เมื่อเราเติบโตขึ้น โรงงานช็อกโกแลตยังรอเราอยู่
Charlie and the Chocolate Factory เล่าเรื่องชาร์ลี บัคเก็ต เด็กชายจากครอบครัวยากจนไดเเยี่ยมชมโรงงานช็อกโกแลตของวิลลี่ วองก้า...
ใครหลายคนคงมีหนังเรื่องโปรดตลอดกาลในวัยเด็ก หนังที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ก็ยังอยากย้อนกลับมาดูซ้ำในบางช่วงเวลา เพื่อพาตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง…
Table Of Content
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่มักลบเลือนตัวตนความเป็นเด็กในใจเราไปทีละน้อย วัยเด็กที่เต็มไปด้วยความฝัน ดวงตาที่เปล่งประกายเพียงเพราะได้ของกินชิ้นโปรด ความสุขง่ายๆ ที่เกิดขึ้นได้จากเรื่องเล็กน้อยรอบตัว ตัวตนเหล่านี้ค่อยๆ จางหายไปเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จากวันที่เคยถูกถามว่า ‘อยากเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น’ กลายเป็นวันที่ต้องถามตัวเองว่า ‘จะทำอย่างไรถึงจะอยู่รอดในโลกนี้ได้’ การเป็นผู้ใหญ่นั้นแสนขม สมกับคำที่ใครๆ มักพูดกันว่า “เป็นผู้ใหญ่มันเหนื่อย” เพราะต้องแบกรับภาระ ความหวัง และความรับผิดชอบมากมาย แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่อาจปฏิเสธการเติบโตได้ เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องเดินไปข้างหน้าเสมอ
สำหรับฉัน มีช่วงเวลาหนึ่งในทุกๆ ปีที่มักพาตัวเองย้อนกลับไปสู่วัยเด็กได้เสมอ นั่นคือช่วงใกล้ปลายปีลมหนาวเข้ามา พร้อมกับความทรงจำของ “ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory, 2005)”
สิ่งที่ทำให้ฉันกลับไปดูหนังเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจไม่ใช่เพียงเพราะโรงงานช็อกโกแลตที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ หรือโลกแฟนตาซีที่เด็กทุกคนเคยใฝ่ฝันอยากเข้าไปสัมผัส แต่เป็นเพราะทุกครั้งที่ได้ดู ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับไปพบกับ “เด็กคนนั้น” เด็กที่เคยเชื่อว่าความฝันไม่มีขอบเขต และโลกยังเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าตื่นเต้นรอให้ค้นหา และเมื่อเราโตขึ้น สิ่งที่เราแสวงหาจริงๆ อาจไม่ใช่การย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง หากแต่เป็นการได้กลับไปสัมผัส “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่เคยมีในวัยนั้นอีกสักครั้งหนึ่ง
โลกมหัศจรรย์ที่ซ่อนบางอย่างเอาไว้
ก่อนที่โรงงานช็อกโกแลตของวิลลี่ วองก้าจะปรากฏขึ้นบนจอภาพยนตร์ โลกใบนี้ถือกำเนิดขึ้นมาจากตัวอักษรของโรอัลด์ ดาห์ล (Roald Dahl) นักเขียนชาวเวลส์ผู้มีผลงานวรรณกรรมเยาวชนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจาก Charlie and the Chocolate Factory แล้ว ผลงานอื่นๆ ของเขาที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางก็มีทั้ง The BFG และ Matilda
Charlie and the Chocolate Factory ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964 เล่าเรื่องของชาร์ลี บัคเก็ต เด็กชายจากครอบครัวยากจนที่ได้รับโอกาสให้เข้าไปเยี่ยมชมโรงงานช็อกโกแลตของวิลลี่ วองก้า เจ้าของโรงงานผู้ลึกลับและแปลกประหลาด หลังจากเขาได้รับหนึ่งในตั๋วทองที่ซ่อนอยู่ในช็อกโกแลตของวองก้า
เรื่องราวถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 ในชื่อ Willy Wonka & the Chocolate Factory ก่อนจะถูกนำกลับมาสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 2005 ภายใต้ชื่อ Charlie and the Chocolate Factory กำกับโดยทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) นำแสดงโดยจอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) ในบทวิลลี่ วองก้า และเฟรดดี ไฮมอร์ (Freddie Highmore) ในบทชาร์ลี ล่าสุดปลายปี 2023 ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ รับบทวิลลี่ วองก้าในวัยหนุ่ม กับภาพยนตร์เรื่อง Wonka ซึ่งเป็นภาคต้นที่บอกเล่าเรื่องราวก่อนที่วองก้าจะกลายมาเป็นเจ้าของโรงงานช็อกโกแลตสุดมหัศจรรย์ตามที่ทุกคนรู้จักกันดี
เมื่อมองเพียงผิวเผิน เรื่องราวอาจเป็นเพียงการผจญภัยของเด็กห้าคนในโรงงานช็อกโกแลตสุดมหัศจรรย์ แต่โลกของโรอัลด์ ดาห์ลไม่เคยเป็นโลกสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว เพราะภายใต้ความแฟนตาซีและอารมณ์ขัน มักซ่อนเรื่องราวด้านมืดและความตลกร้ายเอาไว้เสมอ Charlie and the Chocolate Factory (2005) ก็เช่นกัน มันไม่ได้เป็นเพียงหนังสำหรับเด็กที่เต็มไปด้วยสีสันประหลาดและโลกจินตนาการสุดบรรเจิด แต่เมื่อดูอีกครั้งในวัยที่โตขึ้น เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้พูดกับคนดูสองรุ่นในตัวเราเองไปพร้อมกัน เด็กที่เราเคยเป็น และผู้ใหญ่ที่เรากำลังเป็นอยู่
“เด็กคนนั้น” ที่เรากลับมาสัมผัสได้อีกครั้ง
มีเด็กคนหนึ่งอยู่ในตัวเราทุกคน เด็กที่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น เด็กที่ยังกล้าฝันโดยไม่ถามว่า “เป็นไปได้จริงไหม” และ Charlie and the Chocolate Factory ก็ทำหน้าที่เป็นประตูพาฉันกลับไปหาเด็กคนนั้นได้อย่างน่าประหลาด
ฉากที่ชาร์ลี บัคเก็ต เด็กชายจากครอบครัวยากจน เดินกลับบ้านหลังจากยืนมองโรงงานช็อกโกแลตด้วยใจที่สิ้นหวัง แล้วบังเอิญเจอเงินตกอยู่บนพื้น เขาตัดสินใจนำเงินนั้นไปซื้อช็อกโกแลตวองก้า ด้วยความหวังลึกๆ ว่าจะได้เจอตั๋วทองใบสุดท้าย คือภาพแทนของความฝันแบบเด็กๆ ที่บริสุทธิ์และไม่มีเงื่อนไข การเดิมพันเล็กๆ ครั้งนั้นจุดประกายความหวังทั้งหมดที่เขามี และเมื่อโชคชะตาเข้าข้างจนตั๋วทองใบสุดท้ายอยู่ในมือจริงๆ ชาร์ลีก็ยังไม่ได้คิดถึงตัวเองก่อน เขานึกถึงความยากลำบากของครอบครัว จนเกือบตัดสินใจขายตั๋วเพื่อนำเงินไปช่วยพยุงบ้าน แต่คำพูดของคุณตาจอร์จก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจ เพราะบางโอกาสในชีวิตก็มีค่ามากกว่าเงินตรา และการได้เข้าไปสัมผัสโรงงานในฝันด้วยตาตัวเองนั้น คือของขวัญที่หาซื้อไม่ได้ ความรู้สึกลุ้นระทึกตอนแกะห่อช็อกโกแลตและรอยยิ้ม เมื่อพบว่าตัวเองคือผู้โชคดีจึงเป็นภาพความสุขที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุดในความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคน
พอเข้าไปในโรงงาน ฉากที่ทำให้ความรู้สึกแบบเด็กพุ่งกลับมาชัดที่สุดคือห้องแรกที่เด็กๆ ได้เจอ สนามหญ้าขนมหวานที่มีแม่น้ำช็อกโกแลตไหลผ่าน ต้นไม้ที่ทำจากลูกกวาด และดอกไม้กินได้ทุกดอก ภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ฉากสวยงามทางสายตา แต่มันคือการจำลองความคิดแบบเด็กที่เชื่อว่าถ้าโลกนี้เป็นของหวานได้ทั้งใบ มันคงดีไม่น้อย เป็นจินตนาการที่ไม่ต้องมีเหตุผลรองรับ แค่รู้สึกดีก็เพียงพอแล้ว
การได้กลับไปสัมผัสความรู้สึกนั้นอีกครั้งผ่านจอภาพยนตร์ จึงไม่ต่างจากการได้กลับบ้านหลังเก่าที่เราจากมานาน มันอบอุ่น คุ้นเคย และในขณะเดียวกันก็แอบเจ็บเล็กๆ เพราะรู้ดีว่าเราไม่มีวันมองโลกด้วยสายตาแบบนั้นได้อีกแล้ว
โตแล้วถึงเข้าใจ สิ่งที่หนังไม่ได้บอกตอนเด็ก
ตอนเด็กฉันดู ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต แล้วสนุกไปกับความมหัศจรรย์ของสิ่งต่างๆ ไปจนถึงตัวละครอูมปาลูมป้าตัวจิ๋ว พอโตขึ้นมาดูอีกครั้ง สิ่งที่ฉันสัมผัสได้กลับเป็นอีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความสนุกนั้น ด้านของความเป็นผู้ใหญ่ที่หนังไม่ได้พูดตรงๆ แต่วางไว้ให้คนดูที่ผ่านโลกมาบ้างแล้วสังเกตเห็นเอง
จุดหนึ่งที่ชัดเจนมากคือเรื่องราวของวิลลี่ วองก้าเอง เขาโตมาในบ้านที่พ่อเป็นหมอฟันผู้เข้มงวด ห้ามลูกแตะต้องขนมหวานทุกชนิด จนวันหนึ่งวองก้าตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อไล่ตามความฝันในการทำช็อกโกแลต และสร้างอาณาจักรช็อกโกแลตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ แต่สิ่งที่หนังเลือกจะเล่าต่อไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งชัยชนะนั้น กลับเป็นช่วงเวลาที่วองก้าปิดโรงงานตัวเองไปนานหลายปี ไม่ให้ใครเข้าออก ไม่จ้างพนักงานคนไหนแม้แต่คนเดียว จนคนทั้งเมืองแทบลืมไปแล้วว่าข้างในนั้นยังมีใครทำงานอยู่หรือเปล่า
ถ้ามองผ่านๆ ฉากนี้อาจดูเหมือนแค่ปมลึกลับของตัวละครประหลาดเพื่อสร้างความน่าค้นหาให้กับเรื่อง แต่ถ้าลองตีความให้ลึกลงไปอีกนิด การปิดตัวเองของวองก้าก็ไม่ต่างอะไรกับภาวะ “หมดไฟ” ที่คนทำงานวัยผู้ใหญ่คุ้นเคยกันดี เขาเคยเป็นคนที่รักการประดิษฐ์คิดค้นช็อกโกแลตมากที่สุดในโลก แต่หลังจากผ่านความเจ็บปวดจากการถูกขโมยสูตรช็อกโกแลต ความสนุกในการทำงานที่เคยมีก็ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับความไว้ใจที่เขามีต่อคนรอบตัว เขายังคงทำช็อกโกแลตต่อไปได้ก็จริง แต่กลับทำมันอย่างโดดเดี่ยว ไร้แรงบันดาลใจใหม่ๆ และไม่มีใครให้แบ่งปันความสำเร็จนั้นอีกแล้ว
นี่คือช่วงเวลาที่คนดูในวัยผู้ใหญ่จะรู้สึกสะท้อนใจเป็นพิเศษ เพราะมันคือภาพจำลองของโลกการทำงานจริงที่เราทุกคนต้องเจอ วันหนึ่งงานที่เราเคยรักสุดหัวใจ กลับกลายเป็นเพียงกิจวัตรที่ทำไปวันๆ ไฟที่เคยลุกโชนค่อยๆ มอดลงโดยที่เราไม่ทันสังเกต จนต้องหยุดถามตัวเองว่า เรายังรักสิ่งนี้อยู่ไหม หรือแค่ทำมันเพราะความเคยชิน และสิ่งที่ทำให้วองก้ากลับมามีไฟอีกครั้งก็ไม่ใช่สูตรลับหรือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ แต่คือการได้เจอชาร์ลี เด็กที่มองโลกด้วยความบริสุทธิ์แบบเดียวกับที่เขาเคยเป็น เหมือนกับที่บางครั้งแพชชั่นของผู้ใหญ่ก็ไม่ได้กลับมาเพราะพยายามฝืนตัวเอง แต่กลับมาเพราะได้เจอใครสักคน หรือมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้นึกขึ้นได้ว่าทำไมเราถึงเริ่มต้นทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรก
ตอนเด็ก เราอาจมองว่าโรงงานที่ปิดตายเป็นเพียงฉากหลังลึกลับของตัวละครประหลาด แต่พอโตขึ้น เรากลับเห็นว่ามันคือภาพแทนของช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเจอสักครั้งในชีวิตการทำงาน ช่วงเวลาที่ต้องถอยออกมา ปิดประตูใส่โลกภายนอกชั่วคราว ก่อนจะค้นพบว่าการจะจุดไฟขึ้นใหม่ได้นั้น บางทีก็ต้องเปิดประตูให้ใครสักคนเข้ามาอีกครั้ง
สิ่งที่ได้กลับมา เมื่อดูซ้ำในวัยที่ต่างกัน
ความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้ สำหรับฉันคือการที่มันให้อะไรกับเราไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงวัย แต่ทั้งสองแบบล้วนมีคุณค่าในตัวมันเอง
ตอนเด็ก หนังให้เราได้จินตนาการ ให้ความเชื่อว่าโลกนี้ยังมีที่ว่างสำหรับความมหัศจรรย์ ให้บทเรียนง่ายๆ ผ่านชะตากรรมของเด็กทั้งสี่คนที่ไม่ได้รับเลือกให้ชนะ ความตะกละของออกัสตัส ความเอาแต่ใจของเวรูก้า ความหมกมุ่นในการแข่งขันของไวโอเล็ต และการติดจออย่างหนักของไมค์ ทั้งหมดนี้สอนเราแบบตรงไปตรงมาว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ ส่วนชาร์ลีที่ยากจนแต่ซื่อสัตย์และรักครอบครัว ก็กลายเป็นแบบอย่างของความดีที่เด็กๆ เข้าใจได้ง่าย
แต่ตอนโต หนังกลับให้สิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อชาร์ลีเลือกกลับบ้านไปหาครอบครัว แทนที่จะรับข้อเสนอให้ใช้ชีวิตอยู่ในโรงงานช็อกโกแลตตลอดไป การตัดสินใจของเขาอาจดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวองก้า เพราะมันทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่พยายามหลีกหนีมาตลอดว่า ไม่ว่าโรงงานจะมหัศจรรย์เพียงใด ไม่ว่าสิ่งประดิษฐ์และจินตนาการจะล้ำเลิศแค่ไหน มันก็ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้ สุดท้ายคนที่ต้องเรียนรู้และเติบโตในเรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงชาร์ลี แต่รวมถึงวองก้าด้วยเช่นกัน
หนังจึงให้เรากลับไปทบทวนว่า เรายังมีความฝันแบบเด็กหลงเหลืออยู่บ้างไหม เรายังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์รอบตัวมากพอหรือเปล่าท่ามกลางการไล่ตามความสำเร็จ และในขณะเดียวกันมันก็ปลอบใจเราว่า การที่เราเคยหลงทางไปกับงานจนลืมสิ่งสำคัญนั้นเป็นเรื่องที่แก้ไขได้เสมอ เพราะแม้แต่วองก้าผู้อัจฉริยะก็ยังต้องเรียนรู้บทเรียนนี้เช่นกัน
โลกของผู้ใหญ่ไม่หวานเหมือนช็อกโกแลต
บางทีนี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องโปรดในวัยเด็กของฉัน เพราะเมื่อเราเติบโตขึ้น เรื่องราวเดิมยังคงอยู่ที่เดิม แต่คนที่กำลังมองกลับมาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นทำให้เราอ่านความหมายบางอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยมองข้าม และในขณะเดียวกันมันก็พาเรากลับมามองตัวเองว่า ตลอดเส้นทางที่เติบโตขึ้น เราสูญเสียอะไรไปบ้าง และยังมีอะไรของเด็กคนนั้นหลงเหลืออยู่ในตัวเรา
สิ่งที่ ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต ทิ้งไว้ให้ อาจไม่ใช่คำตอบว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุข หรือทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แต่เป็นคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นคือ “ในวันที่เราเติบโตขึ้น เราจะยังเป็นคนเดิมที่เคยฝันเอาไว้ได้หรือเปล่า” เพราะการเติบโตไม่ใช่เรื่องที่หลีกหนีได้ เราทุกคนต้องเดินผ่านวัยเด็กไปสู่วัยที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น แต่การเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งจินตนาการ ความฝัน หรือความสามารถในการมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ไว้เบื้องหลัง
เราอาจไม่ได้อยากเป็นนักบิน นักแสดง หรือเจ้าของโรงงานช็อกโกแลตเหมือนที่เคยฝันตอนเด็กอีกแล้ว แต่ความรู้สึกที่ทำให้เราอยากออกไปค้นหาโลกกว้าง อยากสร้างบางสิ่ง อยากรักใครสักคน หรืออยากใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือก อาจยังเป็นความรู้สึกเดียวกับเด็กคนนั้นที่เคยเชื่อว่าโลกเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เพียงแค่ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเด็กที่มองโลกด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
เพราะสุดท้ายแล้ว การเติบโตอาจไม่ใช่การปิดประตูโรงงานช็อกโกแลตแล้วเดินจากไป หากเป็นการเดินออกมาจากโรงงานนั้นพร้อมกับเด็กคนนั้นในตัวเรา และพาเขาไปด้วยกันบนเส้นทางของชีวิตผู้ใหญ่ เพราะต่อให้โลกภายนอกจะขมเหมือนดาร์กช็อกโกแลตเพียงใด อย่างน้อยในตัวเราก็ควรเหลือพื้นที่เล็กๆ สักแห่งไว้สำหรับความหวานของวัยเด็กเสมอ เหมือนกับคำโปรยสุดท้ายฉากจบของหนัง “ชีวิตไม่เคยหวานกว่านี้”







No Comment! Be the first one.