“ถ้า” คือคำที่ทุกคนเคยพูดกับตัวเอง ชีวิตของคนทุกคนล้วนมีคำว่า “ถ้า”
ถ้าวันนั้นเลือกอีกทางหนึ่ง
ถ้าวันนั้นพูดความในใจ
ถ้าวันนั้นไม่ปล่อยให้เขาเดินจากไป
เราไม่มีวันรู้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่เรามักจินตนาการถึงมันเสมอ และ La La Land ก็บอกเล่าเรื่องราวนั้นผ่านฉากจบสุดท้ายที่สวยงาม
1 เมื่อความฝันพาคนสองมาพบกัน
เรื่องราวของมีอา (Emma Stone) และ เซบาสเตียน (Ryan Gosling) ตัวละครที่แสนธรรมดาและมีความฝันเป็นของตัวเอง มีอาใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง ส่วนเซบาสเตียนหลงใหลในดนตรีแจ๊ซ (Jazz) และอยากเปิดบาร์แจ๊ซของตัวเอง ความรักของทั้งคู่เปรียบเสมือนการพบกันของดวงดาวสองดวง ที่แม้จะส่องสว่างเคียงข้างกันในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต่างก็มีวงโคจรและจุดหมายเป็นของตัวเอง
“ความรัก”อาจยังไม่เพียงพอที่จะประคับประคองทั้งความฝันของตัวเองและความฝันของคนที่เรารักไปพร้อมกัน จุดจบสุดท้ายของคนทั้งสองคือการปล่อยกันและกันไป
2 What If : ฉากจบกับความหมายที่ซ่อนอยู่
ในซีนสุดท้ายก่อนหนังจะจบลง เวลาผ่านไปมีอาประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดง และแต่งงานมีครอบครัว คืนหนึ่งเธอกับสามีบังเอิญเดินเข้าไปในคลับแจ๊สแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นคลับที่เซบาสเตียนเปิดได้สำเร็จตามความฝัน และตั้งชื่อว่า “Seb’s” เมื่อเซบาสเตียนเงยหน้าขึ้นจากเปียโน เขาเห็นมีอานั่งอยู่ในร้าน ทั้งสองสบตากัน ไร้เสียงพูดคุย
จากนั้น เซบาสเตียนเริ่มบรรเลงเพลง Mia & Sebastian’s Theme และภาพยนตร์พาผู้ชมเข้าสู่ ฉาก “What If” หรือโลกแห่งจินตนาการ เราจะได้เห็นชีวิตอีกแบบหนึ่งของตัวละคร
หากวันนั้นเซบาสเตียนไม่ปล่อยมือจากมีอา ทั้งสองอาจใช้ชีวิตร่วมกัน แต่งงาน มีลูก สนับสนุนความฝันของกันและกัน และเติบโตไปพร้อมกัน ภาพทั้งหมดถูกเล่าในรูปแบบละครเพลง (Musical) ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวในเมืองลอสแอนเจลิส (LA) เมืองแห่งความฝันที่เต็มไปด้วยแสงสี โทนภาพมีความเหนือจริงแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น การผสมผสานความแฟนตาซีของละครเพลงเข้ากับความสมจริงของชีวิต
ฉากเต้นรำท่ามกลางแสงดาวและท้องฟ้าสีม่วงครามทไวไลท์ (Twilight) กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของหนัง เพราะไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความโรแมนติกของความรัก แต่ยังสะท้อนช่วงเวลาที่ทั้งมีอาและเซบาสเตียนกำลังเชื่อว่าความรักกับความฝันสามารถเดินไปด้วยกันได้
ดนตรีคือหัวใจสำคัญที่กำหนดจังหวะและบรรยากาศของเรื่อง โดยเฉพาะเพลงแจ๊สที่ถูกหยิบมาเล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลัก โดยมีบทเพลงอย่าง City of Stars และท่วงทำนองของเปียโนที่ขับกล่อมความรู้สึกตลอดทั้งเรื่อง
ขณะเดียวกัน ท่าเต้น ไม่ได้เน้นความซับซ้อนแต่เลือกใช้การเต้นที่ เรียบง่าย ลื่นไหล และเป็นธรรมชาติ ทั้งการเต้นคู่ (Partner Dance) และการเต้นแบบแจ๊ส (Jazz Dance) ซึ่งประสานเข้ากับเทคนิคการถ่าย Long Take หรือการถ่ายต่อเนื่อง ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้อยู่ในเหตุการณ์จริง
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมานั้น คือการออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุค 1950–1960 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของภาพยนตร์มิวสิคัลฮอลลีวูด การเลือกใช้สีสันของเสื้อผ้าถูกเลือกใช้อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะชุดกระโปรงสีเหลืองสด สีเขียว หรือสีน้ำเงินของมีอา ที่สะท้อนความสดใส ความมีชีวิตชีวา และความหวังของคนหนุ่มสาวที่กำลังวิ่งตามความฝัน
หนังดำเนินเรื่องราวเดินทางมาถึงฉากสุดท้าย ไม่มีบทสนทนา มีเพียงเสียงเพลง และภาพที่ค่อย ๆ พาเราดำดิ่งเข้าไปของคำว่า “ถ้า” แต่เมื่อเพลงจบลง ทุกอย่างกลับสู่โลกความจริง
ความจริงที่ว่า มีอามีชีวิตของเธอ เซบาสเตียนมีชีวิตของเขา ทั้งคู่ต่างประสบความสำเร็จในสิ่งที่เคยฝันไว้ แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ฉากสุดท้ายไม่ใช่การย้อนเวลาไม่ใช่ความฝันแต่เป็นการจินตนาการว่า “ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่หวัง” สิ่งที่เราจะได้เห็นคือ ชีวิตที่ทั้งคู่เคยวาดฝันร่วมกัน
หนังยังสื่อให้เห็นอีกว่า ความรักและความสำเร็จไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป บางครั้ง การรักใครสักคนไม่ได้หมายความว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน สิ่งที่ทั้งคู่มอบให้กันคือการผลักดันให้อีกฝ่ายเติบโตไปสู่ความฝัน เซบาสเตียนเป็นคนที่ผลักดันให้มีอาไม่ยอมแพ้ต่อการเป็นนักแสดง มีอาเป็นคนที่ทำให้เซบาสเตียนกล้าที่จะก้าวไปเปิดคลับแจ๊สของตัวเอง
3 “ความรักไม่ได้ล้มเหลว”
นิยามของหนังเรื่องนี้ “ความรักไม่ได้ล้มเหลว” ถึงแม้หลายคนจะมองว่าทั้งคู่เลิกกัน แต่จริงๆแล้ว ความฝันของคนทั้งคู่ได้เกิดขึ้น เพราะครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมอบความรักและผลักดันซึ่งกันและกัน ดังนั้นความรักของคนทั้งคู่ไม่ได้หายไป เพียงแต่มันได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จแล้ว
4 “ความงดงามของการไม่สมหวัง”
หนังรักส่วนใหญ่มีฉากจบที่ Happy ending รักกัน สมหวัง ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่ La La Land กลับบอกว่า การรักใครสักคน ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการใช้ชีวิตร่วมกัน บางครั้งคนๆหนึ่งเข้ามาเพื่อทำให้เราเติบโต ไม่ใช่อยู่กับเราตลอดไป
5 รอยยิ้มสุดท้ายของคนทั้งคู่
ก่อนมีอาจะเดินออกจากร้าน ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง เซบาสเตียนยิ้มบางๆ และมีอาก็ยิ้มตอบ ฉากจบที่ไม่มีคำพูดอะไรของทั้งสองคน มีเพียงแค่การสบตากันและรอยยิ้มของคนทั้งคู่ รอยยิ้มนี้ไม่ได้หมายถึงการเสียดายหรือเสียใจจนอยากย้อนเวลา แต่เป็นการยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้น คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
แม้ชีวิตจะไม่ลงเอยแบบที่เคยฝัน ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยมีอีกฝ่ายอยู่ในชีวิต เพราะความรักครั้งนั้นได้หล่อหลอมให้ทั้งสองกลายเป็นคนที่สามารถทำความฝันของตัวเองได้สำเร็จ
ดังนั้นฉากจบของ La La Land ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “คนที่ไม่ได้ลงเอยกัน” แต่เป็นเรื่องของการยอมรับว่า บางความสัมพันธ์มีคุณค่า ไม่ใช่เพราะมันคงอยู่ตลอดไป แต่เพราะมันเปลี่ยนชีวิตของเราตลอดไป
สุดท้ายนี้ “What If” ของ La La Land ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราเสียดายอดีต แต่เพื่อเตือนว่า ทุกการตัดสินใจล้วนสร้างตัวตนของเราในวันนี้ บางครั้งชีวิตไม่ได้มอบตอนจบที่เราต้องการ แต่มอบตอนจบที่ทำให้เราเติบโต และนั่นอาจเป็นความงดงามที่สุดของคำว่า “ถ้า”
แล้วถ้าวันหนึ่งชีวิตเปิดโอกาสให้คุณได้เห็นฉาก “What If” ของตัวเอง คุณจะเลือกย้อนกลับไปเปลี่ยนอดีต หรือจะยิ้มให้กับมันเหมือนที่มีอาและเซบาสเตียนทำ?























