจ หากแต่เป็นผลพวงของโครงสรา้ งเศรษฐกิจที่บีบให้เขาต้องยอมรับ บทบาทที่ขัดแย้งกับความคาดหวังทางเพศที่สังคมปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
ความทุกข์ของตัวละครจึงไม่ได้อยู่ที่การสูญเสียรายได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสูญเสีย “อัตลักษณ์ความเป็นชาย” ที่เขาถูกสอนให้เชื่อว่าเป็นแก่นแท้ของความเป็นตัวเขาเอง ทั้งที่ แท้จริงแล้วอัตลักษณ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากแต่เป็นบทบาทที่สังคมมอบให้เขา แบกรับไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ตัว
ในตอนจบของเรื่อง ผู้เขียนทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทั้งเรียบง่ายและเจ็บปวด
“ไม่มีรถสักคันพุ่งชนเข้ามาชนผมเลย จะเฉี่ยวสะนิดก็ไม่มี พวกเขาแล่นเข้ามาใกล้แต่ก็หัก พวงมาลัยหลบได้ทัน ผมยังไม่ตาย ผมยังต้องกลับไปคืนเงินเมียก่อน ถึงจะตายได้ เมียผมสั่ง ไว้”
(ห. 146-147 ในวันที่หมี่ผัดฮกเกี้ยนช่วยชีวิต : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
ฉากสุดท้ายนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในห้วงเวลาที่ตัวละครกำลังสิ้นหวังที่สุด เขาก็ยังไม่อาจ หลุดพ้นจาก “บทบาท” ที่สังคมกำหนดให้ผู้ชายต้องแบกรับ ทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความคาดหวังในการเป็นผู้นำ ความคิดที่ว่า “ต้องกลับไปคืนเงินเมียก่อน” จึงไม่ใช่เพียง ประโยคที่แฝงอารมณ์ขัน หากยังเผยให้เห็นว่าความรับผิดชอบได้กลายเป็นพันธนาการที่ เหนี่ยวรั้งเขาไว้ แม้กระทั่งในวินาทีที่อยากหลีกหนีจากชีวิต
ท้ายที่สุด เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้เพียงตงั้ คำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้น แต่ยังชวนให้มองเห็นว่า “ความเป็นผู้ชาย” เองก็เป็นกรอบที่สร้างแรงกดดันไม่ต่างกัน เมื่อ ผู้ชายถูกคาดหวังให้เข้มแข็ง มีเหตุผล แบกรับภาระ และไม่แสดงความเปราะบาง ความ อ่อนแอหรือความล้มเหลวจึงกลายเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ ผลคือความมั่นใจในตนเองค่อยๆ ถูกบั่นทอนโดยความคาดหวังที่สังคมสร้างขึ้น มากกว่าจะเกิดจากตัวตนที่แท้จริงของเขาเอง
กล่องสมบัติสีขาว
ท่ามกลางเรื่องสั้นทั้งหมดในเล่ม กล่องสมบัติสีขาว เป็นหนึ่งในเรื่องที่ฉันรู้สึกประทับใจมาก ที่สุด เพราะความน่าสนใจของเรื่องไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์หวือหวา แต่อยู่ที่บรรยากาศแปลก ประหลาดซึ่งค่อยๆ เปิดเผยให้เห็นด้านเปราะบาง ความปรารถนาของมนุษย์ เมื่อความหวัง ความเชื่อ และความต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเลือกเดินบนเส้นทาง ที่แตกต่างกัน
เรื่องราวหยิบ “หวย” และ “การแทงหวย” ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในสังคมไทยมาเป็น แกนกลาง ผ่านเรื่องของชายหนุ่มผู้ได้รับมรดกชิ้นสุดท้ายจากพ่อ นั่นคือบ้านที่ทาสีขาวเกือบ ทั้งหลัง ยกเว้นเพียงห้องหนงึ่ ที่ถูกทาด้วยสีดำ บ้านหลังนี้สร้างขึ้นจากเงินที่พ่อของเขาได้มา จากการแทงหวยถูกทุกงวด กลายเป็นทั้ง “สมบัติ” และคำถามถึงที่มาของความมั่งคั่งที่ซ่อน อยู่ภายใน
ในทางตรงกันข้าม ตัวละคร “แพร” ผู้เติบโตมากับแม่ที่ประกอบอาชีพเขียนหวย กลับมอง อาชีพนี้ผ่านอีกมุมหนึ่งว่าเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น ทำให้เรื่องไม่ได้พูดถึงเพียงความเชื่อเรื่อง โชคลาภ แต่ยังตั้งคำถามถึงศีลธรรม คุณค่าแรงงาน และความชอบธรรมของการหาเงิน
เรื่องราวของ กล่องสมบัติสีขาว แม้จะไม่ได้เน้นการสำรวจบทบาทของตัวละครผู้ชายมาก เท่าเรื่องสั้นอื่นในเล่ม แต่ตัวละครชายในเรื่องกลับสะท้อนมุมมองต่อการดำรงชีวิตอีกแบบ หนึ่ง เขาไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านภาพของผู้ชายที่ต้องมีอาชีพมั่นคงหรือเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว หากแต่เป็นชายคนหนึ่งที่มอง “การแทงหวย” เป็นช่องทางในการสร้างรายได้ที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับงานประจำ
“ผมใช้ชีวิตมาถึงจุดๆ หนึ่งก็รู้ว่า การมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงานคือสิ่งที่ดีที่สุด”
(ห. 173 กล่องสมบัติสีขาว : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)

ความคิดของตัวละครสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ตามแนวคิด ทฤษฎี ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) ของอับรา ฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ที่เสนอว่า มนุษย์มีความต้องการเป็นลำดับขั้น โดยต้อง ได้รับการตอบสนองจากระดับพื้นฐานก่อน จึงจะสามารถก้าวไปสู่ความต้องการในระดับที่ สูงขึ้น
โดยเฉพาะขั้นที่ 1–2 ได้แก่ Physiological Needs (ความต้องการทางกายภาพ) มีเงินเพื่อ ดำรงชีวิต มีอาหาร ที่อยู่อาศัย Safety Needs (ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย) มี
รายได้ที่มั่นคง ลดความกังวลเรื่องอนาคต
ฉากที่ชายหนุ่มนำกรอบรูปถ่ายของพ่อและแม่ที่กำลังยืนยิ้มแฉ่ง มีฉากหลังเป็นแม่สะพาน ข้ามแม่น้ำปิง มาทำความสะอาด และได้พบกับกระดาษจดขนาดเท่าฝ่ามือและสลากกินแบ่ง รัฐบาลแทรกอยู่ บนกระดาษจดเขียนด้วยลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด “เก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนหย่า”
เขาหยิบสลากกินแบ่งรัฐบาล ของวันที่ 1 มิถุนายน 2533 ตัวเลขบนนั้น คือ 2355474 และ คิดเล่นๆว่า ถ้าสลากกินแบ่งใบนี้ถูกรางวัลเขาจะเอาเงินไปทำอะไรดี คงจะหยุดแทงหวย และออกไปหางานทำ หรือถ้าไม่ชอบก็แค่เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ มีเงินเก็บเหลือเฟือ จะกลัว อะไร
“ผมก้มหน้าหยิบความสุขของคนจนออกจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาจุดสูบ ขณะพ่นควันแห่ง ความสุขออกมาก็คิดกับตัวเองว่าจะออกไปซื้อโดนัทที่โลตัสสักกล่อง”
(ห. 188 กล่องสมบัติสีขาว : ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
สิ่งทำให้เราเห็นความต้องการของตัวละครไม่ได้มุ่งไปสู่ “ความสำเร็จ” หรือ “การพัฒนา ตนเอง” ตามภาพฝันของสังคม หากแต่เป็นการแสวงหาความสุขเล็กๆ และความมั่นคงใน ชีวิตประจำวัน เขาไม่ได้ต้องการความมั่งคั่งมหาศาล เพียงต้องการมีเงินพอที่จะตอบสนอง ความต้องการพื้นฐานของตัวเองได้ การมีรายได้โดยไม่ต้องแลกด้วยแรงงานจึงกลายเป็น ภาพของชีวิตที่ดีที่สุดในมุมมองของเขา
เมื่อมองผ่านแนวคิดลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ ตัวละครไม่ได้กำลัง พยายามก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาความต้องการในระดับพื้นฐาน ทั้งความอยู่รอด ความปลอดภัย และความสุขเล็กๆ ที่จับต้องได้
เรื่องสั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นการพูดเพียงเรื่องการพนันหรือความเชื่อเรื่องโชคลาภ หากยัง สะท้อนสภาวะของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ จนบางครั้งความฝันที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่การประสบความสำเร็จ แต่คือการมีชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปกับการ ดิ้นรน
ดังนั้น กล่องสมบัติสีขาว ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “โชค” สามารถสร้างชีวิตที่ดีได้หรือไม่ แต่ ยังชวนให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนว่า ในสังคมที่ความมั่นคงกลายเป็นสิ่งเข้าถึงได้ยาก ความสุข ของมนุษย์อาจถูกลดทอนลงเหลือเพียงเรื่องเล็กๆ อย่างเงินพอใช้ อาหารหนึ่งมื้อ หรือ ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้สึกว่าชีวิตยังเป็นของตัวเอง
เมื่อเราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกอย่าง
หลังจากอ่าน ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน จนจบ สิ่งที่หนังสือทิ้งไว้ไม่ใช่เพียง ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบต่อตัวละครแต่ละตัว หากแต่เป็นความเข้าใจที่ซับซ้อนขึ้นต่อคำว่า “มนุษย์” โดยเฉพาะในมิติของ “มนุษย์เพศชาย” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านความเปราะบาง ความ ปรารถนา ความล้มเหลว และแรงกดดันจากบทบาททางสังคม
ในมิติของวิทยาศาสตร์ หนังสือชวนให้เราตั้งคำถามว่า การตัดสินใจของมนุษย์เกิดขึ้นจาก เหตุผลอย่างแท้จริง หรือเป็นผลลัพธ์จากสมอง ฮอร์โมน สัญชาตญาณและกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนกว่าที่เราควบคุมได้
ในมิติของจิตวิทยา ตัวละครแต่ละตัวเปรียบเสมือนกรณีศึกษาขนาดย่อม ความกลัว ความ โดดเดี่ยว ความต้องการการยอมรับ ความรัก ความอิจฉา หรือบาดแผลจากอดีต ล้วน กลายเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์กระทำบางสิ่งบางอย่างที่บางครั้งแม้แต่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้
แต่ในขณะเดียวกัน การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่าเรา จะต้องละเลยเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เพราะหนึ่งในคุณค่าที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ การทำให้เราเห็นเส้นแบ่งระหว่าง “ความเข้าใจ” กับ “การยอมรับ” ว่าเป็นคนละเรื่องกัน
โดยเฉพาะเรื่อง ระยะห่างของความใกล้ ที่ตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูก ศิษย์ หนังสืออาจทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร เข้าใจความเหงา ความต้องการ ความรัก หรือแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ แต่ความเข้าใจนั้นไม่ควรทำให้สังคมมอง ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความไม่เท่าเทียมของอำนาจเป็นเรื่องปกติ
ความรักไม่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การละเมิดขอบเขตทางจริยธรรมหรือจรรยาบรรณใน วิชาชีพกลายเป็นสิ่งถูกต้อง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนไม่ได้ตั้งอยู่บน พื้นที่ที่เท่าเทียมกันตั้งแต่แรก อำนาจ ความไว้วางใจ และบทบาทหน้าที่ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำ ให้ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ต้องได้รับการตั้งคำถามอย่างจริงจัง
ในด้านมุมวิจารณ์ จุดแข็งที่สุดของ ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน คือการสร้างตัว ละครธรรมดาให้กลายเป็นมนุษย์ที่น่าศึกษา ภู่มณีไม่ได้เล่าเรื่องของฮีโร่หรือผู้ประสบ ความสำเร็จ แต่เลือกเล่าชีวิตของคนที่กำลังดิ้นรนอยู่กับความรัก ความจน ความกลัว และ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ตัวละครเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนดีสมบูรณ์แบบหรือคนเลว อย่างชัดเจน หากเต็มไปด้วยความย้อนแย้งแบบเดียวกับมนุษย์จริง
อย่างไรก็ตาม ลายเซ็นที่ชัดเจนของหนังสือคือการเล่าโลกผ่านมุมมองของผู้ชายเป็นหลัก ทำ ให้ตัวละครหญิงในหลายเรื่องมักปรากฏผ่านความสัมพันธ์กับตัวละครชาย ทั้งในฐานะคนรัก ความปรารถนา หรือแรงผลักดันของเรื่อง ผู้อ่านบางกลุ่มอาจรู้สึกว่าตัวละครหญิงยังมีพื้นที่ ในการเล่าเรื่องของตัวเองไม่มากนัก ขณะเดียวกัน การจบแบบปลายเปิดในหลายเรื่องก็อาจ ไม่ตอบสนองผู้อ่านที่ต้องการบทสรุปชัดเจน แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบวรรณกรรมเชิงความคิด ช่องว่างเหล่านั้นกลับเป็นพื้นที่ให้ตีความและกลับมาทบทวนตัวเอง
หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้อ่านที่ไม่ได้มองหาความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่สนใจคำถาม เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์โดยเฉพาะ “มนุษย์เพศชาย” จิตวิทยา ความสัมพันธ์ อำนาจ และ ศีลธรรม เพราะเรื่องสั้นทั้ง 10 เรื่องไม่ได้เพียงเล่าเรื่องของตัวละคร หากกำลังชวนให้เรา มองกลับมายังตัวเองว่า หากอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราจะเลือกทำอย่างไร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หนังสือเล่มนี้มอบให้ อาจไม่ใช่คำตอบว่ามนุษย์ควรเป็นอย่างไร แต่ คือการทำให้เราเข้าใจว่า มนุษย์นั้นซับซ้อนเพียงใด และในความซับซ้อนนั้น เราอาจต้อง เรียนรู้ที่จะมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้น โดยไม่ละทิ้งหลักการ ความรับผิดชอบ และ ศีลธรรมที่ทำให้สังคมยังคงอยู่ร่วมกันได้




No Comment! Be the first one.